Loading
250x250 Free Watch

สมัครสมาชิกเพื่อรับข่าวสารทางอีเมล์:

กรุณาตรวจสอบอีเมล์เพื่อยืนยันหลังจากทำการสมัคร

โพสล่าสุด

แบ่งปัน

คุณสมบัติของแร่ที่เป็นอัญมณี - คุณสมบัติทางแสง

โดย ผศ.ดร. กาญจนา   ชูครุวงศ์

คุณสมบัติประการสุดท้ายที่ใช้ในการการจำแนกชนิดของอัญมณีก็คือ คุณสมบัติทางแสง (Obtical properties)

คุณสมบัติทางแสง (Optical properties)

เมื่อแสงเดินทางผ่านเข้าสู่ตัวกลางที่แตกต่างกันสองชนิด เช่น อากาศและอัญมณี จะเกิดปรากฏการณ์ขึ้น 3 ลักษณะ ได้แก่
1)แสงบางส่วนจะสะท้อนกลับหรือถูกส่งกลับจากผิวของอัญมณีนั้นไปสู่อากาศ
2)แสงบางส่วนผ่านเข้าไปในเนื้อของอัญมณีแล้วเกิดการหักเหของแสงขึ้น และ
3)อัญมณีนั้นจะดูดกลืนแสงบางส่วนไว้
ลักษณะปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นพร้อมๆกันทั้ง 3 ลักษณะ อาจมีลักษณะหนึ่งแสดงให้เห็นได้เด่นชัดมากกว่าลักษณะอื่นๆ ขึ้นอยู่กับลักษณะตามธรรมชาติ และชนิดของอัญมณีที่แสงมีปฏิกิริยาด้วย เช่น ในโลหะชนิดต่างๆ ที่เป็นวัตถุทึบแสง ลักษณะที่เกิดขึ้นเด่นชัดกว่าลักษณะอื่นๆ คือการดูดกลืนแสง ในขณะเดียวกันก็มีลักษณะของการสะท้อนแสงให้เห็นด้วย ส่วนการหักเหของแสงโดยปกติแล้วจะมองไม่เห็นเลย ในทางกลับกันอัญมณีชนิดต่างๆ ที่เป็นวัตถุโปร่งใสหรือโปร่งแสง ลักษณะการหักเหของแสงจะแสดงให้เห็นได้เด่นชัดกว่าลักษณะอื่น โดยที่มีลักษณะการสะท้อนของแสงและการดูดกลืนของแสง อาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะและชนิดของอัญมณี จากลักษณะปรากฏการณ์ทั้งสามที่กล่าวมาจะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิด สี ความวาว การกระจายแสง การเรืองแสง การเล่นสีประกายแวว ประกายเหลือบรุ้ง และอื่นๆ อีกมากมาย คุณสมบัติทางแสงต่างๆ ได้แก่

ภาพจาก Khulsey.com 

สี (Color)  สีต่างๆ ของอัญมณีชนิดใดๆ เป็นผลเนื่องมาจากลักษณะธรรมชาติของแสงกับอัญมณีนั้นๆ โดยตรง คือจะมองเห็นสีได้ก็ต่อเมื่อมีแสง แสงที่มองเห็นได้ประกอบขึ้นด้วยแสงสีที่เด่น 7 ส่วน หรือที่เรารู้จักกันดีว่า “สีรุ้ง” ในแต่ละส่วนจะมีสีที่แตกต่างกัน ประกอบด้วยสี ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลืองแสด แดง การผสมผสานคลื่นแสงที่มองเห็นได้นี้จะก่อให้เกิดเป็นแสงสีขาว คือ แสงอาทิตย์ เมื่อแสงที่มองเห็นได้นี้ส่องผ่านเข้าไปในอัญมณี ก็จะทำให้อัญมณีนั้นมองดูมีสีขึ้นเนื่องจากอัญมณีนั้นได้ดูดกลืนคลื่นแสงบางส่วนเอาไว้ และคลื่นแสงส่วนที่เหลืออยู่ถูกส่งผ่านออกมาเข้าสู่ตาของเรา มองเห็นเป็นสีจากส่วนของคลื่นแสงที่เหลือนั่นเอง จะมองไม่เห็นเป็นสีขาวอีก เช่น ทับทิมมีสีแดง เนื่องจากทับทิมได้ดูดกลืนคลื่นแสงในช่วงสีน้ำเงิน เหลือง และ เขียว เอาไว้ คงเหลือแต่ส่วนที่มีสีแดงให้เรามองเห็น ในอัญมณีบางชนิดคลื่นแสงที่มองเห็นได้นี้จะส่องผ่านทะลุออกไปหมดโดยไม่ได้ถูกกลืนคลื่นแสงช่วงใดๆ เอาไว้เลย อัญมณีนั้นก็จะดูไม่มีสีแต่ถ้าคลื่นแสงถูกดูดกลืนไว้ทั้งหมด อัญมณีนั้นก็จะดูมีสีดำ หรือถ้าคลื่นแสงทั้งหมดถูกดูดกลืนเอาไว้ในสัดส่วนที่เท่าๆกัน อัญมณีก็จะดูมีสีเทาหรือขาวด้านๆ


ภาพจาก Khulsey.com


สีต่างๆ ของอัญมณีนานาชนิดมีกระบวนการหลายอย่างที่ก่อให้เกิดสี สีบางสีอาจเกิดจากองค์-ประกอบสำคัญทางเคมีและทางกายภาพของอัญมณีชนิดนั้นๆ สีบางสีอาจเกิดจากมลทินทางเคมีภายนอกอื่นๆ หรือจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในอัญมณี หรือตำหนิมลทินต่างๆภายในเนื้อ เป็นต้น ส่วนใหญ่แล้วสีของอัญมณีมักจะเกิดจากมลทินทางเคมีภายนอกอื่นๆที่เข้าไปอยู่ภายในเนื้อของอัญมณี เช่น เบริล (Beryl) บริสุทธิ์จะไม่มีสี แต่ถ้ามีมลทินของธาตุโครเมียมหรือวาเนเดียมเพียงเล็กน้อย ก็จะทำให้เกิดเป็นสีเขียว เรียก มรกต (Emerald) หรือมีมลทินของธาตุเหล็ก ก็จะทำให้เกิดเป็นสีฟ้าอมเขียวหรือน้ำเงินอมเขียว เรียก อะความารีน (Aquamarine) คอรันดัมบริสุทธิ์ก็จะไม่มีสีเช่นกัน แต่ถ้ามีสีแดงก็เป็นทับทิม เนื่องจากมีมลทินธาตุโครเมียมเพียงเล็กน้อย หรือถ้ามีสีน้ำเงินก็เป็นไพลิน เนื่องจากมีมลทินธาตุไทเทเนียมและธาตุเหล็ก ดังนั้นมลทินธาตุหลายๆ ชนิดจึงก่อให้เกิดสีต่างๆ ได้ในอัญมณีชนิดต่างๆ

สำหรับการดูดกลืนแสงของอัญมณีชนิดต่างๆ นั้น อาจมีได้ไม่เท่ากันและอาจเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะธรรมชาติและความหนาของอัญมณีนั้นๆ อัญมณีชนิดหนึ่งๆ ถึงแม้จะมีการเจียระไนจนมีความบางมากแล้ว แต่ก็ยังคงดูดกลืนแสงไว้หมดโดยไม่ให้ส่องทะลุผ่านได้เลยจะเรียกว่า ทึบแสง (Opaque) ส่วนอัญมณีชนิดที่ยอมให้แสงส่องทะลุผ่านไปได้หมดแม้ว่าจะมีความหนามากจะเรียกว่า โปร่งใส (Transparent)  ส่วนอัญมณีที่ดูดกลืนแสงในระหว่างลักษณะสองแบบที่กล่าวมาและยอมให้แสงส่องผ่านได้บ้างมากน้อยแตกต่างกันไปในอัญมณีแต่ละชนิด จะเรียกว่า โปร่งแสง (Translucent)  ดังนั้น ช่างเจียระไนจึงอาจยึดหลักนี้ไว้เป็นประโยชน์ในการพิจารณาตัดและเจียระไนอัญมณีชนิดต่างๆ ด้วย อัญมณีที่มีสีอ่อนจึงมักจะตัดและเจียระไนให้มีความหนาหรือความลึกมากหรือมักจะมีการจัดหน้าเหลี่ยมเจียระไนต่างๆ ที่ทำให้แสงมีระยะถูกดูดกลืนมากขึ้น จะทำให้ดูมีสีเข้ามากขึ้นตามไปด้วย ในทางกลับกันอัญมณีที่มีสีเข้มดำหรือมีสีค่อนข้างมืด มักจะตัดและเจียระไนให้มีความบางหรือตื้นมาก เช่น โกเมนชนิดแอลมันไดต์ ซึ่งมีสีแดงเข้มอมดำ มักจะตัดบางหรือคว้านให้เป็นโพรงอยู่ภายในเนื้อ ไพลินจากบางแหล่งที่มีสีเข้มออกดำมักจะเจียระไนเป็นรูปแบบที่บางกว่าปกติ เป็นต้น

ส่วนใหญ่แล้ว ความเข้มและความสดสวยของสี จะมีความสัมพันธ์โดยตรงควบคู่ไปกับคุณค่าและราคาที่สูง นอกจากนี้ แสงที่ใช้ในการมองดูอัญมณีก็มีความสำคัญและมีผลต่อความสวยงามของสีเช่นกัน แสงอาทิตย์ในเงาร่มหรือแสงแดดอ่อน มีความเหมาะสมมากในการมองดูสีของอัญมณี แสงจากแสงเทียนหรือแสงจากหลอดมีไส้ จะมองดูสีน้ำเงินของไพลินได้ไม่สดสวย แต่จะมองดูมรกตและทับทิมมีสีสวยสด ดังนั้น แสงที่ใช้ส่องมองดูอัญมณีที่ดีและเหมาะสมควรจะมีส่วนผสมที่สมดุลกันระหว่างแสงจากหลอดมีไส้และแสงจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนซ์

อัญมณีบางชนิดอาจจะแสดงการเปลี่ยนสีได้ เมื่อมองดูด้วยแสงต่างชนิดกันหรือมีช่วงคลื่นของแสงที่ต่างกัน เช่น เจ้าสามสี จะมองดูมีสีเขียวหรือน้ำเงินในแสงแดดหรือแสงไฟฟลูออเรสเซนซ์และมีสีแดงหรือม่วงในแสงเทียนหรือแสงจากหลอดมีไส้ อัญมณีบางชนิดมีการแสดงลักษณะสีที่แตกต่างกัน หรือสีที่มีความเข้ม-อ่อนต่างกันเมื่อมองดูในทิศทางที่ต่างกัน ทั้งนี้เนื่องจากความแตกต่างในลักษณะของการดูดกลืนแสงในทิศทางต่างกันของอัญมณีนั้นๆ ลักษณะปรากฏนี้เรียกว่า สีแฝด ซึ่งอาจจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือมองเห็นได้ง่ายมากด้วย "ไดโครสโคป" (Dichroscpoe)

ภาพจาก Gram Faceting

ภาพ Dichroscope จาก Gram Faceting


อัญมณีหลายชนิดที่แสดงสี แฝดได้ 2 สีต่างกันเรียกว่า มีสีแฝด 2 สี (Dichroic) เช่น ทับทิม ไพลิน คอร์เดียไรนต์ ฯลฯ และ
อัญมณีที่แสดงสีแฝดได้ 3 สีต่างกันเรียกว่ามีสีแฝด 3 สี (Trichroic) เช่น แทนซาไนต์ แอนดาลูไซต์ ฯลฯ

ภาพจาก Gram Faceting ภาพจาก Gram Faceting ภาพจาก Gram Faceting

ภาพ Green Tourmaline ที่แสดงคุณสมบัติ Dichroic คือ เมื่อมองตามแนวแกน c (c รูปที่ 2) จะเห็นสีเขียวอมเหลือง และตามแนวแกน a/b (รูปที่ 3) จะเห็นสีเขียวอมฟ้า
ภาพจาก Gram Faceting


อัญมณีที่มีสีแฝดเมื่อเจียระไนแล้ว อาจจะแสดงเพียงสีเดียวหรือมากกว่า 1 สีนั้น ขึ้นอยู่กับการจัดทิศทาง การวางตัวของเหลี่ยมหน้ากระดานของอัญมณีที่จะแสดงให้เห็นสีนั้นๆ นอกจากนี้ ยังมีอัญมณีบางชนิดที่อาจมีสีหรือแสดงสีได้หลายสีแม้เป็นผลึกเดี่ยวและมองดูในทิศทางเดียว เช่น โอปอ ทัวร์มาลีน ลักษณะเช่นนี้เป็นลักษณะตามธรรมชาติของรูปแบบของแร่หรือของผลึกชนิดนั้น ไม่ใช่สีแฝด

สีเป็นลักษณะที่มองเห็นได้ง่ายชัดเจนเป็นสิ่งสะดุดตาและดึงดูดสายตามากที่สุดในเรื่องของอัญมณี และเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมาก ในการพิจารณาถึงคุณค่าและราคาของอัญมณี สีอาจทำให้เกิดความแตกต่างของราคาได้มากจากตั้งแต่ 250-250,000 บาทต่อกะรัตในอัญมณีชนิดเดียวกันแต่มีสีสวยงามแตกต่างกันมาก โดยทั่วไปแล้วสีจะไม่ถือว่าเป็นคุณสมบัติลักษณะสำคัญที่ช่วยในการตรวจจำแนกชนิดอัญมณี เพราะมีอัญมณีต่างชนิดกันแต่มีสีเหมือนกันได้และก็มีอัญมณีชนิดเดียวกันที่สามารถเกิดขึ้นได้หลายสี นอกจากนี้ชื่อลักษณะของสีก็เป็นที่นิยมใช้กับอัญมณีบางชนิดมานานแล้ว เช่น สีเลือดนกพิราบใช้กับทับทิม สีแสดใช้กับแพดพาแรดชา (Padparadcha) สีเหลืองนกขมิ้นและสีแชมเปญใช้กับเพชร เป็นต้น ชื่อลักษณะสีเหล่านี้ในบางครั้งจะกำกวมไม่ชัดเจน ให้ความหมายของสีไม่ตรงกับความจริงหรือเป็นลักษณะสีที่ไม่มีความแน่นอน แม้ว่าจะมีความบกพร่องดังกล่าวชื่อสีเหล่านี้ก็ยังเป็นที่นิยมใช้กันอยู่โดยทั่วไปในตลาดอัญมณี อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนี้ได้มีการประดิษฐ์เครื่องมือที่สามารถวัดหาชนิดและเรียกชื่อของสีของอัญมณีต่างๆ ได้อย่างเที่ยงตรงแม่นยำมากขึ้น เครื่องมือนี้มีขายทั่วไปในตลาดอัญมณี  อาจเป็นวิวัฒนาการใหม่ในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของโลกก็ได้

ค่าดัชนีหักเหของแสง (Refractive index) เมื่อมีแสงส่องผ่านเข้าไปในอัญมณีใดๆ แล้วแสงส่วนหนึ่งจะมีความเร็วลดลงและอาจจะถูกบังคับให้เปลี่ยนทิศทางหรือเกิดการหักเหแสงขึ้น ซึ่งแล้วแต่คุณสมบัติของผลึก ระดับความเร็วของแสงที่ลดลงในอัญมณีนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับความเร็วของแสงในอากาศจะเรียกว่า ค่าดัชนีหักเหแสงของอัญมณี  คือเป็นอัตราส่วนระหว่างค่าความเร็วของแสงในอากาศกับค่าความเร็วของแสงในอัญมณี เช่น ค่าความเร็วของแสงในอากาศเท่ากับ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที และค่าความเร็วของแสงในเพชรเท่ากับ 125,000 กิโลเมตรต่อวินาที ดังนั้นค่าดัชนีหักเหแสงของเพชรจะเท่ากับ 2.4 หรือหมายถึง ความเร็วของแสงในอากาศมีความเร็วเป็น 2.4 เท่าของความเร็วของแสงในเพชร อัญมณีที่มีค่าดัชนีหักเหสูงมากเท่าใด ความเร็วของแสงในอัญมณีนั้นๆ จะลดลงมากตามไปด้วย ค่าดัชนีหักเหของแสงของอัญมณีจะเป็นค่าที่คงที่ อัญมณีแต่ละชนิดจะมีค่าดัชนีหักเหที่แตกต่างกัน อาจมีเพียงค่าเดียว สองค่า หรือ สามค่า ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของผลึกและทิศทางที่แสงผ่านเข้าไป ส่วนใหญ่จะมีค่าอยู่ระหว่าง 1.2 และ 2.6 ดังนั้นจึงสามารถนำไปช่วยในการตรวจจำแนกชนิดของอัญมณีได้ เครื่องมือสำหรับใช้ในการวัดหาค่าดัชนีหักเหแสงของอัญมณีได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำเรียกว่า เครื่องรีแฟรกโตมิเตอร์ (Refractometer) แต่เครื่องมือนี้มีขีดจำกัดอยู่ที่สามารถวัดหาค่าได้สูงสุดเพียง 1.86 เท่านั้น และจะต้องใช้กับอัญมณีที่เจียระไนแล้วหรือพวกที่มีผิวหน้าเรียบด้วย บางครั้งสามารถประมาณค่าได้ในอัญมณีที่เจียระไนแบบโค้งมนหลังเบี้ยหรือหลังเต่า และในบางครั้งค่าดัชนีหักเหแสงของอัญมณีที่เจียระไนแล้ว อาจประมาณได้จากประกายวาวหรือความสว่างสดใส หรือรูปแบบของการเจียระไน

ภาพจาก Khulsey.com การกระจายแสงสี (Dispersion or fire) แสงสีขาวที่มองเห็นได้ในธรรมชาติจะเป็นแสงที่เกิดจากการผสมผสานของคลื่นแสงต่างๆ ในแต่ละคลื่นแสงก็จะมีค่าดัชนีหักเหของแสงเฉพาะตัวเมื่อมีลำแสงสีขาวส่องผ่านเข้าไปในอัญมณี แสงนี้จะเกิดการหักเหเป็นมุมที่แตกต่างกัน และแยกออกเป็นลำแสงหลากหลายสี แล้วสะท้อนออกทำให้เห็นเป็นสีต่างๆ สีที่มองเห็นจะเป็นลำดับชุดของสีรุ้ง เช่นเดียวกับลักษณะของการเกิดรุ้งกินน้ำลักษณะปรากฏการณ์เช่นนี้ เรียกว่า การกระจายแสงสี  หรือ ไฟ ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ง่ายมากในอัญมณีที่มีค่าดัชนีหักเหของแสงสูง มีความโปร่งใสและไม่มีสี
ระดับความมากน้อยของการกระจายแสงสีจะแตกต่างกันไปในแต่ละชนิดของอัญมณี เนื่องจากมีค่าดัชนีหักเหแสงที่แตกต่างกันนั่นเอง ดังนั้น การกระจายแสงสีจึงเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ที่อาจช่วยในการตรวจจำแนกชนิดอัญมณีได้  นอกจากนี้ยังมีความสำคัญต่อความสวยงามของอัญมณีหลายๆ ชนิด โดยเฉพาะในชนิดที่โปร่งใสแต่ไม่มีสีสวยที่จะดึงดูดใจ เช่น การกระจายแสงสีของเพชรซึ่งทำให้เพชรเหมือนมีสีสันหลากหลายสวยงามกระจายทั่วไปในเนื้อหรือ เรียกว่า ประกายไฟ  ในอัญมณีที่มีสีก็สามารถมองเห็นการกระจายแสงสีได้เช่นกัน เช่นในโกเมนสีเขียวชนิดดีมันทอยด์ (Demantoid) และสฟีน (Sphene) การกระจายแสงสีของอัญมณีชนิดหนึ่งๆ อาจสามารถทำให้มองเห็นสวยงามมากขึ้นได้โดยการเจียระไนที่ได้สัดส่วนถูกต้อง โดยพื้นฐานทั่วไปแล้วถ้าคลื่นแสงมีการแบ่งแยกออกได้ชัดเจนมากเท่าใดการกระจายแสงสีก็จะมีมากเพิ่มขึ้นเท่านั้น พร้อมกับจะให้สีที่มีความเข้มสวยมากเช่นกัน

ความวาว (Luster)  ความวาวของอัญมณีชนิดหนึ่งๆเป็นผลมาจากคุณสมบัติทางแสงของอัญมณีซึ่งเกิดจากการสะท้อนของแสงจากผิวนอกของอัญมณีนั้นๆ ความวาวจะขึ้นอยู่กับค่าดัชนีหักเห และลักษณะสภาพของผิวเนื้อแร่ ไม่เกี่ยวข้องกับสีของอัญมณีเลย ถ้าอัญมณีนั้นมีค่าดัชนีหักเหแสงและมีความแข็งมากเท่าใด ก็จะยิ่งแสดงความวาวมากขึ้นเท่านั้นลักษณะธรรมชาติ สภาพผิวเนื้อแร่ที่ขรุขระไม่เรียบก็จะมีผลทางลบต่อความวาวของอัญมณีที่ยังไม่เจียระไน ในขณะที่อัญมณีที่เจียระไนแล้ว การขัดมันผิวเนื้อแร่จะมีผลดีต่อความวาว ความวาวของอัญมณีที่มีความสวยงามเป็นที่ต้องการมากคือความวาวเหมือนเพชร ส่วนความวาวที่พบเห็นได้ในอัญมณีทั่วไป ได้แก่ ความวาวเหมือนแก้ว (Vitreous)  ส่วนความวาวที่พบได้ยากในอัญมณี ได้แก่ความวาวเหมือนโลหะ (Metallic) เหมือนมุก (Pearly) เหมือนยางสน (Resinous)  เหมือนน้ำมัน (Oily) เหมือนเทียนไขหรือขี้ผึ้ง (Waxy) เป็นต้น แต่สำหรับอัญมณีที่ไม่แสดงความวาวเลยจะเรียกว่า ผิวด้าน (Dull)

ภาพจาก about.com

Resinous Luster

ภาพจาก about.com

Dull or Earthy Luster

ภาพจาก about.com 

Vitreous Luster

ภาพจาก about.com

Metallic Luster

ภาพจาก about.com

Pearly Luster

ภาพจาก about.com

Waxy Luster


ประกายวาว (Brilliancy)  ประกายวาวของอัญมณีชนิดหนึ่งๆ เกิดจากการที่มีแสงสะท้อนออกมาจากภายในตัวอัญมณีเข้าสู่ตาของผู้มองอัญมณีที่เจียระไนได้เหลี่ยมมุมที่ต้องการทำให้แสงที่ส่องผ่านเข้าไปในอัญมณีนั้น เกิดการสะท้อนอยู่ภายในหน้าเหลี่ยมต่างๆ และสะท้อนกลับออกมาเข้าสู่ตาของผู้มองเป็นประกายวาวของสีของอัญมณีนั้น การเกิดลักษณะแบบนี้ได้เนื่องจากลักษณะการสะท้อนกลับหมดของแสงนั่นเอง ดังนั้นรูปแบบของการเจียระไนและเหลี่ยมมุมที่หน้าเหลี่ยมต่างๆ ทำมุมกัน จึงมีความสำคัญมากในการเกิดประกายวาว ถ้าเหลี่ยมมุมต่างๆ ไม่เหมาะสมพอดีกับค่าดัชนีของการหักเหแสงของอัญมณี แสงที่ส่องผ่านเข้าไปก็จะไม่สะท้อนกลับออกมาสู่ตาผู้มอง แสงอาจจะส่องทะลุผ่านออกไปทางด้านล่างหรือสะท้อนเบี่ยงเบนออกไปทางด้านข้าง มีผลทำให้อัญมณีนั้นดูไม่สว่างสดใส หรือไร้ประกาย

ภาพจาก about.com การเรืองแสง (Fluorescence and Phosphorescence)  การที่อัญมณีมีการเปล่งแสงหรือแสดงความสว่างที่มองเห็นได้ออกจากตัวเองภายใต้การฉายส่องหรืออิทธิพลของแสง หรือรังสีบางชนิด หรือจากอิทธิพลของปฏิกิริยาทางกายภาพหรือทางเคมีบางอย่าง ปรากฏการณ์การเรืองแสงที่ถือว่ามีความสำคัญและมีประโยชน์ใช้ในการตรวจสอบอัญมณีได้คือ การเรืองแสงของอัญมณีภายใต้รังสีอัลตราไวโอเลตซึ่งเรียกว่า การเรืองแสงปกติ (Fluorescence)  การเรืองแสงแบบนี้ หมายถึง การที่อัญมณีมีการเรืองแสงที่มองเห็นได้ภายใต้การฉายส่องรังสีอัลตราไวโอเลตและจะหยุดทันทีที่ไม่มีการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตกระทบกับอัญมณีนั้นๆ แต่อัญมณีใดที่ ยังเรืองแสงอยู่อย่างต่อเนื่องไปอีกชั่วขณะหนึ่งถึงแม้ว่าจะหยุดการฉายส่องรังสีอัลตราไวโอเลตแล้ว ลักษณะการเรืองแสงแบบนี้เรียกว่า  การเรืองแสงค้าง (Phosphorescence)  โดยทั่วไปแล้วจะมีเพียงอัญมณีพวกที่แสดงการเรืองแสงปกติเท่านั้น ที่จะแสดงการเรืองแสงค้างได้ และมีจำนวนไม่น้อยที่แสดงทั้งการเรืองแสงปกติและการเรืองแสงค้าง

สาเหตุของการเรืองแสงในอัญมณีนั้นเป็นผลมาจากความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสภาวะของการถูกกระตุ้นโดยแสงอัลตราไวโอเลต ภายในระดับอะตอมของธาตุต่างๆ ที่มีผลต่อการเกิดสีของอัญมณีนั้นๆ ด้วยเหตุที่อัญมณีชนิดต่างๆ มีมลทินธาตุต่างๆ แตกต่างกันไป ดังนั้น การเรืองแสงจะไม่เกิดขึ้นในอัญมณีทุกชนิด หรืออาจมีการเรืองแสงให้สีที่เหมือนกันหรือแตกต่างกันกับสีของอัญมณีได้ การทดสอบการเรืองแสงของอัญมณีใดๆสามารถกระทำได้ภายใต้รังสีอัลตราไวโอเลต ทั้งคลื่นยาว (365 นาโมมิเตอร์) และคลื่นสั้น (254 นาโนมิเตอร์) อัญมณีบางชนิดอาจเรืองแสงได้เฉพาะในชนิดคลื่นสั้นบางชนิดอาจเรืองแสงได้ในชนิดคลื่นยาวหรืออาจจะเรืองแสงได้ในคลื่นทั้งสองชนิด หรือไม่แสดงการเรืองแสงเลย อัญมณีบางชนิดปฏิกิริยาของการเรืองแสงในคลื่นสั้นแสดงให้เห็นได้ชัดเจนหรือสว่างมากกว่าในคลื่นยาว บางชนิดอาจแสดงในทางกลับกัน บางชนิดอาจมีปฏิกิริยาการเรืองแสงเท่าๆ กัน การเรืองแสงของอัญมณีมีประโยชน์ช่วยในการตรวจจำแนกชนิดอัญมณีได้ และในบางครั้งก็มีประโยชน์ช่วยในการตรวจแยกอัญมณีธรรมชาติออกจากอัญมณีสังเคราะห์ ส่วนใหญ่แล้วอัญมณีสังเคราะห์ต่างๆ มักจะมีการเรืองแสงสว่างมาก ในขณะที่อัญมณีธรรมชาติจะไม่ค่อยเรืองแสง เช่น สปิเนล สังเคราะห์สีฟ้าอ่อน ซึ่งทำเทียมเลียนแบบอะความารีน จะแสดงการเรืองแสงสีแดงในรังสีอัลตราไวโอเลตชนิดคลื่นยาวและเรืองแสงสีน้ำเงินอมเขียวในชนิดคลื่นสั้น โดยที่อะความารีนจะไม่เรืองแสงเลย ไพลินสังเคราะห์จะเรืองแสงสีน้ำเงินอมเขียวนวลในชนิดคลื่นสั้นเท่านั้นซึ่งไพลินธรรมชาติมักจะไม่เรืองแสง คุณประโยชน์และความได้เปรียบในการทดสอบอัญมณีโดยทดสอบการเรืองแสง คือทำได้รวดเร็ว ง่าย และไม่ทำให้ตัวอย่างเสียหาย

 

ข้อมูล : วิชาปฎิบัติการวิเคราะห์อัญมณี สาขาวิชา วัสดุศาสตร์ (อัญมณีและเครื่องประดับ) คณะวิทยาศาสตร์   มหาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, About.com
ภาพประกอบ : Khulsey.com, About.com, Gram Faceting

 
หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

คุณสมบัติของแร่ที่เป็นอัญมณี - คุณสมบัติทางกายภาพ

คุณสมบัติของแร่ที่เป็นอัญมณี - คุณสมบัติทางเคมี

3/17/2552 | Posted in , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | Read More »

คุณสมบัติของแร่ที่เป็นอัญมณี - คุณสมบัติทางเคมี

โดย ผศ.ดร. กาญจนา   ชูครุวงศ์

การจำแนกชนิดของอัญมณีจะอาศัยความแตกต่างทางด้านกายภาพ ทางเคมี และทางแสง  ของอัญมณีแต่ละชนิด ซึ่งในครั้งที่ผ่านมาเราได้เรียนรู้ถึง คุณสมบัติทางกายภาพ (Physical properties) กันไปแล้ว สำหรับในครั้งนี้จะเป็นส่วนของคุณสมบัติทางเคมี

คุณสมบัติทางเคมี (Chemical properties)

การที่แร่ชนิดต่าง ๆ มีสารประกอบทางเคมีและโครงสร้างผลึกแตกต่างกัน ทำให้แร่แต่ละชนิดมีสมบัติทางกายภาพและทางแสงที่คงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งในสาขาวิชาวิทยาแร่จะจำแนกประเภทลักษณะที่เหมือนกันของแร่ไว้เป็นกลุ่มเดียวกัน เช่นเดียวกับนักชีววิทยาที่จำแนกพืชและสัตว์ออกเป็น genera, species และ varieties นักอัญมณี ศาสตร์และนักวิทยาแร่จำแนกแร่เป็น ตระกูล (group) , ประเภท (species) และชนิด (varieties)  ซึ่งในทางวิทยาแร่จะมีแร่มากกว่า 2000 ชนิด (varieties) ซึ่งจำแนกเป็นตระกูล (group) และประเภท (species)ต่าง ๆ

แร่อัญมณีส่วนใหญ่จะมีส่วนของสารประกอบเคมีอยู่ในกลุ่ม silicates ซึ่งได้แก่ beryl, topaz, quartz, tourmaline, zircon, garnets ทั้งหมด และ feldspars
กลุ่ม oxides ได้แก่ corundum อันได้แก่ ทับทิมและไพลิน chrysoberyl และ spinel
กลุ่ม phosphates ได้แก่ turquoise และ apatite
กลุ่ม corbonates ได้แก่ malachite, azurite, rhodochrosite และ calcite
ทั้งนี้กลุ่มของสาร ประกอบทางเคมี 4 กลุ่มนี้จะรวมอัญมณีเกือบทั้งหมดที่มีในวงการอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ยกเว้นเพชรซึ่งประกอบ ด้วยธาตุเพียงชนิดเดียว คือคาร์บอน

ตระกูล (Group)
แร่อัญมณีสองกลุ่มหรือมากกว่ามีโครงสร้างและคุณสมบัติตล้ายคลึงกัน แต่จะมีสมบัติทางเคมีที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย สมาชิกในตระกูลเดียวกันจะเรียกว่าประเภท (species) และชนิด(variety) ในอัญมณีชนิดเดียวกันจะมีโครงสร้างผลึกและสารประกอบทางเคมีเหมือนกัน จะแตกต่างกันที่สีของอัญมณี ซึ่งสีที่แตกต่างกันนี้เนื่องมาจากธาตุผ่านหรือสารเจือปน เช่น ทับทิม และไพลินเป็น varieties ที่มีสีแตกต่างกันของอัญมณีประเภท (species) corundum

นอกจากชนิด (varieties) ของอัญมณีจะแตกต่างกันที่สีแล้ว ยังจำแนกตามลักษณะของการกระจายสี (color distribution) การยอมให้แสงผ่าน (transparency) และปรากฏการณ์ทางแสง (optical phenomena)

ตระกูล (group) ของแร่จะประกอบด้วย แร่ประเภท (species) ต่าง ๆ ที่มีสมบัติใกล้เคียงกัน เช่น ตระกูล garnet เป็นตระกูลของแร่ที่มีแร่ประเภทต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก tourmaline อยู่ในตระกูล tourmaline และ spinel ก็เป็นแร่ ประเภทหนึ่งใน spinel group แร่ประเภทต่าง ๆ ในตระกูล garnet, tourmaline และ spinel จะมีโครงสร้างผลึกเหมือนกันแต่มีสารประกอบทางเคมีที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่ในตระกูล feldspar แร่ประเภท (species) จะมีสูตรทางเคมีเหมือนกันแต่มีความแตกต่างกันเล็กน้อยในผลึกโครงสร้าง

อัญมณีในตระกูลเดียวกัน มีสารประกอบทางเคมีที่ผสมกันในระหว่างอัญมณีประเภทต่าง ๆ ของตระกูลนั้น สารประกอบทางเคมีที่แตกต่างกันอาจแทนที่กันในโครงสร้างผลึกโดยยังคงรักษาลักษณะภายนอกไว้ได้ กล่าวคือมีการเปลี่ยนแปลงอะตอมภายในโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ทำให้ยังคงมีรูปผลึกเหมือนกัน แต่ส่วนประกอบต่างกันเล็กน้อย การแทนที่ในลักษณะเช่นนี้เรียกว่า isomorphous replacement หรือ isomorphous substitution ผลที่เกิดขึ้นจะได้ผลึกผสม mixed crystal หรือ solid solution การจำแนกอัญมณีในรูปแบบเช่นนี้ จึงเป็นไปได้ยากมากทำให้ในบางกรณีจึงจำเป็นต้องจำแนกลำดับของสารประกอบทางเคมีต่าง ๆ เป็น series

ตัวอย่างเช่น

ตระกูล garnet มี 2 series คือ Pyrope-almandite-spessartite series และ Grossular-andradite-uvarovite series

ภาพจาก Khulsey.com

Pyrope
Mg3Al2(SiO4)3
Almandite
Fe3Al2 (SiO4)3
Spessartite
Mn3Al2(SiO4)3

Grossularite
Ca3Al2(SiO4)3
Andradite
Ca3Fe2(Sio4)3
Uvarovite
Ca3Cr2(Sio4)3

Pyrope, Almandite และ Spessartite จะอยู่ใน series เดียวกัน ในขณะที่ Grossulsrite, Andradradite และ Uvarovite อยู่ใน series เดียวกัน

ประเภท (Species)  
สารประกอบทางเคมีและโครงสร้างผลึกจะเป็นเครื่องชี้ลักษณะเฉพาะของแร่ และเป็นลักษณะเฉพาะของประเภทแร่ (Species) นั้น ๆ ด้วย แต่ละประเภทของแร่จะมีชื่อเรียก เช่น Quartz เป็นต้น หากมีการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นสารประกอบทางเคมีหรือโครงสร้างผลึก ก็จะได้ Species ของแร่ใหม่ ๆ ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกัน เช่น

ความแตกต่างแม้เพียงสารเคมีหรือธาตุเพียงตัวเดียวก็จะให้แร่ต่างประเภทกัน เช่น สูตรทางเคมี Al2O3 คือ species Corundum แต่หากมีสูตรทางเคมี Fe2O3 ก็จะได้ specie  Hematite เป็นต้น

ความแตกต่างในสัดส่วนของสารประกอบทางเคมีและมีโครงสร้างผลึกเหมือนกันให้แร่ต่างประเภทกัน เช่น สูตรทางเคมี Cu2(CO3)(OH)2 ได้ species Malachite หากสูตรทางเคมีเป็น Cu3(CO3)2(OH)2 จะได้ species Azurite เป็นต้น

ความแตกต่างของโครงสร้างผลึกแต่มีสารประกอบและสูตรทางเคมีเหมือนกัน เช่น สูตรทางเคมี C มีเพชร และ graphite ที่ต่างกัน

ตัวอย่างของ group แร่ต่าง ๆ ที่เป็นแร่อัญมณีและ species ใน group ต่าง ๆ เหล่านี้ได้แก่

ภาพจาก Khulsey.com

-Garnet group:
Almandine, Andradite, Grossulsr, Hydrogrossulsr, Kimzeyite, Goldmanite, Pyrope, Schorlomite, Spessartine,Uvarovite, Knorringite และ Yamatoite

 ภาพจาก Khulsey.com

- Spinel group :
Chromite, Franklinite, Gahnite, Galaxite, Hercynite, Magesiochromite, Magnetite และ Spinel

ภาพจาก Khulsey.com

- Tourmaline group :
Buergerite, Dravite, Uvite, Elbaite, Schorl, Liddicoatite, Ferridravite, Chromdravite และ Tsilaisite

 

ชนิด (Varieties)
อัญมณีที่อยู่ในประเภท (species) เดียวกันมักจะต่างกันในเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอกที่มองเห็น ตัวอย่างเช่น มีสีต่างกัน การยอมให้แสงผ่านหรือความโปร่งต่างกัน หรือมีปรากฎการณ์ต่างกันซึ่งทำให้จำแนกเป็นอัญมณีชนิดต่าง ๆ กัน นอกจากนี้พบว่า แม้กระทั่งมลทินหรือตำหนิ (inclusion) ก็อาจทำให้เกิดชนิดของอัญมณีต่าง ๆ กันด้วย เช่น quartz ที่มีตำหนิเป็นผลึก rutile ทำให้เกิดชนิดของ quartz ที่เรียกว่า rutilated quartz และชนิดของอัญมณีมีการเรียกชื่อแตกต่างกันไป บางกรณีเรียงตามสีของอัญมณี บางกรณีเรียกตามลักษณะปรากฏการณ์ หรือเรียกชื่อเฉพาะ

rutilated quartz จาก Freewebs.com
ภาพ Rutilated quartz จาก Freewebs.com

ตัวอย่าง ชนิดของ (varieties) ของอัญมณีได้แก่

Variety

species

ลักษณะ

Alexandrite chrysoberyl มีปรากฏการณ์การเปลี่ยนสี (color change)
Amethyst                                     quartz สีม่วง
Aquamarine beryl สีฟ้าถึงฟ้าแกมเขียว
Citrine quartz สีส้มถึงสีเหลือง
Emerald beryl สีเขียว
Ruby corundum สีแดง
Sapphire corundum สีต่าง ๆ ยกเว้นสีแดง
Tiger’s-eye quartz ทึบแสง สีเหลืองถึงสีน้ำตาล มีปรากฏการณ์ตาแมว (cat’s eye effect)

อัญมณีที่ไม่มีลักษณะเด่นชัดไม่มีชื่อเรียก varieties ก็จะใช้ชื่อ species และบอกชนิดของอัญมณีโดยใช้สีหรือปรากฏการณ์ เช่น red spinel, yellow beryl, blue topaz, cat’s eye chrysoberyl และ star diopside
ในอัญมณีบางประเภทจะไม่มีชื่อของ varieties เฉพาะ แต่ใช้ชื่อเรียกตามสี เช่น spinel, topaz และ zircon
อัญมณีบางประเภทใช้เรียกลักษณะสีเปรียบเทียบ เช่น quartz ที่มีสีน้ำตาลใกล้ดำโปร่งใสว่า smoky quartz หรือ quartz ที่มีลักษณะถึงโปร่งใสถึงโปร่งแสงชมพูว่า rose quartz

Smokey Quartz จาก crystalage.com rose quartz จาก ebay.com

ภาพ Smoky quartz quartz จาก crystalage.com

ภาพ Rose quartz จาก ebay.com

 
อัญมณี opal ที่มีลักษณะโปร่งใสมีเนื้อสีเหลืองส้ม หรือแดงซึ่งไม่มีการ เล่นสี เรียกว่า fire opal
ในบางครั้งเราเรียกชนิดของอัญมณีด้วยสีและปรากฎการณ์เพื่อให้เห็นลักษณะเด่นชัดเช่น ruby หรือ sapphire ที่มีสาแหรก (star) ว่า star ruby หรือ star sapphire หรือเรียก aquamarine ที่มีปรากฏการณ์ตาแมวว่า cat’s eye aquamarine เป็นต้น

star ruby จาก Palagems.com 
ภาพ Star ruby จาก Palagems.com

นอกจากนี้บางชื่อเรียก varieties ตามแหล่งของอัญมณีชนิดนั้น ๆ เช่น Tanzanite ซึ่งเป็นชื่อเรียก zoisite สีน้ำเงินแกมม่วงที่พบในประเทศ Tanzania เป็นต้น

 

ข้อมูล : วิชาปฎิบัติการวิเคราะห์อัญมณี สาขาวิชา วัสดุศาสตร์ (อัญมณีและเครื่องประดับ) คณะวิทยาศาสตร์   มหาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ภาพประกอบ : Khulsey.com

 
หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

คุณสมบัติของแร่ที่เป็นอัญมณี - คุณสมบัติทางกายภาพ

3/14/2552 | Posted in , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | Read More »

คุณสมบัติของแร่ที่เป็นอัญมณี - คุณสมบัติทางกายภาพ

โดย นายโพยม อรัณยกานนท์  , ผศ.ดร. กาญจนา   ชูครุวงศ์

อัญมณีส่วนใหญ่เป็นแร่ เราจึงสามารถศึกษาเรียนรู้และเข้าใจถึงโครงสร้างและคุณสมบัติในด้านต่างๆของอัญมณีได้อย่างค่อนข้างสะดวกและรวดเร็ว แร่ทุกชนิดจะจัดแบ่งแยกจากกันได้โดยลักษณะโครงสร้างทางผลึกและส่วนประกอบทางเคมี ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมาก เนื่องจากว่าจะไม่มีแร่หรืออัญมณี 2 ชนิดใดที่มีลักษณะโครงสร้างทางผลึกและองค์ประกอบทางเคมีที่เหมือนกันทุกประการ คือ อาจมีความแตกต่างในคุณสมบัติทางกายภาพ ทางแสง และทางเคมี ดังนั้น จึงสามารถใช้ความแตกต่างในคุณสมบัติดังกล่าว มาช่วยในการตรวจจำแนกชนิดและคุณค่าราคาของอัญมณีต่างๆ ได้

คุณสมบัติทางกายภาพ (Physical properties)

รูปแบบที่อะตอมต่างๆของธาตุที่ประกอบเป็นอัญมณี จัดเรียงตัวเกาะกลุ่มในโครงสร้างของผลึกของอัญมณีนั้นๆ เป็นตัวกำหนดถึงคุณสมบัติทางกายภาพที่แตกต่างกันของอัญมณีนั้นกับอัญมณีชนิดอื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้ในการตรวจจำแนกชนิดของอัญมณีได้ โดยวิธีการที่ไม่ทำให้อัญมณีนั้นเสียหายหรือถูกทำลายไป บางวิธีอาจจะใช้การคาดคะเน หรือโดยการใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ หรือเครื่องมือธรรมดาโดยทั่วไป คุณสมบัติทางกายภาพต่างๆ ได้แก่

ความแข็ง (Hardness)  คือความสามารถของอัญมณีในการต้านทานต่อการขูดขีด ขัดสี สึกกร่อนบนผิวหน้าเรียบ เป็นสิ่งที่พิจารณาได้ว่า อัญมณีชนิดใดมีความสามารถต่อการสวมใส่เพียงใด อัญมณีชนิดสามารถนำมาจัดเรียงลำดับความสามารถต้านทานต่อการขูดขีด จัดเป็นชุดลำดับของความแข็งที่มากกว่าหรือน้อยกว่า ในการวัดหาค่าความแข็งของอัญมณี ทำได้โดยการทดสอบการขูดขีดด้วยแร่ หรือด้วยปากกา
วัดค่าความแข็ง ระดับค่าความแข็งที่เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในทุกวันนี้ เป็นค่าความแข็งสัมพัทธ์ของโมส์ (Moh's scale) ซึ่งจัดแบ่งเรียงลำดับความแข็งของแร่ที่เพิ่มขึ้นจาก 1-10 ดังนี้
          1. ทัลก์ (Talc)  ความแข็ง  1-2  สามารถขูดขีดได้โดยเล็บมือ
          2. ยิปซัม  (Gypsum) สามารถขูดขีดได้โดยเหรียญทองแดง
          3. แคลไซต์  (Calcite) ความแข็ง  2-3  สามารถขูดขีดได้โดยใบมีดหรือกระจกหน้าต่าง
          4. ฟลูออไรต์ (Fluorite) ความแข็ง  3.5-4.5
          5. อะพาไทต์ (Apatite) ความแข็ง 5-6.5 มีดเล็ก ๆ ไม่สามรถขูดขีดได้ง่าย
          6. ออร์โทเคลส (Orthocleas) เฟลด์สปาร์ (Feldspar)
          7. ควอตซ์ (Quartz)
          8. โทพาซ (Topaz) แข็งมาก ไม่สามารถขูดขีดได้ด้วยแท่งเหล็ก
          9. คอรันดัม (Corrundum)
          10. เพชร (Diamond)

Mohs Hardness Scale
ภาพประกอบ AllAboutGemstones.com

แร่แต่ละชนิดดังกล่าว จะสามารถขูดแร่ พวกที่มีเลขต่ำกว่าได้แต่จะไม่สามารถขูดขีดแร่พวกที่มีเลขสูงกว่าได้ ตัวอย่างเช่น เพชร สามารถขูดขีดแร่ได้ทุกชนิด คอรันดัมจะไม่สามารถขูดขีดเพชรให้เป็นรอยได้ แต่สามารถขูดขีดโทแพซ ควอตซ์ ออร์โทเคลส ที่มีความแข็งรองลงมาได้ เป็นต้น อัญมณีที่มีค่าความแข็งเท่ากันสามารถขูดขีดกันให้เป็นรอยได้ ความแข็งของอัญมณีชนิดเดียวกันอาจจะ มีการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยได้ตามส่วนประกอบและลักษณะของการเกาะกลุ่มรวมกันของเนื้อแร่ หรือตามการผุเสื่อมสลายโดยธรรมชาติ ค่าความแข็งดังกล่าวนี้ เป็นค่าความแข็งที่เปรียบเทียบกันเท่านั้น มิใช่เป็นหน่วยวัดค่าความแข็ง ความแตกต่างของค่าความแข็งในแต่ละระดับก็ไม่เท่ากันเช่น ความแตกต่างของความแข็งระหว่างเพชร กับ คอรันดัม จะไม่เท่ากับความแตกต่างของความแข็งระหว่างคอรันดัมกับโทแพซ โดยทั่วไปแล้วอัญมณีที่มีค่าความแข็งตั้งแต่ 7 ขึ้นไปจะมีความคงทนเหมาะสมต่อการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ในการตรวจสอบชนิดของอัญมณีนั้นจะไม่นิยมใช้การทดสอบความแข็งกัน เนื่องจากจะทำให้อัญมณีที่ถูกทดสอบนั้นเสียหาย และอาจทำลายคุณค่าความสวยงามได้ แต่ในบางครั้งอาจจะใช้ได้ในกรณีจำเป็นสำหรับอัญมณีที่ยังไม่ได้เจียระไนหรือแกะสลัก ซึ่งมีความโปร่งแสงถึงทึบแสง แต่ไม่ควรใช้ทดสอบอัญมณีที่โปร่งใสเจียระไนแล้วเป็นอันขาด

ความแข็งของอัญมณีมีผลต่อการขัดเงาเมื่อเจียระไนคือ ความวาวและการสะท้อนของแสงที่ผิวหน้าของอัญมณีนั้น ๆ ซึ่งโดยทั่วไปอัญมณีที่มีความแข็งมากก็จะขัดเงาได้ง่าย มีความวาวสูงและสะท้อนแสงได้มาก การดูแลความวาวของอัญมณีก็จะคาดเดาความแข็งของอัญมณี และอาจเป็นแนวทางการวิเคราะห์อัญมณีได้

ในบางครั้งพบว่าอัญมณีจากแหล่งที่ต่างกันหรือมีสีต่างกัน มีความแข็งต่างกันด้วย ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากความแตกต่างของสารประกอบในตัวอัญมณีนั้น ๆ เพียงเล็กน้อยก็ส่งผลต่อความแข็งของอัญมณีได้ เช่น ช่างเจียระไนพบว่าทับทิมเนื้อนิ่มกว่าแซปไพร์ (sapphire) สีอื่น ๆ หรือ เพชรที่มาจากแหล่ง Australia และ Bumeo มีเนื้อที่ผิดปกติจากเพชรจาก แหล่งอื่น ทำให้เจียระไนยากซึ่งช่างเจียระไนจะต้องหาแนวที่จะเจียระไนให้เหมาะสม

 
ความเหนียว (Toughness) คือ ความสามารถของอัญมณีในการต้านทานต่อการแตกหักแตกร้าว การเกาะเกี่ยว เกาะกลุ่มอยู่ติดกันแน่นมาก แต่ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่มีบทบาทในการลดค่าความเหนียวของอัญมณี เช่น
การมีแนวแตกเรียบ (cleavage) เป็นการแตกอย่างมีทิศทางแน่นอน ขึ้นกับลักษณะโครงสร้างของผลึกแร่การแตกมีระนาบเรียบตามโครงสร้างอะตอมในผลึกแร่อาจเป็นแนวเดียวหรือหลายแนวก็ได้
การแตกแบบขนาน (parting) เป็นการแตกที่เกิดขึ้นในแนวโครงสร้างของแร่ที่ไม่แข็งแรงมักเป็นรอยต่อของผลึกแฝด
รอยแตกร้าว (fracture) เป็นการแตกที่เกิดขึ้นโดยไม่มีทิศทางที่แน่นอน มักมีลักษณะแตกต่างกันไปและเป็นลักษณะเฉพาะของแร่ เช่น แบบโค้งเว้าเหมือนก้นหอย หรือแบบเสี้ยนไม้ เป็นต้น

ความเหนียวไม่จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับความแข็ง ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายและชัดเจน ได้แก่ เพชร ซึ่งเป็นวัตถุธรรมชาติที่มีความแข็งมากที่สุดในโลก  สามารถขูดขีด ตัดสลักวัตถุหรืออัญมณีใดๆ ได้ แต่เพราะมีแนวแตกเรียบ (cleavage) ที่สมบูรณ์ ซึ่งสามารถแตกละเอียดได้หากถูกกระแทกในรอยแยกแนวเรียบ ดังนั้นในการตำหรือบดเพชรให้ละเอียดเพื่อนำเอาผงเพชรมาทำเป็นผงขัดหรือประลงในผิวใบเลื่อยต่างๆจึงใช้เหล็กซึ่งมีความเหนียวมากกว่าเป็นตัวตำให้ละเอียดลงไป ในขณะที่หยกเจไดต์ (Jadite) หรือเนไฟรต์ (Nephrite) ซึ่งเป็นอัญมณีที่มีความเหนียวมากเป็นพิเศษ สามารถที่จะนำมาเจียระไนตัดเป็นแผ่นบาง หรือแกะสลักในรูปแบบที่ซับซ้อนได้โดยไม่มีการแตกร้าว นำมาทำเครื่องประดับได้อย่างคงทนสวยงามดี การจัดแบ่งระดับความเหนียวของอัญมณีโดยทั่วไปแบ่งได้ดังนี้

Jadite and nephriteexceptional ได้แก่ หยก jadeite และ nephrite
excellent ได้แก่ corundum
good ได้แก่ quartz และ spinel
fair ได้แก่ tourmaline
poor  ได้แก่ feldspar และ topaz

 

ความถ่วงจำเพาะ  หรือ ความหนาแน่นสัมพัทธ์ (Specific gravity) เป็นอัตราส่วนระหว่างน้ำหนักของวัตถุกับน้ำหนักของน้ำที่มีปริมาตรเท่ากัน (ในอุณหภูมิ 4°c) ตัวอย่างเช่นทับทิมที่มีน้ำหนัก 5 กะรัตและน้ำที่มีปริมาณเท่ากันมีน้ำหนัก 1.25 กะรัต ค่าความถ่วงจำเพาะของทับทิมจะเท่ากับ 4.00 หรืออัญมณีใดๆ ที่มีค่าความถ่วงจำเพาะเท่ากับ 3 อัญมณีนั้นๆก็จะมีน้ำหนักเป็น 3 เท่าของน้ำหนักของน้ำที่มีปริมาตรเท่ากันนั่นเอง โดยทั่วไปแล้วค่าความถ่วงจำเพาะของอัญมณีแทบทุกชนิด จะมีค่าอยู่ในช่วงระหว่าง 1-7
อัญมณีที่มีค่าต่ำกว่า 2 ถือว่าเป็นชนิดเบา เช่น อำพัน
พวกที่มีค่าอยู่ระหว่าง 2 และ 4 เป็นชนิดปกติ เช่น ควอตซ์
พวกที่มีค่ามากกว่า 4 เป็นชนิดหนัก เช่น ดีบุก
สามารถนำค่าความถ่วงจำเพาะมาใช้เป็นข้อมูลเสริมช่วยในการตรวจจำแนกชนิดของอัญมณีได้ โดยเฉพาะพวกที่ไม่ได้อยู่ในตัวเรือน เพราะค่าความถ่วงจำเพาะของอัญมณีแต่ละชนิดนั้นมักจะมีค่าที่ค่อนข้างคงที่และสามารถตรวจสอบได้ง่ายโดยไม่ทำให้อัญมณีเสียหายด้วย วิธีการตรวจสอบค่าความถ่วงจำเพาะที่ได้ผลดี และเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป มีอยู่ 2 วิธีคือ
1) วิธีการชั่งน้ำหนักอัญมณีแบบแทนที่น้ำในเครื่องชั่ง (ใช้หลักการของอาร์คีมีเดส)
2) การใช้น้ำยาเคมีหนัก เช่น เมทิลีนไอโอไดด์โบรโมฟอร์ม ฯลฯ เป็นหลักในการตรวจสอบ

แต่ก็ยังมีปัญหาไม่ว่าในวิธีใดๆ นั่นคือ การมีมลทินตำหนิภายในเนื้ออัญมณี หรือรอยแตกร้าวต่างๆ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะมีผลต่อการตรวจสอบเพราะอาจทำให้ค่าที่ได้มีความผิดพลาดไปจากความเป็นจริง ถึงแม้ว่าอัญมณีนั้นจะเป็นผลึกเดี่ยวก็ตาม จึงควรจะต้องพิจารณาดูอัญมณีให้ละเอียดถึงลักษณะผิวเนื้อภายนอกและภายในทำความสะอาดอัญมณีให้หมดจด ระมัดระวังในการเตรียมตัวอย่างและเครื่องมือ มีการควบคุมอุณหภูมิขณะทำการตรวจให้คงที่ มีความละเอียดและทำการตรวจหลายๆ ครั้ง เพื่อนำมาสรุปผลให้ได้ค่าที่ถูกต้องมากขึ้น

ค่าความถ่วงจำเพาะยังช่วยในการคาดคะเนน้ำหนักและขนาดของอัญมณีได้ด้วย เช่น เพชรที่มีน้ำหนัก 1 กะรัตจะมีขนาดเล็กกว่าอะความารีนที่มีน้ำหนัก 1 กะรัตและเจียระไนแบบเดียวกัน ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากเพชรมีค่าความถ่วงจำเพาะหรือมีความหนาแน่นมากกว่าอะความารีน อัญมณีต่างชนิดกันแม้ว่ามีน้ำหนักเท่ากันแต่จะมีขนาดที่แตกต่างกันเสมอและอีกประการหนึ่ง อัญมณีที่มีค่าความแข็งสูงก็มักจะมีค่าความถ่วงจำเพาะสูงด้วย

รูปแบบของผลึก (Forms)  เป็นรูปร่างลักษณะผลึกภายนอกของแร่ที่เป็นอัญมณีชนิดต่างๆ ที่มองเห็นและพบได้โดยทั่วๆ ไปส่วนใหญ่มักจะเกิดเป็นผลึกเดี่ยวและมีการเติบโตขยายออกเป็นรูปร่างเห็นเด่นชัดเฉพาะตัว เช่น โกเมน (Garnet) มักจะพบในลักษณะรูปร่างแบบกลมคล้ายลูกตะกร้อ เพชร และ สปิเนล มักจะพบในรูปร่างลักษณะแบบแปดหน้ารูปพีระมิดประกบฐานเดียวกัน รูปแบบของผลึกยังอาจหมายถึง ชนิดของลักษณะผลึก (habits) ซึ่งอาจจะเป็นลักษณะแผ่นแบน รูปเข็มเล็กยาว แผ่นเรียวยาว แท่งหกเหลี่ยม แผ่นหนาก้อน กลุ่ม คล้ายเข็มคล้ายต้นไม้ คล้ายพวงองุ่น คล้ายไต เป็นต้น ในธรรมชาติจริงๆ แล้ว ผลึกอัญมณีที่เกิดขึ้นเป็นผลึกเดี่ยวและมีรูปร่างครบทุกหน้าผลึกที่ได้สัดส่วนหรือรูปร่างสมบูรณ์จะพบได้ยากมาก โดยมากจะพบเป็นผลึกขนาดเล็กละเอียดเกาะกลุ่มรวมกันเป็นผลึกแฝด หรือเป็นผลึกแฝดซ้ำซ้อน ชนิดของอัญมณีที่เป็นแร่ประเภทเดียวกันถ้าเกิดอยู่ในแหล่งหรือบริเวณที่แตกต่างกัน ก็อาจจะมีรูปร่างลักษณะผลึกภายนอกที่ต่างกันได้ โดยสรุปแล้วความรู้และความเข้าใจถึงความแตกต่างที่หลากหลายของรูปแบบของผลึก และรูปร่างลักษณะภายนอกของอัญมณีอาจมีประโยชน์ช่วยในการตรวจจำแนกชนิดอัญมณีที่เป็นผลึกก้อนได้อย่างง่ายๆ หรือบางครั้งอาจสามารถบอกแหล่งกำเนิดได้ด้วย


ภาพผลึกของโกเมน จาก www.khulsey.com

ข้อมูล : วิชาปฎิบัติการวิเคราะห์อัญมณี สาขาวิชา วัสดุศาสตร์ (อัญมณีและเครื่องประดับ) คณะวิทยาศาสตร์   มหาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 20

3/13/2552 | Posted in , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | Read More »

พลอยประจำเดือนเกิด “มกราคม” - โกเมน

Garnet โกเมน เป็นอัญมณีในตระกูล Garnet มีความแข็ง 7 – 7.5 โมส์ (Moh) มีความวาวแบบแก้ว คำว่า Garnet มาจากภาษาละตินว่า Granatus แปลว่า เหมือนเมล็ดพืช ผู้คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าอัญมณีชนิดนี้มีสีแดงเพียงสีเดียวตามคำกลอนนพรัตน์ "แดงแก่ก่ำ โกเมนเอก " แต่จริง ๆ แล้ว แต่อัญมณีชนิดนี้มีสีมากถึง 15 สี ยกเว้นสีน้ำเงิน ส่วนสีแดงเป็นสีของโกเมนที่มีมากที่สุด ประเภทที่นิยมนำมาทำเครื่องประดับ คือ อัลมานไดน์ (Almandine) มีสีแดงเข้ม สีแดงอมน้ำตาล หรืออมม่วง และไพโรบ (Pyrope) มีสีแดงสดซึ่งสอดคล้องกับรากศัพท์ภาษากรีกโบราณที่แปลว่า ไฟ ด้วยความที่เป็นอัญมณีสีแดงที่เกิดจากธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบและบางครั้งก็มีสีสันสวยงามมาก จึงทำให้บางคนมักเข้าใจผิดว่าเป็นทับทิม แต่โกเมนต่างกับทับทิม คือ โกเมนส่วนใหญ่มีสีแดงอมน้ำตาล แต่ทับทิมมีสีแดงสดใส และโกเมนมีความแข็งน้อยกว่าทับทิม

สำหรับประเทศไทยนั้น สามารถพบโกเมนได้ในหลายจังหวัด เช่น จันทบุรี ตราด เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง เชียงราย เป็นต้น ในต่างประเทศโกเมนที่เป็นรัตนชาติมีมากที่ ประเทศศรีลังกา ออสเตรเลีย อูราล บราซิล เป็นต้น

การที่โกเมนมีเฉดสีและความเข้มของสีอันหลากหลายนั้น จึงได้มีการจัดโกเมนออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 6 กลุ่มด้วยกันดังนี้
1. กลุ่มอัลมันไดท์ (Almandite) เป็นโกเมนชนิดที่มีมากที่สุด คือ โกเมนสีแดงคล้ำ ซึ่งคนส่วนมากรู้จักกันนั่นเอง สีแดงคล้ำอาจตจะเป็นแดงอมม่วง จนกระทั่งแดงอมส้ม ชื่อของกลุ่มนี้เรียกตามแหล่งที่พบคือ เมืองอลาบันดา (Alabanda) ในเอเชียไมเนอร์
2. กลุ่มไพโรพ (Pyrope) กลุ่มนี้เป็นโกเมนสีแดงสด ซึ่งบางครั้ง มีการเกิดความเข้าใจผิดว่า เป็นทับทิมและเรียกกันว่า ทับทิมโคโลราโดบ้าง หรือทับทิมจากเคพบ้าง ชื่อไพโรพมาจากภาษากรีกว่า Pyropos ซึ่งแปลว่าไฟ

Rhodolite

3. กลุ่มโรโดไลท์ (Rhodolite) เป็นโกเมนที่มีสำก้ำกึ่งระหว่างอัลมันไดท์และไพโรพ ทำให้เกิดโกเมนสีแดงอมชมพูหรือแดงอมม่วงที่น่าพิศวง ชื่อโรโดไลท์นี้ มาจากภาษากรีก ซึ่งแปลว่า ดอกกุหลาบ บางครั้งจึงเรียกกันว่า โกเมนสีกุหลาบ หรือ Rose Garnet

Tsavorite-Garnet

4.กลุ่มกรอสซูลาไรท์(Grossularite) เป็นภาษาละตินแปลว่า คล้ายผล Gooseberry ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีสีเขียว  พบได้หลายสี แต่ที่เป็นที่นิยมใช้กันได้แก่ Tsavorite ซึ่งมีสีเขียว ถูกค้นพบที่วนอุทยานซาโวในประเทศเคนยา ประมาณปี ค.ศ. 1960 และ Hessonite มีสีเหลือง สีน้ำตาล

spessartite

5. กลุ่มสเปสซาไทต์ (Spessartite) เป็นโกเมนสีส้มเจือเหลือง หรือเจือแดงแหล่งเดิมที่พบ คือเมือง Spessart ในแคว้นบาวาเรีย ของประเทศเยอรมัน

Andradite

6. กลุ่มแอนดราไดท์ (Andradite) มีหลายสีด้วยกัน แต่ที่จัดว่าสวยและมีค่าที่สุด  คือ สีเขียวเข้ม หรือเขียวอมเหลือง โกเมนกลุ่มนี้เรียกกันว่าเป็นดีมันทอยด์ (Demontoid) ซึ่งเป็นภาษาเยอรมัน แปลว่า เพชร ซึ่งก็คงไม่ต้องอธิบายว่าโกเมนชนิดนี้ จะมีความสวยวามคล้ายเพชรเพียงใด แหล่งสำคัญของโกเมนชนิดนี้ อยู่ในปะเทศรัสเซีย

ยังมีโกเมนอีก 2 ชนิดที่ไม่สามารถจัดกลุ่มให้อยู่ในกลุ่มข้างต้น นั่นก็คือ โกเมนมาลายา (Malaia หรือ Malaya) จากอาฟริกาตะวันออก ชื่อนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเทศมาเลเซียแต่ประการใดทั้งสิ้น คำว่า มาลายานั้นมาจากภาษาสวาฮิลี แปลว่าโสเภณี หรือจัณฑาล เพราะไม่เหมือนกับโกเมนของนักสะสมทั่วไป อีกชนิดหนึ่งที่ไม่สามารถจัดเข้าอยู่ในกลุ่มใดได้คือ โกเมนเปลี่ยนสี ซึ่งในแสงสว่าง ธรรมชาติจะมีสีน้ำเงินอมเทา หรือเขียว แต่เมื่อเข้าแสงไฟจะเปลี่ยนเป็นสีแดง หรือแดงอมม่วง

ผู้ที่นิยมพลอยที่มีความงามตามธรรมชาติ โดยไม่ผ่านการปรุงแต่งจะต้องรักโกเมนมากเป็นพิเศษ นั่นก็เพราะโกเมนส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่านการเผาฉายรังสี หรือแช่น้ำมันเลย เพราะการเผาจะทำให้โกเมนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ซึ่งไม่มีใครชอบ อีกประการหนึ่งโกเมนมีอยู่ในปริมาณที่ค่อนข้างมาก การสังเคราะห์โกเมนในห้องทดลอง จึงไม่มีใครทำกัน แต่ในอนาคต ถ้าปริมาณลดน้อยลง ท่านอาจจะพบกับโกเมนสังเคราะห์ หรือ มิฉะนั้นจะต้องหาซื้อโกเมนในราคาที่แพงขึ้นกว่าปัจจุบันนี้ก็ได้


โกเมน เป็นพลอยสำหรับคนทุกระดับชั้น ไม่ว่าท่านจะมีฐานะเป็นอย่างไร ท่านสามารถครอบครองโกเมนแท้ ด้วยราคาตั้งแต่กะรัตละ 50 บาท จนถึงกะรัตละหลายหมื่นบาท แล้วแต่ว่าท่านจะเลือกโกเมนสีแดงแก่ก่ำ ในกลุ่มอัลมันไดท์ หรือจะเลือกของหายาก เช่น ดีมันทอยด์ สีเขียวดุจเพชรจากรัสเซีย โกเมนนอกจากจะมีหลากสีแล้ว ยังเป็นพลอยที่มีความน่าสวมใส่ ตรงที่มีความทนทานค่อนข้างสูง กล่าวคือ ความแข็งอยู่ระหว่าง 6.5-7.5 และการที่เป็นพลอยที่มีการหักเหของแสงแบบหักเหเดี่ยว (Singly Refractive)ซึ่งเป็นพลอยที่ให้ประกายสูงกว่าพลอยที่มีการหักเหคู่เช่น มรกต จึงไม่น่าแปลกที่ชาโวไรท์จะมีประกายงดงามกว่ามรกต

โกเมนเป็นที่รู้จักกันมาแต่โบราณ กล่าวกันว่า โนอาห์ (Noah) ผู้พาสิ่งมีชีวิตหนีน้ำท่วมโลก ใช้โกเมนประดับเรือเรืออาร์ค (Ark) เพื่อให้แสงสว่างในการเดินทางในตอนกลางคืน ชาวอียิปต์ ชาวกรีก และชาวโรมันก็ใช้โกเมนมาทำเป็นเครื่องประดับ ในสมัยวิคตอเรีย อัญมณีสีแดงชนิดนี้เป็นที่นิยมนำมาทำเครื่องประดับด้วยเช่นกัน นักเดินทางในสมัยโบราณมักจะพกโกเมนติดตัวไว้เพราะเชื่อกันว่าสามารถปกป้องคุ้มครองให้พ้นจากภยันตรายต่าง ๆ และช่วยส่องแสงในตอนกลางคืนด้วย แต่ผลการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ พบว่าเกิดจากการหักเหของแสง โกเมนยังเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความศรัทธาอีกด้วย บ้างก็เชื่อกันว่าทำให้ผู้สวมใส่อายุยืน

ตำนานอันน่าสนใจในศาสนาคริสต์และมุสลิม ในคัมภีร์ Koran กล่าวว่า โกเมนเป็นตัวแทนแสงสว่างแห่งสรวงสวรรค์ ในคัมภีร์ไบเบิลของชาวยิว สีแดงของโกเมนนั้น คือ สัญลักษณ์ของพระคริสต์บนไม้กางเขน ในตำรายาโบราณเชื่อกันว่า โกเมนใช้ป้องกันยาพิษ หรือสิ่งเป็นพิษทั้งหลายได้ ชาวโรมันเชื่อกันว่า โกเมนเป็นสัญลักษณ์แห่งไฟ สิ่งเร้าและเทพเจ้าแห่งสงครามและเป็นเครื่องหมายแห่งความศรัทธาความจริง ความสง่างาม และความจงรักภักดี อีกด้วยโกเมนเป็นพลอยประจำเดือนเกิดของผู้ที่เกิดในเดือนมกราคม


ทางด้านการบำบัด โกเมนเป็นอัญมณีสีแดง จึงมีพลังช่วยรักษาสมดุลของระบบหมุนเวียนโลหิต ช่วยกระตุ้นผู้ที่มีความเฉื่อยชาทางเพศ นอกจากนี้ โกเมนยังมีคุณสมบัติในการกระตุ้นความรู้สึกและอารมณ์ ดังนั้น หากนำไปให้ผู้ที่มีปัญหาซึมเศร้าสวมใส่ โกเมนจะช่วยกระตุ้นให้มีความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น เพิ่มความเข้มแข็งให้กับผู้ใส่ ไพโรป โกเมน (Pyrope Garnet)ตำนานเกิดโกเมน ตามคัมภีร์พระเวทบันทึกไว้ว่า อัญมณีสีแดงชนิดนี้เกิดจากเล็บเท้าของอสูรชื่อวลาซึ่งถูกเหล่าเทวดาหลอกมาสังหารแล้วแยกชิ้นส่วนร่างกายของอสูรตนนี้ออกอันเนื่องมาจากอสูรวลามีอำนาจเหนือพระอินทร์ คอยกดขี่ข่มเหงเทวดาอื่น ๆชิ้นส่วนร่างของมารวลาที่ตกลงมาบนโลกมนุษย์ได้กลายเป็นอัญมณีชนิดต่าง ๆ ส่วนเล็บเท้าของอสูรวลาที่หล่นลงมาบนโลกมนุษย์นั้นได้รับการบูชาจากพญานาคแล้วปล่อยลงบริเวณเทือกเขาหิมาลัย

อ้างอิง : cmadong, GIT

ภาพประกอบ : Vivicgems

1/07/2552 | Posted in , , , , , , | Read More »

How to shop for gemstones

การเลือกซื้ออัญมณีหรือเครื่องประดับบางครั้งก็ทำให้ผู้ซื้อเกิดอาการสับสนได้ โดยเฉพาะราคาที่มีความแตกต่างกันมากทั้งๆที่สินค้ามีความใกล้เคียงกัน บางครั้งชื่อทางการค้าที่ใช้เรียกอัญมณีก็ทำให้สับสนได้เช่นกัน อย่างเช่น พลอยธรรมชาติ พลอยแท้ พลอยสังเคราะห์ พลอยเลียนแบบ เป็นต้น แต่ความไม่เข้าใจเหล่านี้สามารถขจัดออกไปได้ ด้วยการศึกษาความหมายเหล่านี้

พลอยธรรมชาติ (Natural gemstone)
คือ พลอยแท้ที่เกิดตามธรรมชาติ และนำมาเจียระไน ขัดเงา หรือเข้าตัวเรือนโดยไม่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพใดๆทั้งสิ้น

พลอยแท้ (Genuine gemstone)
พลอยแท้ก็คือพลอยธรรมชาติ แต่ได้ผ่านการเพิ่มหรือปรับปรุงคุณภาพของพลอยมาแล้ว เพื่อทำให้มีความสวยงามมากขึ้น การปรับปรุงคุณภาพพลอยมีอยู่หลายวิธี เช่น
arrow-pink การใช้ความร้อน (Heat treatment) หรือ ฉายรังสี (radiation) เพื่อเปลี่ยนสีหรือทำให้พลอยมีสีสวยงามขึ้น
arrow-pinkซ่านสี (diffusion) เพื่อให้พลอยมีสีเข้มขึ้น แต่สีที่เปลี่ยนไปนี้ จะอยู่ที่บริเวณผิวพลอยเท่านั้น
arrow-pinkอุดด้วยน้ำมันหรือขี้ผึ้ง (oil and wax) สำหรับพลอยที่มีรอยแตกที่ผิว
arrow-pinkอุดรอยแตก (fracture filling) ด้วย epoxy resin ใสหรือมีสี หรือวัสดุชนิดอื่นๆ เพื่อช่วยปรับปรุงความใสของพลอย กรณีที่มีรอยแตก
arrow-pinkยิงเลเซอร์ (laser drilling) เพื่อกำจัดมลทินภายในพลอย

พลอยที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพ อาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้เมื่อเวลาผ่านไป เช่น สีอาจจะซีดลง หรือ เกิดรอยแตกให้เห็นหากวัสดุที่ใช้อุดหายไป เป็นต้น แต่วิธีการปรับปรุงคุณภาพพลอยที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป คือ การใช้ความร้อน ซึ่งจะทำให้สีของพลอยเปลี่ยนไปอย่างถาวร หากเป็นไปได้ ควรสอบถามผู้ขายว่าพลอยได้ผ่านการปรับปรุงคุณภาพด้วยวิธีใด

พลอยธรรมชาติและพลอยแท้มีราคาแพงเสมอหรือไม่?
คำตอบคือ ไม่ใช่ทั้งหมด สำหรับพลอยที่มีคุณภาพต่ำไม่ว่าจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ ก็ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อพลอย ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับพลอยไว้บ้าง

ราคาพลอยกำหนดจากอะไร?
พลอยก็เหมือนสินค้าอื่นๆ ที่ราคาจะขึ้นอยู่กับอุปสงค์ (demand) และอุปทาน (supply)  ตัวอย่างเช่น ทับทิมธรรมชาติ (natural ruby) คุณภาพสูง จะหายากและเป็นที่ต้องการของตลาดมาก เมื่อเปรียบเทียบกับพลอยสีแดงเช่นกันอย่าง โกเมน (garnet) ซึ่งมีความสวยงาม แต่ไม่ได้หายากเท่ากับทับทิม ทำให้โกเมนมีราคาต่ำกว่าแม้ว่าจะมีคุณภาพใกล้เคียงกันก็ตาม

การซื้อพลอยสังเคราะห์
พลอยสังเคราะห์มีคุณสมบัติเหมือนกับพลอยธรรมชาติ แต่สถานที่เกิดของพลอยสังเคราะห์นั้นคือ ห้องปฏิบัติการ พลอยสังเคราะห์จะถูกสร้างขึ้นโดยเลียนแบบกระบวนการตามธรรมชาติ โดยอาศัยส่วนประกอบทางเคมี เวลา และสภาวะการเกิดที่เหมาะสมเพื่อให้ได้พลอยชนิดที่ต้องการ พลอยสังเคราะห์ที่ทำจากวิธีการดั้งเดิมจะสามารถตรวจสอบได้ง่าย เนื่องจากจะมีความสมบูรณ์แบบมากเกินไป แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาวิธีการสังเคราะห์ให้ได้พลอยที่มีลักษณะใกล้เคียงกับธรรมชาติจนสามารถตรวจสอบได้ยากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับผู้เชี่ยวชาญหรือนักอัญมณีวิทยาที่มีประสปการณ์

เครื่องประดับที่ทำจากพลอยสังเคราะห์จะมีความสวยงามเทียบเท่ากับพลอยธรรมชาติ โดยพลอยสังเคราะห์ที่มีคุณภาพดีก็จะมีราคาสูง แต่ราคาก็จะต่ำกว่าพลอยธรรมชาติที่มีระดับคุณภาพใกล้เคียงกันเล็กน้อย ปัญหาอย่างหนึ่งที่พบในพลอยสังเคราะห์ก็คือ เนื่องจากมีคุณสมบัติเหมือนกับพลอยธรรมชาติ บางครั้งผู้ขายจะจำแนกพลอยประเภทนี้ให้เป็น พลอยแท้ (genuine gemstone) หรือพลอยที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพ ในการเลือกซื้อจึงควรสอบถามที่มาหรือแหล่งกำเนิดของพลอยไว้ด้วย

เทคนิคในการเลือกซื้อพลอย
arrow-pinkสิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ เลือกซื้อพลอยจากบริษัทหรือร้านค้าที่เชื่อถือได้ โดยเฉพาะการซื้อพลอยธรรมชาติ ควรถามหาใบรับประกัน
arrow-pinkในการเลือกซื้อพลอยธรรมชาติที่ง่ายที่สุด คือ พลอยที่ไม่มีการปรับปรุงคุณภาพอย่างเช่น โกเมน (garnet)  เพอริดอต (peridot) เฮมาไทต์ (hematite)  อเลกซานไดรท์ (alexandrite)  และมุกดาหาร (moonstone)
arrow-pinkพยายามศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพลอยและเครื่องประดับให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ จากนั้นจึงเปรียบเทียบราคาพลอยจากผู้ขายต่างๆ และถามเพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ การใช้เวลาศึกษาทั้งข้อมูลและราคาของทั้งอัญมณีและเครื่องประดับจะช่วยเพิ่มพูนทักษะในการเลือกซื้อได้เป็นอย่างดี

อ้างอิง : About.com

ภาพประกอบ : CT Color Gems, BeautyDen.com

 

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

พลอยประจำเดือนเกิด
พลอยสี

12/16/2551 | Posted in , , , , , , , , , , | Read More »

มณีนพรัตน์

เพชรดี มณีแดง เขียวใสแสงมรกต เหลืองใสสดบุษราคัม แดงแก่ก่ำโกเมนเอก สีหมอกเมฆนิลกาฬ มุกดาหารหมอกมัว แดงสลัวเพทาย สังวาลย์สายไพฑูรย์

เพชรและพลอยอีก 8 ชนิด รวมเป็น 9 ชนิดนี้ รวมเรียกว่า "นพเก้า" ที่เป็นสิริมงคลสูงสุด แก่ผู้สวมใส่ แต่เดิมจะใช้เฉพาะพระมหากษัตริย์ และพระราชวงศ์ และใช้เฉพาะในงานมงคลเท่านั้น ในปัจจุบันนี้ "นพเก้า" ยังเป็นที่นิยม และถือว่าเป็นสิริมงคลแก่ผู้สวมใส่
ตามความเชื่อที่ว่าอัญมณีแต่ละชนิดมีคุณสมบัติในทางมงคล ป้องกันภัยอันตรายต่าง ๆและขจัดความไม่เป็นมงคลทั้งหลายให้สิ้นไปได้หากผู้ใดมีไว้ในครอบครองก็เท่ากับมีมงคลไว้ติดตัว ทำสิ่งใดย่อมมีความสำเร็จด้วยเหตุที่แหวนนพเก้ามีทั้งความงามและคุณค่าในตัวเองโดยแทบไม่ต้องปรุงแต่งนับแต่โบราณมาแล้ว คนไทยได้รับอิทธิพลความเชื่อของอัญมณีชนิดนี้มาจากอินเดียแต่ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเข้ามามีอิทธิพลเมื่อไรด้วยเหตุที่คนอินเดียมีวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีอันยาวนาน เขาจึงรู้คุณค่าและความสวยงามของอัญมณีชนิดนี้เป็นอย่างดี ทั้งยังนำไปเกี่ยวข้องและเกี่ยวพันกับดวงดาว ซึ่งมีอำนาจและพลังเป็นคุณวิเศษที่จะนำพาความเจริญรุ่งเรืองและสิริมงคลทั้งหลายมาสู่ผู้สวมใส่ นอกจากนี้ยังมีพลังแห่งการรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้อีกด้วย ไม่เพียงเท่านี้ชาวตะวันตก ชาวอียิปต์โบราณ ชาวจีนหรือแม้แต่ชาวป่าเผ่าต่าง ๆก็มีความเชื่อถือในพลังของอัญมณีเหล่านี้เช่นกัน

แหวนนพเก้า
คนโบราณมักนิยมนำพลอยนพเก้ามาทำเป็นแหวน โดยเรียกว่า “แหวนนพเก้า” หรือ "แหวนนพรัตน์" เป็นแหวนสูงค่าที่รู้จักกันดีมานานนับร้อยปี ตามความเชื่อที่ว่า อัญมณีแต่ละชนิดมีคุณสมบัติในทางมงคล ป้องกันภัยอันตรายต่างๆ และขจัดความไม่เป็น มงคลทั้งหลายให้สิ้นไปได้ หากผู้ใดมีไว้ในครอบครอง ก็เท่ากับมีมงคลไว้ติดตัว ทำสิ่งใดย่อมมี ความสำเร็จ ด้วยเหตุที่แหวนนพเก้ามีทั้งความงามและคุณค่าในตัวเองโดยแทบไม่ต้องปรุงแต่ง

ring
คุณค่าของนพเก้าหรือนพรัตน์
เพชรยิ่งใหญ่ ไพรี ไม่มีกล้ำ        ทับทิมนำ อายุยืน เพิ่มพูนผล
อุดมลาภ ยศศักดิ์ ประจักษ์ดล     มรกต กันภัยพ้น ผองเล็บงา
บุษราคัม ฉาบเสน่ห์ ไม่เสแสร้ง   โกเมนแจ้ง แคล้วพาลภัย ใจสุขา   
ไพลินย้ำ ความร่ำรวย ช่วยนำพา   มุกดาหาร เสน่หา น่าเมียงมอง
อันเพทาย ช่วยกันโทษ ที่โฉดเขลา   ไพฑูรย์เล่า กันฟอนไฟ ภัยทั้งผอง
ดลบันดาล ให้เทวา มาคุ้มครอง         สบสนองคุณค่าแจ้ง แห่งนพรัตน์



diamond เพชร (Daimond) เป็นผลึกบริสุทธิ์ของธาตุคาร์บอน มนุษย์รู้จักและนำมาใช้กว่า 2,800 ปีมาแล้วจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า อินเดียเป็นประเทศแรกที่ขุดพบเพชร ต่อมาได้ขยายไปสู่บราซิล อัฟริกา รัสเซีย และตามที่ต่าง ๆ ของโลก ปัจจุบันเหมืองขนาดใหญ่และสำคัญอยู่ที่อัฟริกา และประเทศออสเตรเลีย ลักษณะของเพชรจะเป็นผลึก 8 เหลี่ยมหรือ 12 เหลี่ยม มีความแข็งสูงสุดคือ อันดับ 10 ซึ่งมากกว่าอัญมณีอื่น ๆ มีความโปร่งใสและกึ่งโปร่งแสง ยามต้องแสงไฟประกายของเพชรจะสวยงามและเป็นมันวาวสูง น่าดูยิ่งนัก ในวงการของเพชรพลอยถือว่าเพชรน้ำดีจริง ๆ นั้น จะต้องใสบริสุทธิ์ ไม่มีสีอื่นปน มีรูปร่างในการเจียระไนสวยงามและไม่มีมลทิน
ในด้านของความรัก การใช้แหวนเพชรสวมใส่ที่นิ้วนางข้างซ้ายนั้นเชื่อกันว่าตำแหน่งดังกล่าว เส้นโลหิตจะชี้พุ่งตรงสู่หัวใจพอดี อันหมายถึงเส้นชีวิตแห่งความรัก เพชรเป็นพลอยประจำเดือนเมษายน

ruby ทับทิม (Ruby) ชาวอินเดียเรียกรัตนราช ถือกันว่าเป็นราชาแห่งอัญมณี ด้วยเหตุที่มีสีแดงเป็นที่ต้องตาแก่ผู้พบเห็นทับทิมที่สูงค่านั้น มักพบในประเทศพม่า ซึ่งมีสีแดงดุจเลือดนกพิราบ สำหรับไทยความงามของทับทิมพบได้ที่จังหวัดตราด ประมาณ 75%ของโลกเป็นทับทิมมาจากไทย นอกนั้นพบจากศรีลังกา กัมพูชา เวียดนาม เคนยาและอัฟริกา
ทับทิม จัดอยู่ในแร่จำพวกคอรันดัม (Corrundum) เกิดจากธาตุ 2 ชนิดคือ อลูมินัม (Aluminum) และออกไซด์ (Oxide) จะพบเห็นเป็นรูปผลึก 6 เหลี่ยม มีความแข็งเป็น 9 มีความวาวเป็นประกายคล้ายเพชรไปจนถึงคล้ายแก้ว สำหรับคนดังที่โปรดปรานทับทิมเป็นพิเศษนั้นเห็นจะได้แก่ ซาร่าห์ชายาแห่งปรินซ์เอ็ดเวิร์ด  ทับทิม เป็นพลอยประจำเดือนกรกฎาคม


emerald มรกต (Emerald) จัดเป็นอัญมณีเลอค่าในตระกูลเบอริล (Beryl) มีผลึกเป็นรูป 6 เหลี่ยม มรกตที่จัดว่างามต้องมีสีเขียวบริสุทธิ์หรือมีสีน้ำเงินเจือเพียงเล็กน้อย มีความเข้มของสีในระดับปานกลางจนถึงอ่อนเล็กน้อย มีความอิ่มตัวของสีและความบริสุทธิ์สูง มรกตที่ไร้รอยตำหนินั้นไม่มีในธรรมชาติ เพราะการเกิดมรกตในธรรมชาตินั้น สายแร่ที่เกิดผลึกมรกตจะถูกธรรมชาติกดดันให้เกิดการแตกร้าวอยู่เสมอ
ความงามของมรกตนั้นเป็นที่เลื่องลือกันมาก โดยเฉพาะโคลัมเบียถือเป็นแหล่งที่ผู้แสวงหานิยมกันมาก การมีมรกตไว้ในครอบครองจะทำให้คู่รักเห็นถึงความซื่อสัตย์ซึ่งกันและกัน มรกตเป็นสัญลักษณ์แห่งความเชื่อมั่น ความกรุณา และความดีงาม
มรกต เป็นพลอยประจำเดือนพฤษภาคม

YellowSapphireบุษราคัม (Yellow Sapphire) เป็นพลอยแซฟไฟร์อีกประเภทหนึ่ง เดิมเข้าใจว่าเป็น Oriental Topaz หรือ Imperial Topaz บุษราคัมมีความแข็งและความถ่วงจำเพาะ หรือคุณสมบัติอื่นเหมือนทับทิมและไพลิน ความงามของบุษราคัมอยู่ที่สีเหลืองสดดุจดังเปลวไฟ แต่มักพบน้อยมากในธรรมชาติ แหล่งสำคัญที่พบได้ในประเทศไทยและศรีลังกา ส่วนของประเทศออสเตรเลีย สีของบุษราคัมจะค่อนข้างอ่อน ในด้านของราคาบุษราคัมไทยจะสูงกว่าศรีลังกาเป็น 2 เท่า
เชื่อกันว่า เมื่อป่นบุษราคัมเป็นผง สามารถรักษาแผลที่เกิดจากไฟไหม้ได้ รักษาโรคหืดหอบ โรคนอนไม่หลับ และการตกเลือดได้ นอกจากนี้ยังนำความรื่นเริงมาสู่ผู้สวมใส่ บุษราคัม เป็นพลอยประจำเดือนพฤศจิกายน

Garnet โกเมน (Garnet) เป็นอัญมณีที่พบได้มากตามที่ต่าง ๆ มีเกือบทุกสียกเว้นสีฟ้าและน้ำเงิน การนำโกเมนมาประดับประดามีมาหลายพันปีแล้ว ชาวเปอร์เซียถือว่า โกเมนเป็นอัญมณีของกษัตริย์โดยนำมาแกะสลักเป็นตราพระเจ้าแผ่นดิน
โกเมนในไทยจะมีสีแดง มักเกิดร่วมกับพลอยไพลิน (Blue Sapphire) พบมากที่บางกะจะ เขาพลอยแหวน จังหวัดจันทบุรี และที่บ่อหนองบอน จังหวัดตราด โกเมน เป็นพลอยประจำเดือนมกราคม

 



Sapphire นิลกาฬหรือไพลิน (Blue Sapphire) อัญมณีไพลินสีฟ้าหรือสีน้ำเงินเป็นพลอยแซฟไฟร์อีกประเภทหนึ่ง การนำไพลินมาประดับมีมาแต่สมัยโบราณกว่า 2,000 ปี แหล่งสำคัญที่พบคือ พม่า ศรีลังกา และไทย ไพลินที่จัดว่างามต้องมีสีน้ำเงินแก่จัดคล้ายสีดอกอัญชัน เนื้อใส และดูมีน้ำเด่น เป็นประกาย อย่างที่เรียกกันว่า “กำมะหยี่” จะเป็นที่นิยมมาก คนดังอย่างเลดี้ไดอาน่า ก็โปรดปรานไพลินเป็นที่สุด
ไพลิน เป็นพลอยประจำเดือนกันยายน

 


Moonstone มุกดาหาร (Moonstone) จัดเป็นอัญมณีอีกประเภทหนึ่งที่นิยมนำมาประดับเรือนกาย พบมากในอินเดีย มุกดาหารที่งดงามควรออกสีขาวและทอแสงสีฟ้า นอกจากนี้ยังเชื่อว่า อัญมณีที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เมื่อนำมาชมต้องห่อด้วยผ้าสีเหลืองซึ่งเป็นสีแห่งความศักดิ์สิทธิ์
มุกดาหาร เป็นพลอยประจำเดือนมิถุนายน

 

 


zircon เพทาย (Zircon) พบได้หลายสี แต่ที่สำคัญคือ สีแดงออกน้ำตาลและสีฟ้าใส ๆ แหล่งที่พบมีตั้งแต่ไทย ศรีลังกา กัมพูชา
เพทายเป็นรัตนชาติที่เก่าแก่ชนิดหนึ่งที่รู้จักกันดี เพราะความมีน้ำเป็นประกายสดใสดุจเพชร แต่มีเนื้อเปราะไม่ทนต่อแรงกระทบหรือแรงกด หรือแม้แต่การเสียดสีของพลอยซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ขอบมุมของพลอยที่เจียระไนแล้วยังแตกได้ง่าย
เพทาย เป็นพลอยประจำเดือนธันวาคม

 

chrysoberyl ไพฑูรย์ (Chrysoberyl) หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า พลอยตาแมว เป็นอัญมณีที่แปลกกว่าอัญมณีอื่น ๆ เพราะมีเส้นคาดกลางเม็ด เมื่อได้รับการเจียระไนได้เป็นรูปหลังเบี้ย พบมากที่ศรีลังกา จัดเป็นแร่ที่สวยงาม มีคุณค่าอีกชนิดหนึ่ง ไพฑูรย์เม็ดงามมีราคาสูง จะมีสีน้ำผึ้ง สีเหลืองอมเขียวหรือน้ำตาลและมีขา (Star) ที่สวยเป็นเงางาม

 

 



อัญมณีทั้ง ๙ ชนิดนี้ ประเทศไทยมีเกือบครบ ยกเว้น มรกตและไพฑูรย์ ซึ่งยังไม่พบ ชนิดที่มีชื่อเสียงระดับโลกทั้งในอดีตและปัจจุบันคือ ทับทิมสยาม รองลงมาคือ ไพลินหรือนิลกาฬนั่นเอง


อ้างอิง : นิตยสาร พลอย

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง
  พลอยประจำเดือนเกิด
  เพชร
  Birthstone Mystery

11/12/2551 | Posted in , , , , , , , , , , , , , | Read More »

ความคิดเห็นล่าสุด

บทความล่าสุด