


ผลงานน่ารักๆเหล่านี้เป็นความร่วมมือระหว่าง Noir Jewelry และ Walt Disney โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์แอนิเมชั่นสุดคลาสสิคของดิสนีย์ในช่วงปี 1940 โดยถ่ายทอดตัวการ์ตูนเหล่านี้ลงบนชิ้นงานจิวเวลรี่ เช่น แหวนฮิปโปเต้นระบำ ม้าบิน และสัตว์น่ารักๆอีกมากมาย ซึ่งผลงานทั้งหมดเป็น limited edition ค่ะ จำหน่ายผ่านทาง noirjewelry.com ราคาเริ่มต้นที่ 200 -1,000 เหรียญสหรัฐ


ข้อมูล Jewelry.com
ภาพประกอบ Noir Jewelry
11/08/2553 |
Posted in
Accessories,
designer,
Fashion
|
Read More »
หลังจากที่ Pantone ได้ทำการสำรวจเทรนด์การเลือกใช้สีของดีไซน์เนอร์ชื่อดังจาก New York Fashion Week ก็ได้บทสรุปของเทรนด์สีประจำ Spring 2011 ตามภาพข้างล่างนี้ค่ะ

ซึ่งเมื่อนำมาแปลผลสำหรับเทรนด์ของอัญมณีและเครื่องประดับ ก็จะพบว่า โลหะสีขาวแวววาวนั้นมาแรงค่ะ ส่วนอัญมณีนั้น เทอร์ควอยส์ซึ่งฮิตในปี 2010 ยังคงครองตำแหน่งอยู่ และมีอัญมณีสีพาสเทลหวานๆ อย่างเช่น tanzanite ametyhst และ pink sapphire มาให้เห็นด้วย ส่วนเครื่องประดับพวกกำไลไม้ และสร้อยลูกปัดก็จะกลับมาฮิตอีกครั้งหนึ่ง ส่วนเทรนด์นี้จะเป็นจริงแค่ไหน ต้องคอยติดตามกันค่ะ
ข้อมูลและภาพประกอบ Pantone's Pink Prediction
10/28/2553 |
Posted in
amethyst,
colored stone,
Design,
designer,
Fashion,
gemstone,
precious metal,
semi-precious stone,
sterling silver,
Trend,
turquoise,
White gold
|
Read More »
สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญหมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (มหาชน) ขอเชิญร่วม ส่งผลงานประกวดออกแบบเครื่องประดับในหัวข้อ The Force of Nature The Impressionable Design for Change ชิงเงินรางวัลมากกว่า 580,000 บาท
ขยายเวลาส่งผลงานประกวดออกแบบถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2553
ดาวน์โหลดรายละเอียด
ใบสมัคร
8/18/2553 |
Posted in
Accessories,
Design,
designer
|
Read More »
ขอเชิญร่วมสัมมนาและการใช้งานโปรแกรมการถ่ายทอดเทคโนโลยี “การประยุกต์ใช้เครื่อง CNC 5 แกน ในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ”
จัดโดย กระทรวงวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับ สถาบันไทย - เยอรมัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จ. เชียงใหม่ และ สมาพันธ์สมาคมอุตสาหกรรมสนับสนุน
สัมมนาและเสวนา เรื่อง
- เทคโนโลยี 3C : CAD / CAM / CNC
- เทคโนโลยีโลหะและวัสดุ เทคนิคการออกแบบ
- การประยุกต์ใช้งาน เครื่อง CNC 5 แกน ในการผลิตซอฟท์แวร์ช่วยออกแบบและช่วยผลิต
วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม 2553
ณ ห้องนพเก้า โรงแรม ดิ เอ็มเพรส จ. เชียงใหม่
การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การใช้งาน โปรแกรมประยุกต์กับ เครื่องCNC 5 แกน ในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ
รุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 3-4 สิงหาคม 2553 และ
รุ่นที่ 2 ระหว่างวันที่ 5-6 สิงหาคม 2553
ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา อ. เมือง จ. เชียงใหม่
กรุณาแจ้งการเข้าร่วมสัมมนา ภายในวันที่ 28 กรกฎาคม 2553 Fax. 0-2333-3931 (กทม.)
ต้องการรายละเอียดข้อมูล กรุณาประสานข้อมูลได้ที่ คุณโชติรักษ์ 0-2333-3952 (กทม.)
สอบถาม-ยืนยันการส่ง FAX (กทม.) กรุณาติดต่อ คุณสุจิรัส คุณสมบัติ 0-2333-3956
หรือ ผศ.ไมตรี จันคง ม. เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จ. เชียงใหม่ โทร. 084-615-8553
ดาวน์โหลด
- กำหนดการ
- ใบตอบรับสัมมนาและเสวนา วันที่ 2 ส.ค. 2553
- ใบตอบรับการอบรมเชิงปฏิบัติการ วันที่ 3-4 และ 5-6 ส.ค. 2553
7/15/2553 |
Posted in
Activities,
Course,
Design,
designer,
Event,
Jewelry making
|
Read More »
สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT จัดงานประกาศผลรางวัลรอบชิงชนะเลิศ โครงการประกวดออกแบบเครื่องประดับ ครั้งที่ 3 "GIT Gem and Jewelry Design Award 2009" ภายใต้แนวคิดการดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของไทย (Thai Explosion-Passion of Thai Design) ภายในงานเต็มไปด้วยแขกผู้มีเกียรติและคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นำโดย บุญกิต จิตรงามปลั่ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบนสัน จิวเวลรี่ จำกัด สุพัตรา ศรีสุข ผู้อำนวยการสำนักงาน บริษัทบี เอส เค เอ จำกัด รสชง ศรี ลิโก นักออกแบบ และผู้จัดการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัทคริสตัล ไลน์ ในเครือบริษัทแพรนด้า สุวลักษณ์ มหันตคุณ ประธานอาวุโสชมรมนักออกแบบเครื่องประดับไทย และเจ้าของบริษัท บี บีฌูส์ จำกัด มาศา มาลากุล ณ อยุธยา นักออกแบบอิสระ สุริยน ศรีอรทัยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิวตี้เจมส์ จำกัด
นอกจากนี้ยังรับชมแฟชั่นโชว์จากนางแบบชั้นแนวหน้าของวงการบันเทิง นำโดย นาตาลี เกลโบลวา อดีตนางงามจักรวาลปี 2005 นาตาลี เดวิส มาริสา อานิต้า เจนนิเฟอร์ โปลิตานนท์ พิตต้า ณ พัทลุง และสุนิสา เจทท์ พร้อมโชว์จากหุ่นละครเล็กโจหลุยส์ และบัตเตอร์ฟลาย แดนซ์
ผลรางวัล ผู้ชนะเลิศประเภทนักเรียนนักศึกษา ได้แก่ นายธีรวัฒน์ อภิวัฒโนดม นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชื่อผลงาน Paddy ภายใต้คอนเซ็ปต์ความอุดมสมบูรณ์ของเกษตรกรไทย รับเงินสดมูลค่า 2 หมื่นบาท พร้อมโล่เกียรติยศ และคอร์สฝึกอบรมหลักสูตรการออก แบบเครื่องประดับทั้ง 3 ระดับ มูลค่า 94,700 บาท
นายธีรวัฒน์ กล่าวว่า ดีใจและภูมิใจมากกับรางวัลที่ได้รับในวันนี้ การออกแบบครั้งนี้นึกถึงวิถีชีวิตคนไทยที่รับประทานข้าวเป็นหลัก โดยโยงไปถึงข้าวเปลือกรวมกับเครื่องจักสานที่ทำขึ้นด้วยทองเหลือง สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของเกษตร กรไทยให้ตลาดโลกรับรู้ความเป็นคนไทยของเรา
ผู้ชนะเลิศประเภทประชาชนทั่วไป นายณรงค์ รองเมือง ผลงานชุด "คิดถึงยาย" ภายใต้คอนเซ็ปต์ความเป็นวิถีชีวิตของคนไทยในอดีต รับรางวัลเงินสดมูลค่า 3 หมื่นบาท พร้อมโล่เกียรติยศ และคอร์สฝึกอบรมหลักสูตรวุฒิบัตรธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ (GJBD) และหลักสูตรการตรวจสอบและประเมินคุณภาพเพชร (DGC) มูลค่า 84,800 บาท
นายณรงค์ กล่าวว่า ดีใจที่ได้รับรางวัลนี้ ถือเป็นครั้งที่ 3 ในการประกวดบนเวทีนี้ ครั้งที่ 1 ไม่ติด ครั้งที่ 2 ติด 1 ใน 5 จนมาครั้งที่ 3 ได้รับรางวัลชนะเลิศ ภูมิใจที่เราพยายามทำจนสำเร็จ และปลื้มที่คณะกรรมการชื่นชอบผลงานของเรา
"อยากให้มีการประกวดแบบนี้ไปตลอด เพราะเด็กที่สนใจงานอัญมณีมีเยอะมากในบ้านเรา จะได้โกอินเตอร์ไปสู่ตลาดโลกที่กว้างต่อไป"
ข้อมูล ข่าวสด
12/26/2552 |
Posted in
December09,
Design,
designer,
Event,
Fashion,
News
|
Read More »
เชอร์ลี่ย์ - หทัยชนก สุวรรณทรรภ ลูกสาวคนเดียวของ พลตํารวจตรี ทวีเกียรติ สุวรรณทรรภ อดีตผู้ช่วยบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 และ จงกลณี (กฤษณะภักดี) สุวรรณทรรภ ผู้ประพันธ์นวนิยายอันโด่งดัง อาทิ ชวาที่รัก, ดอกรักบานหลังฝน, มัจจุราชฮอลิเดย์, เกาะรัก ฯลฯ สาวลุคเปรี้ยวเซอร์คนนี้ ได้สายเลือดความเป็นศิลปินมาจากคุณแม่เต็มร้อย เพียงแต่เป็นงานศิลปะคนละด้าน เพราะเธอชื่นชอบศิลปะการออกแบบดีไซน์เครื่องประดับ จนกลายเป็นดีไซเนอร์คลื่นลูกใหม่ของวงการจิวเวอรี่ด้วย แบรนด์ “Shirley Gems” และ “Philter”
เชอร์ลี่ย์ เล่าเรื่องราวเมื่อตอนเด็กให้ฟังว่า ตั้งแต่จำความได้เธอมักจะชอบวาดรูปสิ่งต่างๆ ที่พบเห็น แค่มีเพียงกระดาษกับดินสอ เธอก็สามารถที่จะนั่งอยู่ตรงนั้นได้นานเป็นชั่วโมงๆ และเธอมักจะได้รับหน้าที่ให้เป็นดีไซเนอร์ตัวน้อยออกแบบเครื่องประดับให้กับเพื่อนๆ ของคุณแม่ หรือแขกที่มาเยี่ยมเยือนเสมอ และเมื่อเห็นแววด้านการออกแบบของลูกสาว คุณแม่จึงสนับสนุนเต็มที่ด้วยการตัดใจส่งลูกสาวสุดรักสุดหวง ไปเรียนต่อในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทสาขา Fashion Merchandising, Academy of arts college ที่ซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา
“พอกลับมา เชอร์ลี่ย์ก็มาเปิดร้านเสื้อผ้าและเครื่องประดับชื่อ Philter ที่สยามสแควร์ก่อน ตอนนั้นก็ร้อนวิชามากออกแบบเองทั้งหมด ผลตอบรับดีนะคะ ก็เลยคิดว่าเราน่าจะขยายตลาดได้ ก็เปิดได้หนึ่งปีก็ปิดร้านแรกไป และมาเปิดตัว Shirley Gems ที่สยามพารากอน ขายเครื่องประดับสำหรับผู้หญิงสไตล์เก๋ ที่มีดีไซน์ในแบบฉบับของเชอร์ลี่ย์เอง
เครื่องประดับทุกชิ้นที่เชอร์ลี่ย์ออกแบบ แต่ละชิ้นก็จะมีเรื่องราว มีความฝันและจินตนาการของเชอร์ลีย์ใส่ลงไปด้วย ทำให้เครื่องประดับที่เชอร์ลีย์ออกแบบจึงผลิตออกมาแค่แบบละชิ้นสองชิ้น เพราะเชอร์ลีย์อยากให้ลูกค้าที่สวมใส่เครื่องประดับรู้สึกว่าเขาเป็นคนพิเศษจริงๆ “
จิวเวอรี่ดีไซเนอร์สาวสวย ยังเล่าถึงความประทับในอาชีพของตัวว่า เมื่อไม่นานมานี้ พระราชินีแห่งมาเลเซีย ได้เสด็จฯมาทรงเยี่ยมชมร้าน Shirley Gems และทรงชื่นชอบผลงานการออกแบบของเธออย่างมาก ทรงเลือกซื้อเครื่องประดับจากร้าน Shirley Gems มากถึง 30 ชิ้น และหลังจากนั้นไม่นาน เชอร์ลี่ย์ ก็ได้รับลายพระหัตถ์ชื่นชมส่งมาที่ร้าน Shirley Gems อีกด้วย
หลังจากที่ Shirley Gems กลายเป็นแบรนด์ที่ถูกอกถูกใจผู้หญิงเมืองกรุง มานานกว่า 3 ปี เชอร์ลี่ย์ จึงอยากเปิดโอกาสให้หนุ่มๆ ที่ชอบสวมใส่เครื่องประดับบ้าง เธอจึงได้คืนชีพให้กับแบรนด์ “Philter” อีกครั้ง โดยเปิดร้านใหม่ที่ตึก Eight ทองหล่อ ด้วยคอนเซปต์แบรนด์ที่ว่า “การมีเครื่องประดับอยู่บนร่างกาย ก็เหมือนกับการเสริมสร้างความมั่นใจอย่างหนึ่ง” ซึ่ง Philter นั้นแปลว่า ยาเสน่ห์ และความมั่นใจนั้นก็เปรียบเสมือนกับยาเสน่ห์ นั่นเอง
“Philter จะมีกลุ่มเป้าหมายจะอยู่ที่หนุ่ม-สาววัยทำงาน ที่รักการแต่งตัว และชื่นชอบงานดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งงานทุกชิ้นของ Philter จะเน้นในเรื่องของงานดีไซน์และคุณภาพ เชอร์ลี่ย์จะควบคุมการผลิตทุกขั้นตอน และใช้วัสดุคุณภาพสูง เพื่อให้ได้งานที่มีความพิถีพิถัน และมีเอกลักษณ์เฉพาะภายใต้แบรนด์ Philter ซึ่งสามารถใส่ได้ในทุกโอกาส และในยามที่ต้องการความมั่นใจ”
แม้จะมีแบรนด์ของตัวเองอยู่แล้วถึง 2 แบรนด์ แต่จิวเวอรี่ดีไซน์เนอร์สาวสวยคนเก่งคนนี้ ยังบอกว่าน้อยไป เพราะเร็วๆ นี้ เชอร์ลี่ย์ กำลังจะเปิดตัวน้องใหม่ของ Philter ในชื่อ “Philter Love Story” ซึ่งเกิดจากแรงบันดาลใจจากเรื่องราวนิทานความรักสุดคลาสิกที่ทั่วโลกต่างยอมรับ ไม่ว่าจะเป็น ซินเดอเรลล่า สโนไวท์กับคนแคระทั้ง 7 และอีกหลากหลายเรื่องราว เป็นการการันตีฝีมือของสาวคนนี้ได้อย่างดีว่าเธอเป็น “คลื่นลูกใหม่” แห่งวงการเครื่องประดับที่ไฟแรงเหลือล้น
ข้อมูล แนวหน้า
ภาพประกอบ Shirley Jewelry
12/08/2552 |
Posted in
Database,
December09,
Design,
designer,
Library
|
Read More »
พักหลังๆนี้ดาราฮอลีวูดขยันออกจิวเวลรี่ไลน์ของตัวเองกันมากมาย ล่าสุด Brad Pitt และ Angelina Jolie ก็สร้างปรากฏการณ์ให้วงการจิวเวลรี่ด้วยการออกแบบเครื่องประดับให้กับ Asprey ในคอลเลคชั่น The Protector ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากครอบครัวของทั้งคู่นั่นเอง โดยรายได้จากการจำหน่ายจะมอบให้กับโครงการเพื่อการศึกษาของเด็กในประเทศที่ประสบปัญหาเรื่องการความขัดแย้งทางการเมืองและภัยธรรมชาติ ซึ่งร่วมก่อตั้งโดย Angelina Jolie ในปี 2006
คอลเลคชั่นนี้ ประกอบด้วยแหวนรูปงูฝังเพชรสีขาวและสีดำที่มีดวงตาเป็นมรกต กำไลข้อมือ ต่างหู จี้ และกระดุมเสื้อสูทสำหรับผู้ชาย โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 525 เหรียญสหรัฐ เริ่มจำหน่ายตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนในร้าน Asprey ซึ่งมีสาขาอยู่ในลอนดอน นิวยอร์ค เบเวอรี่ ฮิลล์ โตเกียว และดูไบ
ข้อมูลและภาพ Jewelry.com
11/28/2552 |
Posted in
Accessories,
Celebrity,
Design,
designer,
diamond,
emerald,
News,
November09
|
Read More »
แม้ “Gempeace by Chuchai” ชื่อนี้จะได้รับการตอบรับจากไฮโซชาวไทยและลูกค้าต่างชาติในเรื่องความหรูเริ่ด อลังการ และ ไม่ธรรมดา ทั้งในแง่ของคุณภาพและดีไซน์ แต่สำหรับ ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ ผู้ที่ปั้นแบรนด์นี้มากับมือกลับมองว่า ร้านเพชร Gempeace by Chuchai ทั้ง 2 สาขา ที่ดิเอ็มโพรเรี่ยม และเพนนินซูล่า พลาซ่า อาจจะยังไม่ได้ตอบโจทย์คนอยากมีเฟอร์นิเจอร์หรูไว้ประดับกายบางกลุ่ม นี่เองจึงเป็นที่มาของร้านเพชรที่เป็นในลักษณะของสแตนอะโลน ที่ชื่อ Chuchai Gempeace และ C2 by Chuchai เอาใจคนรักเครื่องประดับที่ชอบดีไซน์ แปลกใหม่ ไม่ซ้ำใคร แต่ราคาสบายกระเป๋า
ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ เล่าว่า Gempeace by Chuchai ให้ประสบการณ์ในการทำธุรกิจกับเขาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่อาจจะยังไม่ครอบคลุม ด้วยดีไซน์และมูลค่าของเครื่องประดับที่ขายอยู่ในร้านเจ็มพีซล้วนแต่เป็นของชิ้นใหญ่และราคาสูง ทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะการสร้างเงินหมุนเวียนในแต่ละเดือน และการขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มใหม่ที่มีกำลังซื้อรองลงมา หรือกลุ่มที่มีกำลังซื้ออยู่แล้วแต่ติดด้วยดีไซน์
"ลูกค้าของ Gempeace มากกว่า 90% กลับมาซื้อซ้ำแต่ด้วยมูลค่าต่อชิ้นที่สูงทำให้การตัดสินใจซื้ออาจช้า เฉลี่ยต่อปีต่อคนอยู่ที่ประมาณ 3 ครั้ง" แต่ถ้าเป็น C2 โอกาสที่ลูกค้าจะซื้อมีบ่อยกว่ามากถึง 25-30% คิดเป็นตัวเงินก็น่าจะมีเงินหมุนเวียนในร้านเดือนละไม่ต่ำกว่า 2-3 ล้านบาท"
นอกจากนี้จากนี้ ชูชัย ยังบอกอีกว่าข้อจำกัดของการเปิดร้านเพชรสำหรับเขาคือ ทำเล ที่ถ้าไปอยู่ในห้างสรรพสินค้าก็มักจะถูกจัดอยู่ในทำเลที่ที่ไม่ค่อยมีคนเดิน ซึ่งเขาตั้งข้อสังเกตเองว่าอาจเป็นด้วยเพราะตัวสินค้าเองที่ค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม และมีราคาสูง
หากเป็นในลักษณะของตู้โชว์ซึ่งอาจได้ทำเลที่ดีกว่า แต่ก็มักจะถูกคิดค่าเช่าพื้นที่เป็นส่วนแบ่งจากยอดขาย กลายเป็นต้นทุนที่แพงเกินความจำเป็น และที่สุดหากเลือกวิธีนี้ก็จะทำให้ต้นทุนขายสินค้าต่อชิ้นต้องแพงขึ้นไปด้วย
“หากต้องจ่ายส่วนแบ่งจากยอดขายที่สูงถึง 40% ต่อให้เราขายของแพงขึ้น 3 เท่า ยังได้ส่วนแบ่งน้อยกว่าห้างเลย” ชูชัย กล่าวพร้อมกับอธิบายเชิงตัวเลขว่า หากต้นทุนสินค้าอยู่ที่ 50 บาท แล้วตั้งราคาขายที่ 200 บาท จ่ายค่าพื้นที่ให้ห้างฯ 80 บาท ขณะที่ค่าไอเดียและงานฝีมือของเขาได้เพียง 70 บาท เท่ากับว่าเขายังคงน้อยกว่าห้างสรรพสินค้าอยู่ดี
ขณะที่ร้านในลักษณะสแตนอะโลนเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าเช่าที่ชัดเจน และที่สำคัญไม่แพงเท่า “ถ้าทำเลดีและส่วนแบ่งที่ต้องจ่ายให้กับทางห้างสรรพสินค้าไม่แพง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เลือก แต่สิ่งที่กำลังทำอยู่นี้ถือได้ว่าเป็นอีกปรากฏการณ์ของร้านเพชรในเมืองไทย”
วันนี้ Chuchai Gempeace และ C2 by Chuchai เปิดรับลูกค้าย่านเอกมัย-รามอินทรามาได้ประมาณ 5 เดือนแล้ว ซึ่งกระแสตอบรับชูชัยบอกว่าเป็นที่น่าพอใจ และในเดือนสิงหาคมคาดว่าที่จะเปิดสาขา 2 ที่เจอเวนิวรัชโยธินได้ ภายใต้งบประมาณไม่เกิน 100 ล้านบาท
และมีแผนที่จะขยายให้ได้อย่างน้อย 10 สาขา ในอีก 3 ปี โดยจะโฟกัสที่ C2 by Chuchai เป็นหลัก เพราะเชื่อว่ากำลังซื้อกลุ่มนี้ยังมีมากในตลาด เพียงแต่ต้องตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าให้ได้ เบื้องต้นมีแนวคิดว่านอกจากในส่วนของงานดีไซน์ผลิตภัณฑ์แล้ว ยังเตรียมที่จะดีไซน์การตกแต่งร้านให้เป็นสไตล์เมืองต่างๆ ในย่านเอเชีย อาทิเช่น จีน อียิปต์ ไทย
ขณะที่งบประมาณการตลาดเพื่อสร้างกระแส Chuchai Gempeace และ C2 by Chuchai อยู่ที่ประมาณ 30 ล้านบาท สำหรับสิ่งที่ ชูชัย เลือกนำเข้ามาใช้กับ C2 by Chuchai คือ สามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวันทั่วไป ราคาระดับที่จ่ายได้โดยใช้ไอเดียและดีไซน์เข้ามาช่วย ทำให้ลูกค้ายังคงได้คุณภาพของสินค้าเทียบเท่า Chuchai Gempeace หรือ Gempeace by Chuchai เพียงแต่ลดขนาดลงเพื่อให้เหมาะกับความต้องการกลุ่มเป้าหมาย
พร้อมกันนี้ยังนำเรื่องของบริการในร้านและหลังการขาย เข้ามาสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า อาทิเช่น มารยาทของพนักงานขายในร้าน ใบรับรองคุณภาพสินค้าที่ออกให้กับลูกค้าเฉพาะบุคคล
ในอนาคตเตรียมที่จะนำเรื่องระบบ GPRS เข้ามาช่วยในเรื่องของการตรวจเช็คสินค้าและจัดเก็บ เพื่อให้ลูกค้ามีความสะดวกใจในการเลือกชมสินค้ามากขึ้น นอกจากในเรื่องของการจัดวางสินค้าที่แบ่งเป็นโซน ตามบุคลิกของลูกค้า อาทิเช่น กลุ่มเครื่องประดับเพชรดีไซน์มาตรฐาน คลาสสิก กลุ่มนี้จะใส่ได้ทุกวัน ไม่ล้าสมัยหรือหวือหวามากนัก และกลุ่มเครื่องประดับงานอาร์ต ที่เน้นดีไซน์หวือหวา และนำเทรนด์แฟชั่นที่กำลังฮิตมาเป็นส่วนหนึ่งของงานดีไซน์
“เหล่านี้จะทำให้ร้านเพชรบายชูชัย เป็นได้เหมือนกับซูเปอร์มาร์เก็ต ที่มีทุกอย่างให้เลือกช้อป อย่างสะดวกสบาย ตามสไตล์ของแต่ละบุคคล”
โอกาสธุรกิจทางความคิดของ ชูชัย ไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ เขายังแผนที่จะขายไลน์สินค้าหลังปั้นแบรนด์ C2 by Chuchai ติดตลาดและมีสาวกพันธุ์แท้แล้วระดับหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งเป้าไว้ที่หากสามารถเปิดร้านC2 by Chuchai ได้สักประมาณ 5 สาขา
C2 by Chuchai แบรนด์นี้จะถูกต่อยอดไปสู่สินค้าและบริการอื่น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่ม บิวตี้ และที่สุดของการปั้นแบรนด์ครั้งนี้คือ ผู้นำเทรนด์และกำหนดทิศทางแฟชั่นเครื่องประดับในประเทศไทย
ข้อมูล FashionBiz
11/25/2552 |
Posted in
Accessories,
C2 by Chuchai,
Database,
Design,
designer,
Fashion,
Library,
November09
|
Read More »
Kirstie Kelly ดีไซน์เนอร์เสื้อผ้าชั้นสูง ซึ่งผลงานส่วนใหญ่ของเธอจะเป็นการออกแบบชุดแต่งงานที่ได้รับแรงบันดาลใจมากจากเจ้าหญิงในเทพนิยาย รวมถึงเจ้าหญิงในการ์ตูนคลาสสิคอย่างการ์ตูนของ Disney
และก็เหมือนๆกับดีไซน์เนอร์หลายๆคนค่ะ ที่หลังจากประสบความสำเร็จกับการออกแบบเสื้อผ้าแล้ว ก็จะเพิ่มไลน์ accessories ของตัวเองขึ้นมาด้วย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้ครบถ้วนมากขึ้น Kelly จึงได้ออกแบบแหวนหวั้นและแหวนแต่งงานภายใต้แบรนด์ "Kirstie Kelly for Disney by Mouawad" ซึ่งคอลเลคชั่นแรกนี้ได้เปิดตัวไปในงาน Bridal Fashion Week เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ณ โรงแรม Intercontinental Barclay ในนิวยอร์ค ประกอบด้วยแหวนหมั้นและแหวนแต่งงานที่เข้าคู่กัน 6 ชุด ซึ่งแน่นอนว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากเจ้าหญิงของ Disney ได้แก่ Cinderella, Snow White , Sleeping Beauty , เจ้าหญิง Jasmine จาก Aladdin, Ariel จาก The Little Mermaid และ เงือกน้อย Belle จาก Beauty and the Beast
Belle - ได้รับแรงบันดาลใจจาก Belle ในเรื่อง Beauty and the Beast ประดับด้วยเพชรเหลี่ยมกุหลาบซึ่งเปรียบได้กับ Belle นางเอกของเรื่อง
แหวนคอลเลคชั่นนี้มีความพิเศษที่ลูกค้าสามารถเลือกเพชรเองได้ ราคาจำหน่ายจึงเป็นราคาเฉพาะตัวเรือน ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1,200 – 6,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ มีจำหน่ายที่ร้านตัวแทนจำหน่ายของ Kirstie Kelly ทั่วสหรัฐอเมริกา และทางเวบไซต์ Mouawad
ข้อมูลและภาพประกอบ National Jeweler, DisneyBridal.com
10/23/2552 |
Posted in
Design,
designer,
diamond,
Fashion,
News,
October09,
Wedding Ring
|
Read More »
เลล่าร์ “Leila” เป็นแบรนด์เครื่องประดับ ที่เกิดขึ้นจากน้องรั้วมหาวิทยาลัยชื่อดัง ที่ต้องเริ่มต้นการทำงานด้วยการก้าวเข้าสู่การเป็นเถ้าแก่หน้าใหม่ หลังจากเรียนจบ เพราะด้วยเศรษฐกิจที่รัดตัว ทำให้การหางานทำในช่วงนี้ เป็นไปค่อนข้างยาก การสร้างอาชีพของตนเองน่าจะเป็นทางออกที่ดี
บุณวรา วรรณพิน (เตย) และ ลัษมณ ผาติพิพัฒน์ (เบล) เล่าว่า หลังจากเรียนจบคณะสถาปัตยกรรม สาขาวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตนเองและเพื่อนอีก 2 คน “ภูริตา ธิติกุลมาศ” และ “ธนวรรณ ธนากรพิพัฒนกุล” ได้ออกแบบเครื่องประดับที่ทำจากทองเหลืองและอะคริลิก ออกมาจำหน่าย ภายใต้แบรนด์ “เลล่าร์”
สาเหตุที่เลือกวัสดุทั้ง 2 ชนิด เพราะในตลาดยังไม่มีคนให้ความสนใจกับการเลือกวัสดุดังกล่าวมาใช้ทำเครื่องประดับ โดยเริ่มต้นจากการนำทองเหลืองมาใช้ก่อน เพราะทองเหลืองนั้นมีความแข็งแรงทนทาน และราคาถูก เนื่องจากเราเพิ่งเริ่มทำธุรกิจ จำเป็นต้องเลือกใช้วัสดุที่ราคาไม่แพง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงิน หรือทอง ทองเหลืองจะราคาถูกหลายสิบเท่า ทำให้เราไม่ต้องใช้ทุนในการทำงานสูงมากนัก และจำหน่ายได้ง่ายเพราะราคาไม่แพง และทองเหลืองยังสามารถนำชุบให้เกิดสีตามที่ต้องการได้
“การผลิตเครื่องประดับเลล่าร์ขายในครั้งนี้ เราไม่ได้มีเงินทุนมากนัก เพราะเราใช้เงินเก็บสะสมของทุกคนในระหว่างเรียนมาใช้เป็นต้นทุนในการทำงาน ซึ่งในช่วงเริ่มต้นได้ใช้เงินไปแล้วประมาณ 20,000 บาท และยังไม่คิดว่าจะคืนทุนเมื่อไหร่ เพราะช่วงนี้เป็นเพียงแค่เริ่มต้น ยังต้องใช้ทุนเพื่อการขยายตลาดและการพัฒนาการผลิต และก็คงต้องดูผลตอบรับจากลูกค้าด้วย”
ในส่วนของเครื่องประดับที่ทำจากอะคริลิกเช่นเดียวกัน คือ ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน และเป็นวัสดุที่ราคาถูก หาซื้อได้ทั่วไป งานทุกชิ้นจะเน้นขายงานดีไซน์ที่แปลกใหม่ ซึ่งในคอลเลคชั่นแรกนี้ ได้แนวคิดมาจากการนำของใช้ที่อยู่รอบตัวมาใช้ออกแบบเป็นเครื่องประดับในรูปของสร้อย ไม่ว่าจะเป็นแว่นตา กุญแจ หมวก กระเป๋า ฯลฯ
ส่วนช่องทางการจัดจำหน่าย เริ่มจากการออกงานแสดงสินค้าตลาดนัดนักออกแบบ ในงานปล่อยแสง ที่ศูนย์แสดงสินค้า TCDC ที่ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม และยังได้ร่วมออกงานแสดงสินค้ากิ๊ฟแอนด์พรีเมี่ยม ที่จัดโดยสมาคมของขวัญของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน ซึ่งจัดที่เดอะมอลล์บางกะปิ ที่ผ่านมา ส่วนแผนในอนาคตมีโครงการที่จะนำสินค้าไปวางขายในร้าน Loft ที่สยามดิสคัฟเวอรี่ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการนำสินค้าไปแนะนำ และการขายผ่านทางเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องการขายสินค้าด้านงานออกแบบ และอยู่ในระหว่างการทำเว็บไซต์ของตนเอง
การขายผ่านทางเว็บไซต์ที่เป็นเว็บขายสินค้านานาชาติ เป็นช่องทางหนึ่งช่วยให้ลูกค้าจากทั่วโลกได้รู้จักเรา และเป็นช่องทางในการขยาตลาดต่างประเทศได้ ซึ่งปัจจุบันผู้ผลิตสินค้าหน้าใหม่ ที่ขายงานดีไซน์เช่นเดียวกับเราก็ใช้วิธีการดังกล่าวนี้เช่นกัน
ส่วนการตั้งราคาขาย ให้ความสำคัญกับเรื่องของการขายความคิด พอกับต้นทุนในเรื่องของวัสดุ ซึ่งเชื่อว่าถ้าลูกค้าพึ่งพอใจ ราคาก็ไม่น่าจะเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจซื้อ ซึ่งราคาของเราก็ไม่แพงเป็นราคาที่สมเหตุสมเหตุ โดยราคาเครื่องประดับทองเหลืองเริ่มต้นที่ 590 บาท ขึ้นไป ส่วนสร้อยที่ทำจากอะคิลิก ราคา 250 บาท รูปแบบของเครื่องประดับประกอบไปด้วย สร้อย แหวน สร้อยข้อมือ เข็มกลัด ต่างหู ฯ โดยได้มีการออกแบบมาแล้วทั้งหมดกว่า
“จุดเด่นของเราอีกอย่างหนึ่งคือ แต่ละแบบจะทำออกมาไม่ให้ซ้ำกันมากนัก เพื่อว่าลูกค้าจะได้สินค้าที่ไม่ซ้ำกับใคร ในส่วนของคอลเลคชั่นที่ทำจากอะคิลิก ผสมผสานกราฟฟิค กับศิลปะเข้าด้วยกัน ทำให้งานออกมาดูมีมิติ เป็นสามมิติ ซึ่งในส่วนของแบรนด์เลล่าร์นั้น ไม่ได้ติดอยู่ที่ตัววัสดุต้องเป็นทองเหลือง หรือ อะคิลิก แต่เราจะให้ความสำคัญกับงานดีไซน์”
สำหรับกลุ่มลูกค้าเป็นคนรุ่นใหม่ที่ชอบการแต่งตัวทันสมัย และสนใจงานดีไซน์ที่แปลกใหม่ ซึ่งที่ผ่านมาลูกค้าของเราจะมีอยู่ทุกกลุ่ม แต่ส่วนใหญ่จะเป็นวัยเริ่มต้นทำงาน เพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ ส่วนวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา เป็นกลุ่มเป้าหมายของเราเช่นกัน แต่จากยอดขายในกลุ่มนี้ยังไม่มากเพราะเป็นกลุ่มที่ยังไม่มีรายได้
ในส่วนของขั้นตอนการผลิตของทองเหลือง และอะคริลิก จะแตกต่างกันมาก การผลิตชิ้นงานที่เป็นทองเหลือง จะต้องขึ้นรูปด้วยมือทุกขั้นตอน ทำให้การทำงานแต่ละชิ้นต้องใช้เวลา เป็นเหตุผลให้งานทองเหลืองมีราคาแพง ในขณะที่งานอะคริลิกสามารถขึ้นรูปได้ครั้งละจำนวนมากๆ จากการใช้เลเซอร์คัท มาเป็นตัวตัด และนำมาประกอบที่ละชิ้นจนได้ออกมาเป็นชิ้นงานดังกล่าว
“การรวมตัวกันมาทำตรงจุดนี้ เกิดขึ้นมาจากเราต้องการมีกิจการเป็นของตัวเอง เพื่อสะสมประสบการณ์ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเข้าไปเป็นลูกจ้างในบริษัท หรือ การจะลงทุนทำธุรกิจของตัวเองอย่างจริงจังมากกว่า ซึ่งการเริ่มต้นธุรกิจครั้งนี้จะเป็นงานอดิเรก หรือเป็นงานประจำในอนาคตก็ต้องขึ้นอยู่กับการตอบรับของลูกค้าว่ามีมากน้อยแค่ไหนด้วย”
โทร.08-6052-5888
ข้อมูลและภาพประกอบ ASTVผู้จัดการออนไลน์
10/01/2552 |
Posted in
Accessories,
Design,
designer,
Fashion,
News,
October09
|
Read More »

Matina Amanita เป็นไลน์เครื่องประดับที่แยกจากแบรนด์เสื้อผ้า
Sretsis อย่างชัดเจน มุ่งเป้าหมายบุกตลาดเครื่องประดับในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และขยายช่องทางการจัดจำหน่ายในไทยและทั่วโลก ก่อตั้งโดยสามพี่น้อง คล้ายเดือน-มทินา-พิมพ์ดาว "สุขะหุต" โดยมีพิมพ์ดาวที่พกดีกรีจาก Parsons สถาบันสอนออกแบบแฟชั่นในสหรัฐอเมริกาเป็นดีไซน์เนอร์ ซึ่งการที่มทินาได้ร่ำเรียนมาทางด้านโปรดักต์ดีไซน์ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนย้ายไปเรียนต่อด้านเครื่องประดับที่ประเทศอังกฤษ จึงทำให้เธอสามารถออกแบบเครื่องประดับ Matina Amanita ออกมาภายใต้คอนเซปต์ที่ชัดเจนและแตกต่าง มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง
"แอ้รู้สึกดีใจมากที่เราได้เรียนทั้ง 2 อย่าง เพราะแอ้ไม่ได้มองตรงไปที่เครื่องประดับในแบบที่มันควรจะเป็น การได้เรียนโปรดักต์ดีไซน์ทำให้เรากล้าเอาอะไรที่ไม่ใช่เครื่องประดับมาปรับเปลี่ยนให้เป็นเครื่องประดับ หัวแอ้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ว่าเครื่องประดับต้องมีโครงแบบนี้ มีเพชรพลอยใส่เข้าไปก็เป็นเครื่องประดับ แอ้มองกว้างกว่านั้น อย่างพื้นฐานแอ้จะเกี่ยวกับการทำเฟอร์นิเจอร์ก็เอาเทคนิคการฉลุไม้เข้ามา ซึ่งมันจะมีความดิบ เพราะคนทำเครื่องประดับเขาจะทำอะไรละเอียดอ่อน บางครั้งมันอาจจะยังไม่ค่อยลงตัวแต่พอหาวิธีไปเรื่อยๆ ก็สามารถทำได้และเป็นอะไรที่ดูแปลกตา
แบรนด์ Matina Amanita เริ่มต้นในปี 2548 หลังจากมีประสบการณ์ในการร่วมออกแบบเครื่องประดับให้กับแบรนด์ Sretsis ในนาม Matina For Sretsis นานประมาณ 3 ปี ซึ่งหลังจากเปิดตัว Matina Amanita อย่างเป็นทางการในปลายปี 2548 จึงได้เปลี่ยนชื่อ Matina For Sretsis เป็น Matina Amanita for Sretsis ด้วย โดยสาเหตุที่เลือกใช้คำว่า Amanita ซึ่งเป็นชื่อเห็ดต่อท้าย เพราะเห็นว่าคล้องจองกับคำว่า Matina และส่วนตัวเธอเองก็ชื่นชอบเห็ดมาก อีกทั้งยังให้ความรู้สึกว่าสอดคล้องกับแบรนด์ของเครื่องประดับที่มีชื่อเสียงอื่นๆ ซึ่งนิยมตั้งชื่อด้วยคำ 2 คำ
คอลเลคชั่น Globelsetter ที่สร้างชื่อเสียงให้ Matina Amanita เป็นคอลเลคชั่นที่ได้แรงบันดาลใจของสถาปัตยกรรมคลาสสิกจากทั่วโลก มุ่งเน้นที่แหวนสไตล์ Cocktail Rings 10 รูปแบบ ประกอบด้วย Paris-Chambres de Bonne, Tokyo-Shibuya Triangle, NewYork -Manhattan, Moscow-Candy Castles, London- The Pub, Barcelona-Gaudi’s Magic I&II, New Delhi-Golden TAJ, Bangkok- Bangkok Mascot, Sydney” Bondi Beach
จาก Vouge.co.uk
สำหรับจุดเด่นของ Matina Amanita นั้น การออกแบบ มีคอนเซ็ปต์ที่ชัดเจนแตกต่าง มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ประกอบกับผสมผสานความหรูหราและความเป็นเด็กได้อย่างลงตัว ทำให้เป็นเครื่องประดับที่สามารถใส่ได้ในทุกโอกาส โดยแนวทางการออกแบบจะมาจากเรื่องราวและเสน่ห์ของสิ่งแวดล้อมรอบข้าง อาทิ ธรรมชาติ หนังสือ ภาพยนตร์ เสียงเพลง สถาปัตยกรรม
"เครื่องประดับของแอ้จะเหมาะกับผู้หญิงที่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร เป็นงานที่มันแปลกตาไม่เหมือนใครแต่ก็ไม่เพอร์เฟกต์ มันเกิดจากว่าเมื่อก่อนเราไม่รู้จะไปซื้อเครื่องประดับที่ไหนใส่ เพราะรู้สึกว่าบางครั้งอยากจะใส่อะไรที่มันเป็นเพชรพลอยแต่ก็ไม่ได้อยากให้ดูซีเรียสที่ใส่แล้วต้องไปออกงานเท่านั้น คืออยากให้เป็นอะไรที่ใส่ได้ทุกวันแต่ก็ยังมีความหรูหราเข้ามา เช่น สามารถใส่กางเกงขาสั้นกับแหวนเพชรได้ เอาความธรรมดาของทุกวันมาเพิ่มให้มันดูสนุกขึ้นและเป็นทางการขึ้น"
ลูกค้าของ Matina Amanita แบ่งเป็น คนไทย 60% และชาวต่างชาติ 40% โดยกลุ่มเป้าหมายของสินค้าคือ ผู้หญิงทันสมัย อายุ 25 ปีขึ้นไป ราคาของเครื่องประดับ 5,500-160,000 บาท ส่วน Matina Amanita For Sretsis มีกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้หญิงทันสมัย อายุ 16-30 ราคาของเครื่องประดับ 2,500-9,000 บาท โดยการตอบรับของ Matina Amanita ได้รับความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยในช่วงปีแรกของการเปิดตัว Matina Amanita มีสัดส่วนรายได้ 20% ของ ยอดขายรวมของ Sretsis
สามารถชมผลงานทั้งหมดได้ที่ http://www.sretsis.com และ http://www.matinaamanita.com
ข้อมูล FashionBiz, สยามธุรกิจ
9/15/2552 |
Posted in
Accessories,
Database,
designer,
Fashion,
Matina Amanita,
September09,
Sretsis
|
Read More »
งานนี้รวบรวมผลงานชิ้นเอกหายากกว่า 350 ชิ้นมาจัดแสดงที่พาเลซ มิวเซียม พิพิธภัณฑ์ภายในพระราชวังต้องห้าม กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 5 ก.ย.- 22 พ.ย.นี้
เครื่องประดับคาร์เทียร์เป็นหนึ่งในแบรนด์ดังชื่อก้องโลก ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 160 ปี อีกทั้งยังผูกพันอย่างลึกซึ้งกับอารยธรรมมากมายนับไม่ถ้วน และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาจิวเวลรี่ชั้นสูงให้เป็นตำนานระดับโลก ล่าสุดคอลเลกชั่นชิ้นมาสเตอร์พีซที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของ Cartier ซึ่งรังสรรค์ขึ้นจากฝีมือสุดประณีตวิจิตรงดงามของช่างฝีมือชั้นสูง ได้ถูกนำมาจัดแสดงเป็นนิทรรศการ Cartier Treasures King of Jewellers, Jewellers to Kings ณ พาเลซมิวเซียม พิพิธภัณฑ์ภายในพระราชวังต้องห้าม กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 5 ก.ย. นี้ ถึง 22 พ.ย.2552
นิทรรศการครั้งนี้จะจัดแสดงผลงานชิ้นเอกหายากของคาร์เทียร์กว่า 350 ชิ้น จากจำนวน 1,360 ชิ้น ในชุด "เดอะ คาร์เทียร์ คอลเลกชั่น" เป็นคอลเลกชั่นที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมแต่ละยุคสมัย โดยเมื่อ 25 ปีที่แล้วทางแบรนด์คาร์เทียร์เริ่มไล่ซื้อคอลเลกชั่นเหล่านี้กลับคืนมา ผ่านการประมูลใหญ่ๆ และขอซื้อคืนจากเจ้าของโดยตรงเพื่อนำมาอนุรักษ์ในมิวเซียม
ชิ้นล้ำค่าเหนือกาลเวลาที่นำมาจัดแสดงในพระ ราชวังต้องห้าม มีอาทิ เอกสารจดหมายเหตุอายุเก่าแก่นับร้อยปี ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งคาร์เทียร์เรื่อยมาจนถึงผลงานชิ้นเอก ที่รังสรรค์ขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ไม่ว่าจะเป็น เครื่องประดับจิวเวลรี่ มงกุฎ และเทียร่าของราชวงศ์ต่างๆ ซึ่งถูกนำมาร้อยเรียงประกอบการจัดแสดงเอกสารทางประวัติศาสตร์ เพื่อถ่ายทอดความผูกพันที่พระราชวงศ์ยุโรปทรงมีต่อแบรนด์คาร์เทียร์ โดยเฉพาะในยุคของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งอังกฤษ ซึ่งเป็นยุคเฟื่องฟูสุดๆของ "เทียร่า" และคาร์เทียร์ได้มีโอกาสถวายงานอย่างใกล้ชิด จนกลายเป็นที่มาของสมญานาม "King of Jewellers, Jewellers to Kings" คือ ราชาแห่งอัญมณี และอัญมณีที่คู่ควรแด่องค์ราชา
ส่วนหนึ่งของคอลเลกชั่นประวัติศาสตร์ในนิทรรศการครั้งนี้ ยังรวมถึงเครื่อง ประดับทำจากอัญมณีหายาก นาฬิกาเรือนคลาสสิก เครื่องบอกเวลาอันทรงคุณค่าเช่น "mystery clocks" อันลือลั่นของคาร์เทียร์ นอกจากนี้ ยังมีสิ่งของและเครื่องประดับชิ้นพิเศษอีกมากมาย รวมถึงกล่องเครื่องสำอางของสุภาพสตรี ซองใส่ บุหรี่ และอุปกรณ์เครื่องเขียน และไหนๆก็เดินทางไปจัดแสดงถึงแดนมังกรแล้ว ทางคาร์เทียร์จึงเอาใจด้วยการนำเสนอคอลเลกชั่น ที่รังสรรค์ขึ้นจากอิทธิพลของแดนมังกร ทั้งเครื่องเคลือบแล็กเกอร์-แวร์, เทคนิคฝังมุกหยกโบราณ, การแกะสลักภาพ และคำจารึกรูปองค์เทพหรือสัตว์ในตำนานจีน ซึ่งครีเอตขึ้นจากฝีมือของช่างอัญมณีชั้นสูง ผลงานเหล่านี้ช่วยยืนยันถึงความผูกพันระหว่างคาร์เทียร์กับโลกตะวันออกไกล ที่มีมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 ได้เป็นอย่างดี
ข้อมูลและภาพ ไทยรัฐ
9/06/2552 |
Posted in
designer,
diamond,
Event,
Fashion,
News,
September09
|
Read More »

จิวเวลรี่แนวดีไซน์ “Gavang” ขายดีในกว่า 20 ประเทศทั่วโลก กระทั่งเสียงยอมรับของผู้คร่ำหวอดในวงการออกแบบด้วยกันว่าเป็น “งานเครื่องประดับที่สวยที่สุดในเมืองไทยวันนี้” เพราะคว้ารางวัลออกแบบบนเวทีสากลอย่างต่อเนื่อง นี่คือเส้นทางแบรนด์ Gavang ของ กุลธิรัตน์ มีสายญาติ Manager Director & Design Director ผู้สร้างทางเดินให้ Gavang ตอบโจทย์งานจิวเวลรี่กลุ่มไฮเอ็นด์ได้อย่างงดงาม
แม้เธอจะพกดีกรีสาขาออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แต่ก็ไม่ได้เป็นเจ้าของงานออกแบบในแบรนด์ของตนเองตั้งแต่เริ่มแรก หากแต่สั่งสมประสบการณ์งานออกแบบหลายๆ ด้านให้กับบริษัทเอกชนหลายแห่งและผันตัวเองมาเป็นนักออกแบบอิสระให้กับสินค้าแฟชั่นแบรนด์นำเข้าจากต่างประเทศราว 10 ปี
ทั้งหมดกลั่นเป็นประสบการณ์และมุมมองด้านงานออกแบบแฟชั่นให้กุลธิรัตน์คิดอยากสร้างจิวเวลรี่ในสไตล์ของตวเองที่เน้นความเรียบเท่ โก้เก๋ แบบมีบุคคลิกเฉพาะตัว ใช้เงินและโลหะเป็นตัวเอกของงาน มุ่งจับกลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้หญิงอายุ 25 ปีขึ้นไปที่มีรสนิยมการใช้ชีวิต มีกำลังซื้อสูง โดยกุลธิรัตน์เลือกที่มาของชื่อแบรนด์ Gavang จากชื่อผลไม้จำพวก “มะปราง” ที่หมายถึงเมล็ดพันธุ์และดอกผลที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของเมืองไทยและออกเสียงง่ายในภาษาสากล
และด้วยความที่วางตลาดเป้าหมายไว้ที่กลุ่มไฮเอ็นด์ ทำให้กุลธิรัตน์ต้องมุ่งเน้นสู่การสร้างแบรนด์ในตลาดต่างประเทศที่มีกำลังซื้อสูง โดยมองว่าการนำเสนอผลงานผ่านหน้าต่างของงาน BIG+BIH น่าจะเป็นเส้นทางเริ่มต้นของ SME ที่ไม่เลวทีเดียว
“เริ่มคิดอยากสร้างแบรนด์ช่วยปลายปี 2546 แล้วมาเปิดตัวในงาน BIG+BIH ปี 2548 ออกคอลเลคชั่นแรกทั้งหมดประมาณ 20 คอลเล็กชั่น มีงานอื่นอย่างกระเป๋าและงานแอสเซสเซอรี่เกี่ยวกับแฟชั่นรวมอยู่ด้วยเป็นไลฟ์สไตล์ช็อป เพื่อลองตลาดว่ามีเสียงตอบรับกับอะไรดีกว่ากัน ซึ่งงานเครื่องประดับก็ตรงใจลูกค้าที่สุด และเมื่อพิจารณาในแง่ของการแข่งขันแล้วงานเครื่องประดับมีต้นทุนและจำนวนคู่แข่งที่น้อยที่สุด” เธอเล่าถึงแผนการทำงานในวันเริ่มต้นของ Gavang
เมื่อความชัดเจนจากการโยนหินถามทางปรากฏ จึงทำให้งานออกแบบของ Gavang ที่วางตัวตนชัดเจนในคอนเซ็ปต์เรียบเท่ โก้เก๋ จับกลุ่มเป้าหมายลูกค้ากลุ่มไฮเอ็นด์ได้อยู่หมัด เป็นเท่ากับเป็นการสร้าง Niche Market ส่วนตัวที่มีผู้เล่นน้อยและกำลังซื้อสูง ทำให้การแข่งขันวันนี้มีเพียงการวิ่งหนีตัวเองเพื่อรักษาความโดดเด่นที่แตกต่างในตลาดไว้ให้ได้เท่านั้น และแน่นอนว่า Niche Market ที่กุลธิรัตน์เลือกให้แบรนด์ Gavang หมายถึงตลาดต่างประเทศเป็นสำคัญ ดังนั้นนอกจากการเข้าร่วมแสดงผลงานในงาน BIG+BIH เป็นการเปิดตัวแล้วยังมีงาน Bangkok Gem & Jewelry Fair ที่จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีก็เป็นหน้าต่างที่เธอเลือกเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ๆ ทุกครั้ง และจากเสียงตอบรับที่ดีมากของ Buyer ทำให้แบรนด์ Gavang ถูกสั่งซื้อเพื่อนำเข้าไปจำหน่ายใน 20 ประเทศทั่วโลก และล่าสุดเพื่อให้สามารถเข้าถึงใจผู้สวมใส่อย่างแท้จริง กุลธิรัตน์จึงตัดสินใจเดินทางเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในฝรั่งเศสเมื่อเดือนกันยายน 2551 ที่ผ่านมาเป็นครั้งแรก
“APartOf” Silver Ornament by GAVANG
เครื่องประดับที่มีแรงบันดาลใจจากความห่วงใยธรรมชาติที่ถูกคุกคาม และความอุดมสมบูรณ์บนผืนแผ่นดินที่กำลังลดน้อยลง ผ่านการ ลดทอนรายละเอียด ให้เหลือแก่นแท้และลักษณะเฉพาะที่เรียบ ร่วมสมัยและมีพลัง เส้นสายของแหวนแต่ละวงที่เชื่อมต่อกัน หมายถึง ความร่วมมือในการสร้างความสมบูรณ์ให้ใบไม้อีกครั้งหนึ่ง รูปแบบการประกอบชิ้นงาน เป็นสื่อกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือในการอนุรักษ์ อย่างสร้างสรรค์ ร่วมกันสร้างจิตสำนึกให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติ และการดูแลให้คงอยู่อย่างยั่งยืน
(www.demarkaward.net)
ยังผลให้แบรนด์ Gavang ได้พบกับลูกค้า Retail โดยตรง ซึ่งแตกต่างจาก Buyer ทั่วไปที่พบในงานแสดงสินค้าในเมืองไทยที่ทำหน้าที่เพียงคนกลางนำผลงาน Gavang ไปจำหน่ายปลีกอีกทอดหนึ่ง ซึ่งการได้สัมผัสกับผู้สวมใส่จริง ทำให้กุลธิรัตน์ได้รับทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับผลงานการออกแบบที่สามารถนำมาปรับใช้ในการสร้างผลงานให้ตรงใจผู้ซื้อมากขึ้น รวมถึงได้ข้อมูลถึงทิศทางการตลาดที่น่าสนใจว่ากลุ่มเป้าหมายที่วางไว้แทบไม่ได้รับกระทบสักนิดจากวิกฤติเศรษฐกิจในขณะนี้
“Gavang ไม่ได้ดีไซน์งานออกมาตามเทรนด์แฟชั่น แต่เน้นจุดแข็งในความเรียบเท่ โก้เก๋ แต่มีการปรับเพิ่มฟังก์ชั่นและเลือกใช้วัตถุดิบให้หลากหลายขึ้นจากเดิมที่เราเริ่มที่งานเครื่องเงินก็นำทองเข้ามาใช้บ้าง ใส่ลูกเล่นให้มากขึ้นในขณะเดียวกันก็นำความต้องการของลูกค้ามาปรับให้แง่ของการตลาดไปด้วย อย่านเมื่อก่อนงานของเราจะชิ้นใหญ่กว่างานนี้มาก แต่เมื่อไปทำตลาดในต่างประเทศได้รับทราบจากลูกค้าว่าชอบรูปแบบนี้แต่อยากให้ชิ้นงานเล็กลงก็ทำให้แต่ไม่ทิ้งความมีเอกลักษณ์ของเราไป”
กุลธิรัตน์ กล่าวว่า นักออกแบบมีความเป็นปัจเจกสูง แต่เมื่อทำธุรกิจโจทย์การตลาดเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน การออกแบบดีไซน์ชิ้นงานต้องขายได้ แต่ก็ไม่ใช่งานที่ตอบสนองตลาดอย่างเดียวโดยปฏิเสธตัวตนของเรา เพราะฉะนั้นประสบการณ์จะเป็นครูที่ดีที่สุด ทำให้รู้สึกดีใจที่งานของ Gavang เป็นแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ นักออกแบบรุ่นใหม่หลายคน ซึ่งต้องบอกว่าเส้นทางสายนี้มาจากประสบการณ์และมุมมองหลายๆ ด้าน ซึ่งวันนี้นักออกแบบรุ่นใหม่หลายคนต้องการสร้างแบรนด์ของตัวเองโดยมองว่าการได้รับรางวัลสามารถสร้างแบรนด์ได้ ณ จุดเริ่มต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีแต่ในการสร้างแบรนด์ต้องใช้องค์ประกอบหลายด้านร่วมด้วยเพราะตลาดจะเป็นผู้ตัดสินว่าเราจะประสบความสำเร็จหรือไม่
“ชอบนะที่มีคนวิจารณ์งานของเรา เพราะนั่นคือสิ่งที่ต้องปรับใช้ในการดีไซน์ สิ่งที่งลูกค้าบอกต้องรับฟังและนำมาปรับปรุงเพราะลูกค้าคือคนที่ซื้องานเราไปใช้ ซึ่งการทำงานของดีไซน์เนอร์เมื่อมาเป็นนักธุรกิจจะคิดแตกต่างจากตลาด แต่ในความต่างนั้นต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุด ที่สำคัญต้องโฟกัสลูกค้าของตัวเองให้ชัดอย่าหลงทางเพื่อคุณจะไม่สูญเสียตัวตนและตลาดไปในที่สุด”
นั่นจึงทำให้เห็นได้ชัดจนว่าการลุกขึ้นมาสร้างแบรนด์ของดีไซน์เนอร์ ไม่ใช่เพียงแค่มีคอนเซ็ปต์แต่ต้องผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างศาสตร์ของงานออกแบบและศิลป์ของการมองตลาดเพื่อสร้างที่ยืนของแบรนด์ให้เข้มแข็ง โดยกุลธิรัตน์ย้ำว่าดีไซน์เนอร์ที่เป็นนักธุรกิจต้องเปิดใจให้กว้างสำหรับคำวิจารณ์ในชิ้นงานเพื่อเปิดรับความต้องการของตลาดภายใต้คอนเซ็ปต์ที่ชัดเจนของตัวเอง
ทั้งนี้ การได้รับรางวัลนักออกแบบแห่งปี 2550 สาขาเครื่องประดับโดยมหาวิทยาลัยศิลปากร, รางวัล Prime Minister’s Export Award ในคอนเซ็ปต์แนวอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และรางวัล Good Design Award 2008 โดย Japan Industrial Design Promotion Organization (JIDPO) คงยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า Gavang เป็นที่ยอมรับในด้านการออกแบบเพียงใด และการที่ได้รับความสนใจนำเข้าไปจำหน่ายแล้วกว่า 20 ประเทศทั่วโลก พร้อมๆ กับการออกแบบชิ้นงานได้หลากหลายมากกว่า 20 คอลเล็คชั่นต่อปี ดูเหมือนเป้าหมายการสร้าง Gavang ให้ขยายเข้าไปสร้างแบรนด์ในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่องคงไม่ใช่งานยากเกินไปสำหรับกุลธิรัตน์
ข้อมูล www.iwisdom.co.th
ภาพประกอบ www.iwisdom.co.th / Nation Group
9/05/2552 |
Posted in
Accessories,
Design,
designer,
Fashion,
September09
|
Read More »

ไทยจิวเวลรี่ดีไซน์เนอร์วันนี้ขอเสนอผลงานจิวเวลรี่สุดฮิปที่โด่งดังและได้รับความนิยมจากเหล่าเซเลบในต่างประเทศ ในชื่อแบรนด์ “Disaya” ซึ่งชื่อนี้มาจากชื่อของดีไซน์เนอร์สาวที่เราจะพาไปรู้จัก
ดิษยา ประกอบสันติสุข ตัดสินใจเดินทางไปยังประเทศอังกฤษในปี 1995 ด้วยความรักและหลงใหลในแฟชั่น ทำให้ดิษยาไล่ตามความฝันด้วยการตัดสินใจคึกษาต่อในสถาบันสอนแฟชั่นชั้นนำและเป็นที่รู้จักอย่าง Central Saint Martins college of Art and design หลังจากจบการศึกษา เธอได้รับโอกาสในการเข้าร่วมฝึกงานกับ John Galliano และชนะเลิศผลงานทางแฟชั่นมากมายหลายรางวัลทั้งในลอนดอนและปารีส โดยผลงานอันโดดเด่นของเธอนั้นได้รับการตีพิมพ์ลงในนิตยสารที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ อย่างเช่น Dazed & Confused Tank และ Jalouse อีกด้วย
แรงบันดาลใจของดิษยาในการออกแบบแฟชั่นแต่ละชิ้นนั้น มาจากอิทธิพลของกรุงลอนดอน ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมหรือเอกลักษณ์ต่างๆ โดยถูกสื่อให้เห็นผ่านผลงานทุกๆ ชิ้นของเธอ ซึ่งแสดงถึงความคิดอันสร้างสรรค์แปลกใหม่ ควบคู่ไปกับความเป็นผู้หญิงและความสวยงาม ถึงแม้จะได้รับการเสนอให้เข้าร่วมเข้าทำงาน Alberta Ferretti แต่ดิษยาตัดสินใจที่จะเริ่มหนทางอาชีพทางแฟชั่นของเธอเอง ด้วยการตัดสินใจสร้างแบรนด์ชุดชั้นในแบรนด์แรกของตัวเองภายใต้ชื่อแบรนด์ “Boudoir by Disaya” ซึ่งหลังจากการประสบความสำเร็จของ Boudoir by Disaya ดิษยาได้ตัดสินใจเพิ่ม Product line ของเธอด้วยการผลิตจิวเวลลี่และเสื้อผ้าภายใต้ ชื่อแบรนด์ “Disaya”
ชมผลงานจิวเวลรี่จากการออกแบบของดิษยาได้อีกมากมายที่ Disaya
ข้อมูลและภาพประกอบ ThaiCatWalk, nitrolicious.com
8/26/2552 |
Posted in
Accessories,
August09,
Design,
designer,
Fashion
|
Read More »
เป็นเส้นทางการเติบโตของธุรกิจเล็กๆ ที่ใช้ไอเดียมาผสานกับประสบการณ์ด้านออกแบบ จนกลายมาเป็นแบรนด์เครื่องประดับแบรนด์ เล็กๆ ที่กำลังเติบโตไปในแนวทางของตัวเอง

"Flow" เป็นแบรนด์เครื่องประดับน้องใหม่ที่เพิ่งแจ้งเกิดได้ประมาณ 1 ปี มีจุดเด่นด้านการออกแบบและการเลือกใช้วัตถุดิบในสไตล์ที่ตนเองถนัด ไม่แฟชั่นจ๋า และขณะเดียวกันก็ไม่เก่าหรือโบราณมาก เรียกว่ามีความคลาสสิกอยู่ในตัวสินค้าจะเหมาะกว่า
วไลพรรณ ชูพันธ์ เจ้าของแบรนด์ "Flow" เครื่องประดับมีดีไซน์ เป็นนักออกแบบที่กำลังเริ่มต้นเป็นเถ้าแก่ บอกว่า สไตล์งานออกแบบของตัวเอง จะเป็นแนวร่วมสมัย คือไม่แฟชั่นหรือเกาะติดเทรนด์มาก ขณะเดียวกันก็ไม่โบราณจนเกินไป โดยไอเดียที่ได้จะมาจากสิ่งที่เห็นในงานสถาปัตย์ ทั้งในส่วนของลายเส้นและรูปทรง จากนั้นก็นำมาคิดต่อเป็นงานดีไซน์ของตัวเอง โดยเลือกใช้วัตถุดิบเป็นทองเหลืองชุบทอง รวมถึงงานชุบอื่นๆ เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับตัวสินค้า
ก่อนที่จะมาทำแบรนด์ของตัวเองนั้น วไลพรรณบอกว่า เรียนจบที่ศิลปากร ด้านการออกแบบอัญมณีและเครื่องประดับ จากนั้นก็ไปทำงานเป็นนักออกแบบให้กับบริษัทในกลุ่มบ้านช่างทอง ทำงานด้าน การออกแบบมาตลอด 5 ปี จากนั้นก็มีแนวคิดอยากมีสินค้าเป็นของตัวเอง กอปรกับกรมส่งเสริมการส่งออก ประกาศรับ นักออกแบบหน้าใหม่จึงส่งชิ้นงานเข้าประกวด

"จากนั้นก็ใช้เวทีของกรมส่งเสริมการส่งออกในการบ่มเพาะความรู้ด้านต่างๆ ทั้งเรื่องการออกแบบ การตลาด การตั้งราคา ฯลฯ จนออกมาเป็นแบรนด์ Flow พร้อมกับมีช่องทางการขาย นำมาซึ่งรายได้ที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น"
ช่องทางแรกที่ได้วางสินค้าก็คือ สยามพารากอน "ที่พารากอนจะมีพื้นที่เปิดให้กับนักออกแบบรุ่นใหม่ๆ ได้นำสินค้าเข้าไป โดยมีทั้งเสื้อผ้าและเครื่องประดับ ซึ่ง Flow ก็ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 แบรนด์"
จากช่องทางแรกที่เป็นประตูเปิดให้ลูกค้าได้รู้จักและสัมผัสกับสินค้า วไลพรรณก็มีมุมมองใหม่ๆ ที่เป็นการสร้างโอกาสให้กับตัวเอง โดยการเดินเข้าไปที่ร้านพันตาซึ่งเป็นร้านขายสินค้าของตกแต่งบ้านและ เฟอร์นิเจอร์ในเครือโยธกา เพื่อขอพื้นที่วางสินค้าของตัวเอง นอกจากนี้ก็มีบันยันทรี จ.ภูเก็ต โดยทุกช่องทางเงื่อนไขการวางสินค้าเป็นลักษณะคอนไซน์เมนต์
"การเริ่มต้นธุรกิจแรกๆ สำหรับแบรนด์ที่เพิ่งเกิด การใช้วิธีคอนไซน์เมนต์เป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะจะทำให้เราไม่มีข้อจำกัดในเรื่องการลงทุนด้านช่องทางขาย สามารถมีเวลาที่จะไปพัฒนาสินค้าใหม่เพื่อป้อนให้กับช่องทางต่างๆ ได้ดีและมากขึ้นด้วย" วไลพรรณกล่าวและว่า จากที่มี 3 ช่องทาง เหมือนเป็นโอกาสที่ดีในการพัฒนาสินค้า เพราะทั้ง 3 ช่องทางฐานลูกค้าไม่เหมือนกันเลย คือมีทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติ คนไทยกลุ่มต่างๆ โดยเวลานี้ตนก็พยายามเก็บข้อมูลของลูกค้าแต่ละช่องทาง ว่าเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร เพื่อนำไปพัฒนางานให้ตรงกับกลุ่มลูกค้ามากขึ้น

"โดยสิ่งที่คิดจะทำต่อจากนี้ก็คือ ทำสินค้าที่แตกต่างกัน เพื่อป้อนให้กับช่องทางขายที่แตกต่างกัน เพราะเชื่อว่า ถ้าเราทำสินค้าเหมือนกัน ขายไปในช่องทางขายต่างๆ เจ้าของร้านก็คงไม่อยากได้สินค้าเราไปขาย แต่ถ้าเราทำสินค้าที่แตกต่าง ไม่เหมือนใคร เขาก็คงอยากจะขายสินค้าให้เรามากกว่า รวมถึงตัวเราเองก็จะมีโอกาสได้พัฒนางาน สร้างงานที่แตกต่างเพิ่มมากขึ้นด้วย"
นอกจากนี้ ก็มองโอกาสส่งออกต่างประเทศ โดยเริ่มแนะนำสินค้าในแฟร์ ทั้งในงานบิ๊กแอนด์บิท และงานแสดงสินค้าแฟชั่นและเครื่องหนังของไทย
"งานแรกที่ออกคืองานบิ๊กแอนด์บิท ตอนเดือนตุลาคมปีที่แล้ว และครั้งที่ 2 คืองาน BIFF & BILL 2009 นับเป็นเวทีแห่งการเรียนรู้ที่ดีมาก เฉพาะอย่างยิ่งในการเรียนรู้ลูกค้าเพื่อการต่อยอดในการพัฒนาสินค้า คือพอเราออกงานเราจะรู้เลยว่า กลุ่มลูกค้าต่างประเทศกลุ่มไหนที่น่าจะเป็นโอกาสและชอบสินค้าของเรา" วไลพรรณกล่าวและว่ากรณีสินค้า "Flow" จะมีความโดดเด่นในเรื่องการชุบทอง ซึ่งพอชิ้นงานออกมาเป็นทองที่ชัดเจนนั้น กลุ่มลูกค้ายุโรปจะไม่ชอบงานสไตล์นี้เลย ส่วนกลุ่มที่ชอบสินค้าเราจะเป็นตะวันออกกลาง เป็นกลุ่มแอฟริกามากกว่า โดยสัมผัสได้จากที่เขาเข้ามาสัมผัสและสอบถามสินค้าของเรา ทำให้เรารู้ว่า กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเราน่าจะเป็นใคร การโฟกัสกลุ่มลูกค้าก็จะแคบขึ้น ขณะเดียวกันเราก็ชอบในการที่จะเปิดตลาดกับลูกค้าใหม่ๆ ประเทศใหม่ๆ
ส่วนแผนงานต่อจากนี้ วไลพรรณบอกว่า คงมี 2 บทบาทของตัวเอง คือการเป็นนักออกแบบเพื่อสรรค์สร้างงานภายใต้ แบรนด์ของตัวเอง ที่ทำควบคู่กับการเป็น นักออกแบบที่รับจ้างออกแบบให้กับบริษัทต่างๆ โดยที่ทั้ง 2 บทบาทไม่ได้ขัดแย้งกัน ตรงกันข้ามกับเสริมกันในเรื่องของการกระตุ้นให้มีการสร้างสรรค์ผลงานรูปแบบ ใหม่ๆ ที่แตกต่าง !!!
ข้อมูล ประชาชาติธุรกิจ
8/24/2552 |
Posted in
August09,
designer
|
Read More »
ช่วงนี้มีโอกาสได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับแฟชั่น ทำให้ค้นพบว่า มีดีไซน์เนอร์ไทยอยู่หลายคนเลย ที่มีฝีมือก้าวไกลไปถึงเวทีแฟชั่นระดับอินเตอร์ และเป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติ ซึ่งประวัติของแต่ละคนก็น่าสนใจไม่น้อย และดีไซน์เนอร์แต่ละคนก็มีแนวคิด แรงบันดาลใจ ในการสร้างสรรค์ผลงานที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง โดยจะขอทยอยนำจิวเวลี่ดีไซน์เนอร์ไทยมาแนะนำให้รู้จักกันเป็นระยะๆค่ะ
ไรวินทร์ จิรพลเศรษฐ์ เป็นทั้งเจ้าของร้านจิวเวลรีที่มีการออกแบบเปรี้ยวเก๋ไม่เหมือนใคร ด้วยฝีมือการออกแบบของตัวเอง “เควินทร์ บาย ไรวินทร์” คือชื่อร้านของเขา
ไรวินทร์ คือ ทายาทนักธุรกิจด้านอัญมณีตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่าที่ทำด้านทองคำ ส่งถ่ายธุรกิจมาสู่รุ่นพ่อแม่ที่เพิ่มไลน์ธุรกิจมาทำเครื่องประดับเพชร มาสู่รุ่นเขาที่พัฒนามาออกแบบโดยใช้อัญมณีหลากสี เพื่อจับลูกค้ารุ่นใหม่ที่สนใจงานออกแบบ เช่น แหวนรูปสุนัขจิ้งจอก ชิ้นงานเอกของร้าน ซึ่งคนดังอย่าง ไลลา บุญยศักดิ์ รวมทั้ง พัชราภา ไชยเชื้อ ก็ชอบใส่งานของเขา
หากย้อนไปตั้งแต่วัยเด็ก ไรวินทร์ผูกพันอยู่กับเครื่องประดับมาตั้งแต่เด็ก จากนั้นออกแบบเครื่องประดับใส่เองจนถึงขั้นเปิดร้านของตัวเอง ลองไปสัมผัสข้าวของเครื่องใช้แต่ละชิ้นที่สร้างสรรค์เป็นงานออกแบบอัญมณีที่หลากสี
ผลงานของไรวินทร์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขา ได้แก่ การออกแบบมงกุฎเพชร 250 กะรัต มูลค่ากว่า 150 ล้านบาท สำหรับน้องหมาออกมาโชว์ในงาน Hi-SO DOG จนเป็นข่าวโด่งดังไปทั่ว และล่าสุดกับการรับหน้าที่ดูแลงานแฟชั่นโชว์ และร่วมจัดงาน PHUKET FASHION WEEK 2009
ทำสิ่งที่รัก
หลักทำงานของผมคือ ทำสิ่งที่เรารัก และทำให้ดีที่สุด ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า แล้วงานก็จะออกมาดี เวลาทำงานก็พบกันอุปสรรคบ้าง ว่าเราจะออกแบบอย่างไรให้ถูกใจลูกค้า เพราะลูกค้าเอเชียกับตะวันออกกลางก็ชอบงานออกแบบที่ไม่เหมือนกัน คนเอเชียชอบอัญมณีสีสัน ไม่ชอบงานลงยาสีดำ แต่ตะวันออกกลางชอบมาก
รักการออกแบบ
ผมอยู่กับจิลเวอรี่มาตั้งแต่เด็กเลยชอบออกมาแบบมาตั้งแต่เด็กเลย ถามว่ารักมั้ย แรกๆ ก็ไม่ได้รักหรอกครับเห็นว่ามันเป็นอาชีพที่มีตังค์ใช้เยอะดี และเป็นของทางบ้านอยู่แล้วด้วยก็เลยเริ่มทำ เริ่มออกแบบ ช่วงแรกยังไม่ได้ไปเรียนจริงๆ จังๆ อาศัยชอบและก็ลองทำ หลังๆ ก็ไปเรียนการวิเคราะห์อัญมณี การดีไซน์ผลิตภัณฑ์ การดีไซน์จิลเวอรี่ที่สิงคโปร์ ก็ช่วยที่บ้านทำมาเกือบ 10 ปี เพิ่งมาเปิดร้านของตัวเองนี่แหละครับ
ต้นแบบ
ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ล้วนเป็นแบบอย่างในการทำงานของผม เพราะหากท่านไม่เริ่มธุรกิจเพชร เราก็ไม่สามารถเดินตามรอยเท้าได้ สิ่งที่ได้จากคุณพ่อคือการรู้จักทำงานร่วมกับคนหมู่มาก และความรอบคอบ ส่วนคุณแม่เป็นคู่คิดด้านการออกแบบที่ดี เพราะคุณแม่เป็นนักวางแผนที่ดี สอนให้ผมกล้าเสี่ยงและออกแบบงานให้ก้าวล้ำหน้ากว่าคนอื่น เช่น เวลาผมออกแบบชิ้นงานออกมาจะถามคุณแม่ว่าดีไหม ชอบไหม คุณแม่ก็จะให้คำแนะนำดีๆ กลับมาทุกครั้ง หรือเวลาสร้างแบรนด์ใหม่ๆ เหนื่อยและท้อมาก เพราะคู่แข่งเยอะ แต่ท่านก็ให้คำแนะนำดีๆ กลับมาทุกครั้ง ทำให้ผมมีแรงลุกขึ้นสู้
โน้ตบุ๊ก
โน้ตบุ๊กคือขุมความรู้ของผมทั้งหมด ผมชอบแอปเปิลสีขาว ยี่ห้อนี้เหมาะกับโปรแกรมแมคอินทอช เวลาที่ผมไปท่องเที่ยวและถ่ายภาพเพื่อนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ ก็อาศัยโหลดภาพใส่ลงโน้ตบุ๊ก แล้วใช้โปรแกรมโฟโต้ช็อป เพื่อช่วยในงานออกแบบ งานทุกชิ้นที่ผมออกแบบแล้ว จะถ่ายภาพเก็บไว้หมด เพื่อช่วยเตือนความจำ บางครั้งช่วยสร้างสรรค์ผสมผสานแต่ละแบบที่ออกแบบแล้วเข้าด้วยกัน เกิดเป็นงานชิ้นใหม่ที่น่าสนใจ ดังนั้นในโน้ตบุ๊กจะรวมคลังสมองของผมทั้งหมด ไปไหนเอาติดตัวไปด้วยทุกที่
เครื่องประดับ
ผมเติบโตมากับเครื่องประดับ จึงชอบใส่เครื่องประดับมาก เครื่องประดับเป็นเครื่องบ่งบอกฐานะ บุคลิก การประสบความสำเร็จ รวมทั้งบอกอารมณ์และความรู้สึก เมื่อก่อนชอบใส่เพชรเม็ดใหญ่ๆ ออกจากบ้านไม่ได้ถ้าไม่ได้สวมเครื่องประดับ อย่างคอลเลกชันล่าสุดเป็นสร้อยข้อมือรูปหัวกะโหลก แหวนเป็นรูปพีระมิด ทีแรกออกแบบใส่เองก่อนและชอบมาก ปัจจุบันเป็นแบบที่ลูกค้านิยม
นาฬิกา
ผมชอบนาฬิกามาก (เสียงสูง) ทำให้ผมรู้สึกมั่นใจมากขึ้นเมื่อสวมใส่ ผมเก็บสะสมประมาณ 40-50 เรือน ซื้อตั้งแต่เด็ก แต่แบรนด์ที่ชอบที่สุดคือ ปาเต๊ะ ฟิลิป กับแฟรงค์ มูลเลอร์ ยี่ห้อแรกชอบเพราะเป็นที่นิยม ยี่ห้อหลังชอบเพราะรูปทรงของนาฬิกาที่สวย ชอบเก็บนาฬิกาเพราะลงทุนแล้วไม่ขาดทุน อย่างแฟรงค์ มูลเลอร์ รุ่นมาสเตอร์ สแควร์ หน้าปัดรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เหมือนถังเบียร์ เป็นทรงที่ทำขึ้นมาใหม่ ตัวเรือนทำจากทองคำขาว หน้าจอผลิตขึ้นจำกัดคือ คัลเลอร์ ดรีม เต็มไปด้วยสีสัน ผมจะเปลี่ยนนาฬิกาใส่ตามเสื้อผ้าทุกวันๆ
โทรศัพท์มือถือ
ใช้ติดต่องาน มี 2 รุ่นที่ใช้ คือ ไอโฟน 16 กิกะไบต์ ใช้ถ่ายรูปสิ่งที่เราไปพบเห็น แล้วเก็บมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในงานออกแบบ เช่น รถยนต์ นาฬิกา สัตว์ต่างๆ โทรศัพท์อีกเครื่องของโนเกีย ที่ชอบเพราะทำจากทองคำ ดูมีค่า ไว้ถือออกงาน อันนี้เป็นเบอร์ส่วนตัวให้เฉพาะเพื่อนๆ และญาติสนิท ผมเปลี่ยนโทรศัพท์ไม่บ่อยเพราะเบอร์ลูกค้าและเพื่อนๆ จะอยู่ในมือถือทั้งหมด โทรศัพท์มือถือสำคัญกับผมมาก โทร.สั่งงานผ่านมือถือตลอด
ข้อมูล รวมทุกอย่างที่ฮอทฮิต ทั่วฟ้าเมืองไทย
ภาพ สนุกดอทคอม
8/20/2552 |
Posted in
August09,
designer,
Fashion
|
Read More »
แม้เศรษฐกิจทั่วโลกจะตกสะเก็ดแต่เรื่องของความสวยความงามไม่เคยเลยที่จะตกยุค โดยเฉพาะเสื้อผ้าหน้าผมและเครื่องประดับที่ต่างออกคอลเลกชั่นใหม่กันมาอย่างต่อเนื่อง ดูอย่างชาแนลที่นำความหรูหราฟู่ฟ่าและกลิ่นอายแบบยุโรปตะวันออก มาบรรยายลงในคอลเลกชั่น Metiers d'Art ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยดีไซเนอร์ คาร์ล ลาเกอร์ฟีลด์ กล่าวว่า พระนางแคทเธอรีนมหาราชและฟาแบร์เช่ สิ่งก่อสร้างของรัสเซีย และประเพณีนิยมในท้องถิ่น
รายละเอียดในอดีตเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นสไตล์ยุโรปตะวันออกที่ร่าเริงและสดใสในคอลเลกชั่น ปารีส-มอสโก ผ่านเสื้อโค้ทตัวยาวตัดเย็บจากผ้าขนแกะประดับริมด้วยขนสัตว์และตกแต่งลวดลายพระราชวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องประดับทุกชิ้นนั่นตอกย้ำความหรูหรา ฟู่ฟ่า ราวกับความฝันของหญิงสาว ที่ต้องการเป็นเจ้าหญิงในอดีต อย่างปลอกสวมมือตกแต่งด้วยตุ๊กตารัสเซีย อัญมณีสไตล์บาร็อก ชุดกำไล กระเป๋าและเข็มขัดประดับอัญมณี
รองเท้ามีส้นเป็นรูปหลังคาทรงโดม รองเท้าบู๊ทยาวถึงน่องสีเทาและรองเท้าบู๊ทประดับขนสัตว์ และที่อลังการที่สุดคงหนีไม่พ้นเครื่องสวมศีรษะซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากทรงผมแบบดั้งเดิมของหญิงสาวรัสเซียผสมผสานกับไม้กางเขนแบบบิแซนไทน์ ตกแต่งด้วยสายไข่มุก และเส้นเปียเล็กๆ เห็นแล้วก็ตะลึงในความหรู เลิศ จริ๊งจริง...
ข้อมูลและภาพประกอบ คมชัดลึก
8/14/2552 |
Posted in
Accessories,
August09,
Design,
designer,
Fashion,
Trend
|
Read More »
สาวสวยคนนี้ "เคท-แคทรีน อมตวิวัฒน์" นำความรู้ในเรื่องการตลาดมาผสมกับความชอบในเรื่องของการออกแบบ จิวเวอรี่แบรนด์ têtê-à-têtê ของเธอจึงสวยโรแมนติกในรูปแบบที่หลากหลายและไม่หลุดคอนเส็พต์
แนะนำคอนเส็พต์ของ têtê-à-têtê
คอนเส็พต์มาจากครอบครัวเรา คือการที่เคทเป็นลูกครึ่ง พ่อเป็นคนไทย แม่เป็นคนอังกฤษ ส่วนสามี (เค เค ชิน) มีเชื้อสายจีนกับมาเลย์ บ้านเราก็เลยค่อนข้างเป็นนานาชาติ คล้ายๆ กับ cultural fusion คือไม่ฝรั่งไม่ไทย ไม่จีน บวกกับเราชอบความโรแมนติก ก็เลยมาลงตัวที่ "romantic fusion"
คำว่าโรแมนติก หมายถึงอะไร
บอกก่อนเลยว่าไม่ใช่ผู้ชายผู้หญิงรักกัน โรแมนติกคือการทำอะไรที่มีความหมายอย่างเช่นการคุยถึงกันอย่างมีความหมายนั่งทำงานนคนเดียวแล้วจุดเทียนไปด้วย หรือเพื่อนทำอะไรดีๆ ให้ เป็นเรื่องของการทำอะไรที่มีความหมายและบรรยากาศดีๆ
ซ้าย : Naga เคทได้แรงบันดาลใจจากการไปเวียนเทียนที่วัดเล็กๆ ในเชียงใหม่ตอนกลางคืน มีเทียนติดอยู่ข้างๆ บันได พระจันทร์เต็มดวง เห็นราวบันไดที่เป็นพญานาคลอยเด่นขึ้นมา ทำให้งานออกมาค่อนข้างดราม่า ประดับเพชรค่อนข้างเยอะ ชิ้นโต และมีสีสัน
ขวา : Chedi Objet d' art งานที่ดูมินิมัล สะอาดๆ ได้แรงบันดาลใจมาจากสถาปัตยกรรมของวัด
มักจะได้แรงบันดาลใจมาจากไหน
ส่วนใหญ่มักจะมาจากบทสนทนาของเรา เช่น ตอนไปกินติ่มซำกับสามี เขาบอกว่า ติ่มซำ แปลว่า "touch the heart" คือผู้หญิงชาวจีนสมัยก่อนจะต้องทำติ่มซำรอสามีกลับบ้านเพื่อเป็นการบอกรัก มันเป็นมุมมองทางวัฒนธรรมที่โรแมนติก ก็เลยเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบคอลเลคชั่นติ่มซำ หรืออย่างชื่อ têtê-à-têtê มาจากภาษาฝรั่งเศสแปลว่า หัวชนฝา เป็นสำนวนแปลว่า intimate conversation
Ring a bling เค เค ชิน เป็นผู้ออกแบบ เขาต้องการให้แหวนเพชรเม็ดโตกับเคท ก็เลยเป็นไอเดียในการทำเป็นโครงของเพชรขึ้นมา แต่งด้วยเพชรเม็ดเล็กๆ กว่า 200 เม็ด
มีแบรนด์ที่นับว่าเป็นแบบหรือเปล่า
ที่นี่เราดูงานคนอื่นเพื่อที่จะบอกเราว่าจะไม่ทำอย่างนั้น เพราะเราไม่ได้อยากเป็นอย่างใคร แต่ถ้าถามว่าแบรนด์มีแนวทางอย่างไร อยากเป็นแบรนด์ Shanghai Tang ตรงที่นำเสนอวัฒนธรรมจีนออกมาได้ลงตัวและเป็นที่ยอมรับสำหรับนานาชาติ นอกจากนั้น เรายังมี vision ที่ว่า Let's romance the world โดยคิดนโยบาย Do-good Policy คือ เราจะไม่ใช้วัสดุสังเคราะห์ ของปลอม ย้อมสี เรซิ่น พลาสติก ไม่ใช้สิ่งมีชีวิตมาประดับ อย่างเช่น ปะการัง เปลือกหอย ทองที่เราใช้เป็นทองรีไซเคิลบางส่วน และไม่สนับสนุน blood diamond คือไม่ซื้อขายเพชรจากแอฟริกา หากเงินนั้นจะถูกนำไปใช้ซื้ออาวุธสงคราม
ซ้าย : Two แหวนหยกวงนี้มีที่มาจากเส้นสองเส้น ของคำว่า heaven and earth ในภาษาจีน ซึ่งจะเป็นเส้นขนานให้ความรู้สึกต่อเนื่อง
ขวา : แหวนเรียบๆ แต่ใส่ได้สามด้าน เป้นวงกลม 3 วง โดยวงกลมภาษาจีนคือความต่อเนื่อง ความไม่หยุด
ลูกค้าของ têtê-à-têtê คือใคร
เป็นคนโรแมนติก ชอบสิ่งที่มีความหมายและงานดีไซน์ ลูกค้าที่ซื้อของเราจะจำชื่อของงานเราได้เลย ไม่จำกัดอายุ และเป็นคนค่อนข้างที่จะเฮฮา ชอบอะไรไม่เหมือนคนอื่น
Love souls เคท ตกแต่งหัวกะโหลกที่ทำจากหินเทอร์คอยซ์ในลักษณะต่าง เช่น คาสโนว่า พ่อพระ มิวสิคแมน เจ้าพ่อ
ตัวเองเป็นคนนิสัยอย่างไร
เป็นคนมีนิสัยเยอะ เป็นคนที่มีหลายมุม เป็นคนไม่นิ่ง หาอะไรทำตลอดเวลา จะตั้งกฏกับตัวเองว่าทุกปีจะต้องเรียนรู้อะไรใหม่ 1 อย่าง เช่นปีนี้จะเรียนภาษา ปีนี้ต้องตีเทนนิสให้เก่ง ทุกปีต้องไปเที่ยวที่ใหม่ๆ ที่หนึ่งที่ไม่เคยไปมาก่อน มันจะช่วยเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานสร้างสรรค์ได้ดีขึ้น
แหวน Dim Sum มีความหมายดีๆ ว่า "touch the heart"
สิ่งที่ทำให้ชอบในงานนี้
มีความสุขเวลาคนหยิบงานเราขึ้นมาแล้วชอบ เหมือนกับเขาได้เจอเนื้อคู่ งานแต่ละชิ้นของเรา เหมือนเขารอเนื้อคู่เขาอยู่ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะใส่ได้ เพราะแต่ละคนก็จะมีความชอบต่างกัน
ติดตามผลงานของ têtê-à-têtê ได้ที่ www.tetejewellers.com
ข้อมูล นิตยสาร Livingetc ฉบับภาษาไทย
ภาพประกอบ MSN Thailand
3/31/2552 |
Posted in
Design,
designer,
March09
|
Read More »