Loading
250x250 Free Watch

สมัครสมาชิกเพื่อรับข่าวสารทางอีเมล์:

กรุณาตรวจสอบอีเมล์เพื่อยืนยันหลังจากทำการสมัคร

โพสล่าสุด

แบ่งปัน

From BND to DIY – Jewelry Boxes

untitled6

หลายคนอาจจะประสบปัญหากับกล่องขนาดเล็กๆ รูปทรงต่างๆ ที่เล็กเกินกว่าจะใช้เก็บของได้ แต่จริงๆแล้วเราสามารถใช้กล่องเหล่านี้เก็บของจุกจิกอย่างเครื่องประดับได้เป็นอย่างดี และเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบและสวยงามก็ต้องมีการดัดแปลงบ้างเล็กน้อย โดยการวางกล่องขนาดเล็กๆเหล่านี้ลงไปในกล่องขนมหรือกล่องใส่ของขนาดใหญ่ กล่องเล็กๆเหล่านี้จะช่วยให้เครื่องประดับอยู่อย่างเป็นระเบียบไม่ปะปนกัน และไม่เกิดริ้วรอยจากการกระทบ และเครื่องประดับพวกสร้อยคอและสร้อยข้อมือก็จะพันกันยุ่งเหยิงอีกด้วย และเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาของเครื่องประดับ ควรปุก้นกล่องด้วยผ้าฝ้าย ผ้ากำมะหยี่ หรือจะใช้สำลีวางลงไปก่อนวางเครื่องประดับก็ได้ และนี่เป็นไอเดียเล็กๆน้อยๆ สำหรับอุปกรณ์เสริมต่างๆในการเก็บเครื่องประดับไว้ในกล่อง DIY ของเรา

 

arrow-pink ม้วนกระดาษแข็งให้เป็นทรงกระบอก หุ้มด้วยผ้าฝ้ายหรือผ้ากำมะหยี่ ใช้สำหรับเก็บสร้อยข้อมือและกำไลให้เป็นรูปทรง เหมือนกับในร้านจิวเวลรี่เปี๊ยบเลย

 

arrow-pink ริบบิ้นสวยๆ ที่สั้นเกินกว่าจะใช้ทำอย่างอื่นได้ ให้ใช้เก็บเข็มกลัดให้เป็นระเบียบ

 

arrow-pink ไม่ต้องหากล่องเก็บแหวนที่เป็นช่องเสียบให้เปลืองเงิน แต่ใช้เศษผ้าฝ้ายหรือผ้ากำมะหยี่มาม้วนให้เป็นแท่งขนาดที่ใช้สวมแหวนได้

 

arrow-pink จานสีและเปลือกหอย เป็นที่เก็บต่างหูหรือแหวนชิ้นเล็กๆ ให้ไม่ปะปนกันได้ดี

 

arrow-pink กระดุมอะไหล่ที่มาพร้อมกับเสื้อ ถ้าไม่ได้ใช้ก็นำมาเก็บต่างหูได้นะ

 ข้อมูลและภาพประกอบ Marthastewart.com

 

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

From BND to DIY – Necklace

Good ideas to organize your jewelry

1/27/2552 | Posted in , , , , | Read More »

From BND to DIY - Necklace

ไหนๆก็นำเรื่องราวของ Buy Nothing Day มาฝากกันไปแล้ว ก็อยากนำไอเดียดีๆเกี่ยวกับเครื่องประดับมาฝากกันด้วย ถ้าเราดูรูปแบบดีไซน์ของเครื่องประดับแต่ละชิ้น จะพบว่ามีหลากหลายแบบที่เราสามารถทำเองได้โดยอาศัยเครื่องประดับและวัสดุอุปกรณ์ที่เรามีอยู่แล้ว  หรือถ้าต้องซื้อเพิ่มก็เป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆที่ไม่ต้องลงทุนมากเท่ากับการซื้อเครื่องประดับชิ้นใหม่

บางคนอาจเคยสังเกตตัวเองว่า ซื้อเครื่องประดับแนวเดิมๆ สไตล์คล้ายๆกันหลายชิ้น หรือบางครั้งก็ซื้อเครื่องประดับมาแล้วใส่แค่ไม่กี่ครั้ง แล้วก็ลืมไปเลยว่ามีชิ้นนี้อยู่ด้วย หรือบางครั้งจะหยิบมาใส่ก็รู้สึกว่าจำเจ หรือไปกันไม่ค่อยได้กับเสื้อผ้า ลองนำเครื่องประดับเหล่านี้มาดัดแปลงให้กลายเป็นเครื่องประดับชิ้นใหม่ เพียงแค่เพิ่มไอเดียและความน่าสนใจลงไป ตัวอย่างที่นำมาให้ดูกันเป็นสร้อยคอที่มีขายอยู่จริงๆ แต่ขอนำมาเป็นไอเดียให้ดัดแปลงของที่เรามีอยู่ เริ่มตั้งแต่แบบที่ง่ายๆไปจนถึงแบบที่ต้องอาศัยการประดิษฐ์เล็กน้อย แต่แค่เสียเวลานิดๆหน่อยๆ ก็ทำให้ประหยัดเงิน ประหยัดเวลาเดินทาง และได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ บางคนอาจถึงขั้นทำเป็นอาชีพเลยก็ได้ใครจะรู้…

 

arrow-pink ง่ายสุดๆและไม่ต้องคิดอะไรมาก ก็คือ ใส่สร้อยหลายๆเส้นให้เป็นเลเยอร์ หรือใส่ไอเดียเข้าไปอีกนิดอย่างรูปตัวอย่างที่นำสร้อยลูกปัดหลายๆแบบมามัดรวมกันด้วยริบบิ้นเส้นเล็กๆ และเพิ่มจี้ชิ้นใหญ่เข้าไป

arrow-pink หรือออกงานโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องประดับชิ้นใหม่ เพียงแค่หาเข็มกลัดสไตล์วินเทจที่มีอยู่มาติดเข้ากับสร้อยมุก แต่อย่าลืมแต่งตัวด้วยชุดสีพื้น ความสวยของชุดจะได้ไม่ขโมยซีนสร้อยคอ

arrow-pink สร้อยข้อมือที่มีอยู่นำมาดัดแปลงเป็นสร้อยคอได้ โดยใช้ริบบิ้นร้อยและผูกเข้าที่ปลายสร้อยทั้งสองด้านเพื่อเพิ่มความยาว ใช้ได้ทั้งริบบิ้นสีเดียวกับสร้อยข้อมือเพื่อความเรียบหรู หรือใช้สีสันที่แตกต่างเพื่อความโดดเด่น อยากจะกลับไปใส่สร้อยข้อมือเมื่อไหร่ก็แค่ถอดริบบิ้นออกเท่านั้นเอง

arrow-pink รวบรวมจี้ที่มีอยู่ มา mix and match กับสายสร้อยคอ จะร้อยจี้เข้าไปกี่อันก็แล้วแต่ความชอบและสไตล์การแต่งตัว หรือจะดัดแปลงใช้ charm จากสายสร้อยข้อมือก็จะได้สร้อยเส้นใหม่ที่ไม่ซ้ำใคร

arrow-pink ลองเปลี่ยนจากสายสร้อยคอโลหะมาเป็นสายริบบิ้น หรือผ้าซาตินสีสดใส ก็ทำให้การแต่งตัวดูเปลี่ยนไปได้ ง่ายๆและประหยัดสุดๆ สามารถดัดแปลงเอาจี้หรือ charm หลายๆอันมาร้อยแล้วผูกเป็นปม ดีไซน์ได้อีกหลายรูปแบบตามแต่จะจินตนาการ รับรองอารมณ์ครีเอทีฟฟุ้งกระจาย อาจจะมีสร้อยสวยๆเท่ๆไว้ใส่ทุกวันจนใครๆก็ทัก

arrow-pink สำหรับสาวๆที่ชอบรวบผมและมี hair accessories สวยๆ คล้ายกับรูปตัวอย่างสองรูปนี้ ก็สามารถนำมาทำเป็นจี้น่ารักๆแบบนี้ได้ด้วย

arrow-pink แบบสุดท้ายอาจจะต้องใช้ฝีมือทางศิลปะอยู่ซักหน่อย แต่ใช้วิธีง่ายๆก็สามารถได้สร้อยคอที่อลังการแบบในภาพได้ โดยใช้วิธีการผูกด้วยริบบิ้นเหมือนกับตัวอย่างภาพแรก ขอแค่รวบรวมสร้อยคอ เข็มกลัด สร้อยข้อมือ และอะไรก็ตามที่สามารถไปกันได้ มาปะติดปะต่อกันให้ดูยุ่งๆเข้าไว้ แต่ออกมามีสไตล์ได้ซะขนาดนี้

 

…ใครมีไอเดียเด็ดๆเกี่ยวกับการดัดแปลงเครื่องประดับ มาร่วมกันแชร์ได้โดยส่งภาพและข้อความมาที่ gemclubcmu.post@blogger.com

 

ภาพประกอบ : Stylefinder.com

 

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

Buy Nothing Day - สุขได้ไม่ต้องซื้อ

Transform jewelry into home accents

วิธีเลือกเครื่องประดับสำหรับมือใหม่

1/05/2552 | Posted in , , , , , | Read More »

Buy Nothing Day - สุขได้ไม่ต้องซื้อ

เพราะสภาพเศรษฐกิจของบ้านเมืองในช่วงนี้ทำให้ “ขาช็อป” หลายคนถึงกับออกปากว่า “ช็อปไม่ค่อยจะออก” เอาซะเลย ทั้งๆ ที่เทศกาลช็อปปิ้งอย่าง ช่วงวันคริสต์มาสและปีใหม่กำลังใกล้เข้ามา

แต่ถึงอย่างไร “ช็อปเปอร์” (ที่อาจจะคิดมากขึ้นก่อนจะซื้อของแต่ละชิ้น) ก็ยังคับคั่งอยู่ในห้างร้านตลาดต่างๆ ขณะเดียวกันมีคนกลุ่มหนึ่งออกมาเรียกร้องว่า “หยุดซื้อกันบ้างดีไหม?”

เริ่มต้นที่ ‘Buy Nothing Day’

ณ เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา “วันไม่ซื้อ” หรือ “Buy Nothing Day” เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1992 โดยมูลนิธิสื่อแอดบัสเตอร์ ของ Kalle Lasn และ บิลล์ ชมาลซ์ อดีตนักโฆษณาที่เกือบจะสิ้นเนื้อประดาตัวด้วยการช็อปปิ้ง ก่อนที่จะผันตัวเองมาเป็นศิลปินและนักรณรงค์

วันไม่ซื้อของแอดบัสเตอร์ เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของการต่อต้านการโฆษณากระแสหลัก ซึ่งมีอำนาจควบคุมและสร้างนิสัยในการบริโภคมากกว่าความจำเป็นให้กับผู้คน และคำว่าไม่ซื้อของพวกเขาไม่ได้หมายความว่า ไม่ซื้ออะไรเลย แต่ให้รู้จักคิดก่อนซื้อ ว่าสิ่งที่ซื้อคือ อะไร จำเป็นไหม ใช้แล้วมีผลกระทบอะไรต่อทั้งตัวเอง สังคม สภาพแวดล้อม ที่สำคัญคือ คุณภาพชีวิตจะดีขึ้นเพราะการซื้อหรือไม่

ด้วยเจตนาเช่นนั้น วันไม่ซื้อจึงถูกกำหนดให้มีขึ้นในช่วงที่ชาวตะวันตกนิยมจับจ่ายใช้สอยมากที่สุด ซึ่งก็คือช่วงวันขอบคุณพระเจ้า (เดือนพ.ย. ของทุกปี) และวันคริสต์มาส (วันที่ 25 ธ.ค. ของทุกปี) นั่นทำให้เกิดผลอีกประการ คือ กระตุ้นเตือนให้ผู้คนได้หยุดคิดถึงความหมายที่แท้จริงของเทศกาลสำคัญเหล่านี้ว่า ไม่ใช่แค่เป็น “วันซื้อแหลก” โดยครั้งหนึ่งทางกลุ่มแอดบัสเตอร์ได้แจกบัตรของขวัญให้ผู้คนในย่านการค้า เพื่อส่งข้อความบอกกับทุกคนว่า ควรมอบเวลาเพื่อเป็นของขวัญให้กับคนที่เรารัก แทนที่จะซื้อของขวัญ

ในมุมมองบวกสุดขั้วเชื่อว่า Buy Nothing Day คือ อย่างน้อยปีละหนึ่งวัน เพื่อทำให้ผู้คนรู้จักคำว่า “พอ”

แนวร่วมกองทัพไม่ซื้อ

16 ปีผ่านไป ปัจจุบันมีแนวร่วมของแอดบัสเตอร์เกิดขึ้นในกว่า 30 ประเทศ รวมถึง สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ ปานามา บราซิล อิสราเอล ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฯลฯ ที่ต่างก็มีกิจกรรมรณรงค์วันไม่ซื้อของตนเอง

ในสหรัฐอเมริกา ดินแดนเสรีที่เพิ่งจะมีคนเหยียบกันเสียชีวิตเพราะแย่งกันซื้อสินค้าเซลส์เมื่อเดือนก่อน จอห์น เพอร์รี อดีตนักการตลาดของบริษัท เทคโนโลยีและเพื่อนๆ ในซานฟรานซิสโกซึ่งใช้ชื่อกลุ่มว่า คอมแพกต์ ได้ประกาศร่วมกันว่าตลอดปี 2005 พวกเขาจะไม่ซื้ออะไรใหม่ (ยกเว้นอาหารและชุดชั้นใน) เป็นเวลา 1 ปี เพื่อหยุดยั้งการครอบโดยกระแสบริโภคนิยม ระหว่างนั้นพวกเขาใช้วิธีแลกเปลี่ยน หยิบยืม และซื้อขายของมือสองระหว่างกันในหมู่สมาชิก พวกเขาสามารถผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ โดยมีคนอีกหลายพันคนเห็นด้วยและเข้าร่วม สิ่งที่ได้คือ พวกเขาไม่มีหนี้สิน (มากขึ้น) เก็บเงินได้ (มีเงินให้การกุศลมากขึ้น --- จอห์น เพอร์รี กล่าว) และช่วยสิ่งแวดล้อมด้วยการสร้างขยะน้อยลง เป็นต้น
ขณะที่ จูดิท เลอไวน์ นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ และนักรณรงค์ด้านเสรีภาพและสันติภาพชาวนิวยอร์ก อดีตนักช็อปผู้ไม่เคยรู้สึกว่า “ฉันมีกระเป๋าและรองเท้ามากเกินไป” เธอสร้างสิ่งใหม่ให้เกิดขึ้น ด้วยการดำรงชีวิตโดยซื้อเฉพาะสินค้าที่จำเป็น หรืออาจจะเรียกได้ว่าสามารถหยุดช็อปได้ตลอดปี 2004 โดยเธอได้นำประสบการณ์ของตัวเองออกมาถ่ายทอดผ่านหนังสือเล่มดังชื่อ Not Buying It-My Year Without Shopping ข้อสรุปหนึ่งที่ จูดิท เลอไวน์ ได้จากทดลองนี้คือ การขีดเส้นกั้นอันชัดเจนระหว่าง “จำเป็น” กับ “ต้องการ”

คิดก่อนซื้อ

การรณรงค์ “ไม่ซื้อ” ในเมืองไทยเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว โดยนักรณรงค์กลุ่มเล็กๆ ที่เรียกตัวเองว่า “ต้นกล้า” และ “วีเชงจ์” โดยระหว่างวันที่ 21–28 ธ.ค. นี้ถูกกำหนดให้เป็น “สัปดาห์ไม่ซื้อ” ปีที่ 2

กิตติชัย งามชัยพิสิฐ ผู้อำนวยการสถาบันต้นกล้า องค์กรพัฒนาเอกชนภายใต้มูลนิธิเสถียรโกเศศ นาคะประทีป เล่าว่าความคิดเรื่องสัปดาห์ไม่ซื้อนั้น ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวันไม่ซื้อของนักรณรงค์ชาวตะวันตก “หลังจากออกไปรณรงค์วันไม่ซื้อ เราก็ได้พบว่าการรณรงค์ของเราอาจจะเกิดผลกระทบกับพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ปีนี้เราจึงปรับมาเป็นสัปดาห์ไม่ซื้อแทน เพื่อร่วมกันสร้างวิถีการบริโภคที่ใส่ใจ เป็นธรรม และแบ่งปัน”

กิตติชัย ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ความจริงแล้วโครงการนี้ไม่ได้ต้องการให้เกิดการหยุดซื้อโดยสิ้นเชิง เพียงแต่อยากให้ผู้คน “คิด” ก่อน “ซื้อ” “การรณรงค์นี้ ทำให้ผู้คนได้ทบทวนและใส่ใจกับสิ่งของที่พวกเขาจะซื้อว่ามีที่มาอย่างไร ผู้ผลิตเป็นธรรมและถูกต้องหรือไม่ สินค้ามีคุณภาพสมราคาหรือเปล่า นอกจากนั้นยังต้องคำนึงถึงที่ไปคือ สิ่งที่ซื้อมาแล้วจะกลายเป็นขยะเพราะไม่ได้ใช้ หรือใช้แล้วจะทำลายสิ่งแวดล้อมหรือไม่”

และเป้าหมายที่นักรณรงค์เหล่านี้พุ่งเป้าไปก็คือ การไม่ซื้อสินค้าจากบรรษัทขนาดใหญ่ ซึ่งมีอำนาจควบคุมชีวิตผู้บริโภคด้วยวิธีการทำให้คนคิดว่า ชีวิตตัวเองมีคุณค่าและแตกต่างจากคนอื่นด้วยการใช้สินค้าแบรนด์เนม “อย่างน้อยที่สุดทุกคนจะได้ทบทวนว่า ชีวิตเราขึ้นอยู่กับบรรษัทขนาดใหญ่แค่ไหน แล้วทางออกคืออะไร เพราะการซื้อทุกครั้งเหมือนเป็นการลงคะแนนเสียง นอกจากจะให้กำไรเขาแล้ว เราก็โหวตให้เขาอยู่ต่อไปเรื่อยๆ และเขาก็จะมีอำนาจควบคุมเรามากขึ้น แต่การซื้อของจากรายย่อย เราจะทำให้พวกเขาเติบโต โดยที่พวกเขาไม่มีอำนาจควบคุมชีวิตเราได้มากเท่ากับบรรษัทขนาดใหญ่ เพื่อให้คนได้คิดว่า ไม่จำเป็นต้องมีแบรนด์เนมก็เท่ได้”

สิ่งหนึ่งที่คนกลุ่มนี้เชื่อคือ ความสุขไม่ต้องหาซื้อ ความสุขไม่เกี่ยวกับรถยนต์ เสื้อผ้า กระเป๋ามียี่ห้อ นอกจากนี้การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ใช่ยารักษาทุกโรค โดยเฉพาะปัญหาสิ่งแวดล้อมและจิตใจมนุษย์

ไม่ซื้อแล้วทำอะไร

ในมุมมองของผู้นำการรณรงค์สัปดาห์ไม่ซื้ออย่าง กิตติชัย เชื่อว่า การเข้าร่วมสัปดาห์ไม่ซื้อเป็นเรื่องสนุก หากทุกคนลองค้นหาวิธีการที่ไม่บังคับตัวเองจนเกินไป

บางคนอาจจะเลือกไม่ซื้อเฉพาะของที่ไม่เกี่ยวกับปัจจัยสี่ งดของฟุ่มเฟือย อาจจะไม่ซื้อของที่ผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือโรงงานที่ทำลายสิ่งแวดล้อม บางคนอาจเลือกไม่เข้าห้างสรรพสินค้า หรือซูเปอร์สโตร์ เข้าแต่ร้านของชำในชุมชน เป็นต้น

“เราไม่ได้ต้องการเสนอให้ไม่มีการซื้ออะไรเลย หรือมีกฎเกณฑ์หยุมหยิมมากมาย เราเพียงต้องการเสนอทางเลือกให้คนสามารถทบทวนกิจกรรมในวิถีชีวิตประจำวัน โดยหวังว่าจะสามารถจุดประกายใหม่ๆ ให้แก่ชีวิต และเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ” กิตติชัย กล่าว

ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อในแนวความคิดของนักรณรงค์ “ไม่ซื้อ” แต่การเข้าไปมีประสบการณ์ในสัปดาห์ไม่ซื้ออาจทำให้คุณ “ได้คิด” บางอย่าง อาจดูเหมือนเป็นการสวนกระแสสังคม ซึ่งอยู่ในภาวะต้องกระตุ้นให้ผู้คนจับจ่ายเพื่อให้วงจรเศรษฐกิจเคลื่อนไหว แต่การแก้ไขปัญหานี้ อาจจะไม่ใช่แค่การบอกให้ผู้คนออกจากบ้านไปช็อปปิ้งอีกต่อไป

จอห์น เพอร์รี ผู้ก่อตั้งกลุ่มคอมแพกต์ให้สัมภาษณ์ว่า “อาจจะดูเหมือนเป็นพวกนอกรีต แต่พวกเราต้องการที่จะสร้างระบบเศรษฐกิจของโลกขึ้นใหม่ เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจจะดำเนินต่อไป เพียงแต่คนจะใช้เงินในแต่ละวันน้อยลงเท่านั้น”

อย่างน้อยที่สุด ปีละหนึ่งวันของ Buy Nothing Day หรือหนึ่งอาทิตย์ของสัปดาห์ไม่ซื้อ จะทำให้ผู้คนได้ขีดเส้นกั้นอันชัดเจนระหว่าง “จำเป็น” กับ “ต้องการ” ได้เรียนรู้คำว่า “พอ” และความสุขที่แท้จริง อาจจะไม่ได้อยู่ที่ “การซื้อ”

อ้างอิง : โพสทูเดย์ - ไลฟ์สไตล์ โดย เพ็ญแข สร้อยทอง

1/04/2552 | Posted in , | Read More »

ความคิดเห็นล่าสุด

บทความล่าสุด