Loading
250x250 Free Watch

สมัครสมาชิกเพื่อรับข่าวสารทางอีเมล์:

กรุณาตรวจสอบอีเมล์เพื่อยืนยันหลังจากทำการสมัคร

โพสล่าสุด

แบ่งปัน

การดูแลรักษาเทอร์ควอยซ์

ภาพประกอบ www.jewelryadviser.biz เนื่องจากเทอร์ควอยซ์ธรรมชาติมีความแข็งเพียง 5-6 ทำให้เปราะและเสียหายได้ง่ายมาก การนำเทอร์ควอยซ์มาใช้เป็นเครื่องประดับจึงนิยมนำไปผ่านการเพิ่มคุณภาพ ที่จะช่วยเรื่องความทนทาน ด้วยวิธี Stabilized Turquoise เป็นการใช้เรซินหรือวัสดุอื่นๆที่สามารถแทรกซึมเข้าไปตามช่องว่างภายในของเทอร์ควอยซ์ได้ การเพิ่มคุณภาพวิธีนี้จะไม่ทำให้สีสันเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับเทอร์ควอยซ์คุณภาพต่ำ ให้สามารถนำมาทำเป็นเครื่องประดับได้ด้วย

การดูแลรักษาเครื่องประดับเทอร์ควอยซ์ ควรแยกเก็บจากเครื่องประดับพลอยชนิดอื่นๆ เนื่องจากความแข็งที่ต่ำกว่ามาก จะทำให้เกิดรอยขูดขีดบนผิวเทอร์ควอยซ์ได้ง่ายๆ และต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับน้ำมัน น้ำหอม สารเคมีทำความสะอาดต่างๆ แม้แต่การทำความสะอาดก็ต้องหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาทำความสะอาดเครื่องประดับด้วย ให้ใช้แค่น้ำอุ่นและรีบเช็ดให้แห้งด้วยผ้านิ่มๆก็เพียงพอ และหากต้องการฉีดน้ำหอมหรือทาครีมบำรุงผิว ควรทิ้งระยะสักครู่ก่อนใส่เครื่องประดับเทอร์ควอยซ์ เพื่อไม่ให้สีของเทอร์ควอยซ์เปลี่ยนแปลง

การที่ไม่สามารถใช้น้ำยาทำความสะอาดหรือเครื่องล้างจิวเวลรี่ได้ ทำให้เกิดปัญหาความไม่แวววาวของตัวเรือน โดยเฉพาะตัวเรือนที่เป็นเงิน จะเกิดการ oxidation อยู่เป็นประจำ วิธีแก้ไขคือ ใส่ถุงซิปก่อนเก็บ หรือใช้ผ้าเช็ดเครื่องประดับเช็ดเฉพาะส่วนของตัวเรือน

ข้อมูล About.com, turquoisejewelry.com

5/18/2553 | Posted in , , , , , , | Read More »

ครั้งแรกของการผลิตมุกเลี้ยงจากหอยสังข์

www.pearl-guide.comConch pearl เป็นมุกที่ได้จากหอยสังข์ซึ่งได้ยากมาก โดยปกติแล้วจากหอยสังข์ 10,000 ตัว จะพบหอยที่มีมุกเพียง 1 ตัวเท่านั้น และเพียงแต่ 1 ใน 100 เม็ดที่พบจะมีคุณภาพระดับที่ใช้เป็นอัญมณีได้ หอยสังข์จะโตเต็มที่เมื่ออายุได้ 3 ปี และมีอายุอยู่ได้ราว 40 ปี

นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยทางทะเลของมหาวิทยาลัยฟลอริดาแอตแลนติค ได้เปิดเผยถึงความสำเร็จในการผลิตมุกเลี้ยงจากหอยสังข์ (queen conch) หลักการคือ ใช้วิธีการในปัจจุบันที่ใช้ในการเลี้ยงหอยมุกเพื่อผลิตมุก 2 รูปแบบ คือ nucleated และ non-nucleated โดย nucleated จะใส่ชิ้นส่วนของหอยและเปลือกหอยที่เจียรให้กลมลงไปในตัวหอยสังข์ที่ต้องการให้ผลิตมุก ส่วน non-nucleated จะใส่เพียงแค่ชิ้นส่วนของหอยลงไปเท่านั้น

frame structure - www.yourgemologist.com มุกที่ได้จะมีชั้นมุกที่เรียกว่า flame structure ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของ conch pearl ผิวจะคล้ายกับ porcelain และมี luster แบบเดียวกับเปลือกหอยสังข์ด้านใน สีที่ได้จะมีตั้งแต่ ขาว แดง ชมพู ส้ม เหลือง และน้ำตาล

ขนาดของมุกที่ได้ขึ้นกับขนาดของชิ้นเปลือกหอยที่ใส่เข้าไปในตอนแรก และระยะเวลาที่ใช้ในการเลี้ยง โดยช่วงเวลาเหมาะสมที่จะทำการเก็บมุก จะอยู่ระหว่าง 6 – 12 เดือน แต่ยิ่งเวลามากขึ้นเท่าไหร่ ขนาดของมุกก็น่าจะใหญ่ชึ้นตามไปด้วย

Conch - www.creativebeasts.com/ เป็นเวลากว่า 25 ปีแล้ว ที่ได้มีการทดลองผลิตมุกเลี้ยง จากหอยสังข์ที่เรียกว่า Strombus gigas  ในฟลอริดา, บาฮามัส, เบอร์มิวดา, ทะเลแคริบเบียน และบริเวณชายฝั่งอเมริกากลางและอเมริกาใต้ แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ของสถาบันฯได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการทดลองในอดีตที่ไม่ประสบผลสำเร็จ อาจมีสาเหตุมาจาก หอยสังข์มีความอ่อนไหวต่อวิธีการที่ใช้ในการผลิตมุกเลี้ยง และเนื่องจากลักษณะของเปลือกหอยที่เป็นเกลียว ทำให้ยากต่อการใส่ชิ้นส่วนของหอยลงไปยังบริเวณที่ต้องการ แต่การวิจัยล่าสุดนี้ใช้เวลาไม่ถึง 2 ปี ก็สามารถผลิต conch pearl ได้มากกว่า 200 เม็ดแล้ว และเมื่อนำไปวิเคราะห์โดย Gemological Institute of America (GIA) ก็พบว่าส่วนใหญ่ของมุกที่นำมาตรวจสอบนั้นเป็นอัญมณีชั้นดี

สิ่งที่น่าทึ่งของงานวิจัยนี้ก็คือ การผลิตมุกเลี้ยง conch pearl นั้นไม่ทำให้หอยตายจากการเก็บมุกออกจากตัวหอย ทำให้หอยสามารถผลิตมุกได้อีก ซึ่งนับเป็นประโยชน์ทั้งด้านทางการค้าและสิ่งแวดล้อม

ข้อมูล Nationaljeweler
ภาพประกอบ
pearl-guide.com, yourgemologist

11/10/2552 | Posted in , , , , , , , | Read More »

จีนเขย่าวงการเลี้ยงมุกน้ำจืด สร้าง”ไข่มุกเมทัลลิค”

metallicpearls

จากภาพที่เห็น อาจจะเข้าใจว่านี่คือ มุกน้ำเค็ม แต่จริงๆแล้วสร้อยเส้นนี้เป็นสร้อยมุกน้ำจืดค่ะ ซึ่งเป็นมุกที่มีประกายคล้ายโลหะ จึงได้ชื่อเรียกกันอย่างไม่เป็นทางการในขณะนี้ว่า “เมทัลลิค”

ไข่มุกเมทัลลิคนี้เป็นมุกเลี้ยงจากประเทศจีนค่ะ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6-9 มิลลิเมตร รูปร่างกลมมน มีประกายคล้ายมุกน้ำเค็ม Akoya pearl และลักษณะพิเศษที่มีสีสันคล้ายกับมุกน้ำเค็ม Southsea pearl ซึ่งไม่สามารถพบได้ในมุกน้ำจืดทั่วไป

ซึ่งโอกาสที่จะเกิดมุกแบบนี้มีเปอร์เซนต์น้อยมากๆในแต่ละปี จึงทำให้การเกิดมุกชนิดนี้ดูจะเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่าที่จะเป็นความตั้งใจค่ะ แต่เนื่องจากปัจจุบันสามารถเก็บผลผลิตมุกชนิดนี้ได้ในปริมาณที่ค่อนข้างจะสม่ำเสมอ จึงอาจเป็นไปได้ว่าจะมีการบรรจุมุกชนิดนี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของมุกเลี้ยงน้ำจืดต่อไป

สำหรับผู้ขายในสหรัฐอเมริกา มีเพียงเวบไซต์ PearlParadise.com แห่งเดียวเท่านั้นค่ะ ซึ่งมุกทั้งหมดที่มีนั้นถูกรวบรวมจากฟาร์มเลี้ยงมุกหลายร้อยฟาร์ม โดยจะวางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ จำนวน 500 เส้น โดยมี 98% เป็นมุกคละสี และเพียง 2% เท่านั้นที่ทำการคัดให้มีสีเดียวกันตลอดเส้น ราคาจะอยู่ที่ 200 – 1,500 เหรียญสหรัฐต่อเส้น ซึ่งขึ้นกับขนาดของไข่มุก หลังจากที่ขายได้จนหมดแล้ว PearlParadise.com ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะขายมุกชนิดนี้ให้ได้เดือนละ 200 เส้น จนกว่าจะไม่สามารถผลิตมุกชนิดนี้ได้

จากการที่ราคาของมุกเมทัลลิคนั้นเป็นเพียงแค่ 1 ใน 10 ของมุกน้ำเค็มคุณภาพดีจากญี่ปุ่นและเกาะตาฮิติ จึงทำให้ผู้เลี้ยงมุกน้ำเค็มรู้สึกหวั่นใจกับการเข้าสู่ตลาดของมุกเมทัลลิคเป็นอย่างมาก แต่ตราบใดที่ยังไม่สามารถคิดค้นวิธีการผลิตมุกชนิดนี้ได้อย่างถาวร มุกเมทัลลิคก็ดูจะมีค่ามากกว่านะคะ เพราะเปรียบเสมือนกับงานศิลปะที่ธรรมชาติสรรสร้างขึ้นมานั่นเอง


ข้อมูลและภาพประกอบ Colored-Stone.com

10/20/2552 | Posted in , , , | Read More »

Too Precious to Wear

การอนุรักษ์ประการังในท้องทะเลนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่และทำได้ยากลำบาก เนื่องจากประการังเป็นสัตว์ที่อ่อนไหวมากต่อมลภาวะและตายได้อย่างรวดเร็วเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งไม่ใช่แค่ปัญหาภาวะโลกร้อนเท่านั้น การเก็บประการังขึ้นมาจากท้องทะเลซึ่งคาดว่ามีปริมาณ 30 –50 ตันในแต่ละปี เพื่อผลิตของแต่งบ้านและเครื่องประดับก็เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้จำนวนประการังลดลงอย่างน่าใจหาย มีนักวิทยาศาสตร์ประมาณการณ์ไว้ว่า 20% ของประการังทั้งหมดในโลกนี้ถูกทำลายไปแล้ว อีก 24% อาจจะสูญเสียเนื่องมาจากมนุษย์หากเรายังไม่สามารถลดพฤติกรรมการทำร้ายโลกอย่างทุกวันนี้

 

ประการังสีแดงมีจำหน่ายอยู่ที่ 100 – 900 เหรียญสหรัฐ/กิโลกรัม และเมื่อนำไปทำสร้อยคอราคาจะพุ่งสูงถึง 20,000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งจากสถิติของการจำหน่ายเครื่องประดับจากประการังสีแดงในปี 1999 มีมูลค่าประมาณ 174 ล้านเหรียญสหรัฐ นี่เป็นเหตุผลที่แม้ว่าจะมีการผลิตประการังเลียนแบบขึ้นมา กลับกลายเป็นส่งผลให้ประการังแท้มีราคาสูงและเป็นที่ต้องการมากขึ้นตามไปด้วย ผู้ผลิตเครื่องประดับจากประการังจึงเริ่มเข้ามาเสาะหาประการังจากเอเชียและแปซิฟิคแทนเมดิเตอเรเนียนที่จำนวนประการังลดลงไปมากแล้ว

Too Precious to Wear เป็นชื่อของโครงการรณรงค์การอนุรักษ์ประการังสีชมพูและสีแดงในท้องทะเล โดยการสนับสนุนของ Tiffany&Co บริษัทยักษ์ใหญ่ของวงการจิวเวลรี่ร่วมกับผู้ขายรายย่อยและดีไซน์เนอร์อีกหลายคนที่ล้วนแต่มีอุดมการณ์เดียวกัน เป้าหมายของโครงการนี้คือ การสร้างความตระหนักและผลักดันให้สหรัฐอเมริกาออกกฎหมายห้ามนำประการังสีชมพูและสีแดงมาทำเครื่องประดับ โดยจะนำเสนอในการประชุมของ The Convention on International Trade in Endangered Species (CITES) ในปี 2010 ที่ประเทศกาตาร์

ปัจจุบันประการังมากกว่า 2,000 ชนิด ได้รับการสงวนไว้แล้ว ซึ่งรวมถึง ประการังแข็ง (stony coral) ประการังสีดำ (precious black coral) และประการังสีน้ำเงิน (blue coral)  แต่ประการังสีแดงและสีชมพูนั้นยังไม่ได้รับการคุ้มครอง ด้วยเหตุผลที่ว่าประการังสีแดงเป็นประการังน้ำลึก ซึ่งไม่ได้เอื้อประโยชน์กับสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลอย่างเช่น สาหร่าย เหมือนกับประการังน้ำตื้นอย่างประการังแข็ง แต่เป็นที่น่าเสียดายเนื่องจากประการังน้ำลึกนั้นใช้เวลาเติบโตนานกว่าประการังน้ำตื้นมาก ประการังที่นำมาทำเครื่องประดับบางชิ้นจึงอาจมีอายุมากกว่า 2,000 ปีด้วยซ้ำไป

ข้อมูล NationalJeweler
ภาพประกอบ About.com

10/08/2552 | Posted in , , , | Read More »

What’s hot? – Pearl Strand

สร้อยมุกไม่ใช่ไอเท็มที่สาวๆลงความเห็นว่า เป็นเครื่องประดับสุดเชยที่เหมาะกับคุณหญิงคุณนายหรือป้าแก่อีกต่อไปแล้วค่ะ ณ ตอนนี้กำลังอินสุดๆในวงการแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นฝั่งอเมริกาที่เป็นไอเท็มฮอตของเหล่าเซเลบ เรื่อยมายังญี่ปุ่นและฮ่องกง ที่เห็นสร้อยมุกนำไปใช้ในการถ่ายแฟชั่นหลายเล่ม และบรรดาเซเลบก็เริ่มใส่ให้เห็นกันมากขึ้นแล้วด้วย หากใครยังยึดติดว่า สร้อยมุกนั้นเหมาะที่จะใส่กับชุดสีดำหรูหรา หรือใช้ใส่ออกงานเท่านั้น มาดูแฟชั่นเหล่านี้กันค่ะ

สังเกตดูดีๆจากแฟชั่นของสาวๆเหล่านี้ จะพบว่า สร้อยมุกสุดหรูของ Chanel อย่างที่ Ashley Simpson ใส่นั้น ยังสามารถไปกันได้ดีกับเสื้อยืดลายขวางธรรมดาๆ หรือสร้อยมุกที่ Misha Barton ใส่กับเดรสสีเขียวเรียบๆ ก็ช่วยเพิ่มลุคแสนหวานราวกับเจ้าหญิงให้เธอได้ทันที แม้แต่ลุคเปรี้ยวปรี๊ดอย่างสาว Riannah ที่จับสร้อยมุกหลายๆแบบมาใส่เป็นพวงอย่างที่เห็น

www.mycherrymagazine.com monicatsao.com  celebritybug.blogspot.com

 

ไม่ว่าจะแต่งออกมาได้ลุคแบบไหนนั้น ทั้งหมดก็ขึ้นกับความมั่นใจและความสามารถในการดัดแปลงมาใช้ของเรานั่นเองค่ะ

ภาพประกอบ www.mycherrymagazine.com, monicatsao.com, celebritybug.blogspot.com

9/29/2552 | Posted in , , , , , , , | Read More »

What’s Hot? - Coral

jewelry.comjewelry.comjewelry.com

ช่วงนี้จะเห็นว่าจิวเวลรี่ที่ทำจากประการังกำลังร้อนแรงอยู่ทั้งบนรันเวย์และงานพรมแดงต่างๆ ซึ่งสื่ออย่าง Los Angeles Times ก็รายงานว่า เทรนด์ของการใช้ประการังกำลังมาแรง โดยจะพบเห็นได้จากการประดับตกแต่งรองเท้า เสื้อผ้า กระเป๋า ไปจนถึงของตกแต่งบ้านกันเลยทีเดียว แต่การใช้ประการังธรรมชาติก็คงจะขัดกับกระแสการอนุรักษ์ธรรมชาติ และภาวะโลกร้อนในปัจจุบันแน่ๆ ประกอบกับประการังธรรมชาตินั้นหายากขึ้นเรื่อยๆ จิวเวลรี่ชิ้นงามทั้งหลายที่เห็นกันอยู่ จึงเป็นการนำเอาจิวเวลรี่ชิ้นเก่ามาทำขึ้นใหม่ และสร้างเลียนแบบประการังธรรมชาติขึ้นมา ซึ่งแบบนี้จะมีราคาถูกกว่ามากมาย

jewelry.com jewelry.com

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรูปลักษณ์ที่แปลกตาของประการัง ซึ่งสามารถนำมาทำเป็นเครื่องประดับได้หลากหลายสไตล์ คงจะสนุกกับการแต่งตัวแน่ๆ แต่สำหรับผู้ที่นิยมสไตล์คลาสสิค ขอแนะนำจิวเวลรี่ที่ทำจากประการังเจียระไนทรงหลังเบี้ย ที่ไม่ว่าจะประดับอยู่บนแหวน ต่างหู หรือกำไล ก็สร้างความโดดเด่นได้ไม่แพ้ประกายแวววาวของอัญมณีอื่นๆ

 

อ้างอิง Los Angeles Times, Jewelry.com
ภาพประกอบ Jewelry.com

7/17/2552 | Posted in , , , , , | Read More »

พลอยประจำเดือนเกิด มิถุนายน – มุก (Pearl)

ภาพจาก www.goldndiamondsslc.com มุก (pearl) อัญมณีแห่งความบริสุทธิ์ที่สตรีทั่วโลกหลงใหล ตามตำนานในคัมภีร์พระเวทบันทึกไว้ว่ามุกเกิดจากฟันของอสูรวลาที่ร่วงหล่นลงมาบนโลกมนุษย์แล้วหลุดเข้าไปอยู่ในเปลือกหอยมุกทำให้เกิดมุกขึ้น แต่แท้จริงแล้วมุกเกิดจากการที่มีเม็ดทรายหรือสิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปในตัวหอยมุก เมื่อหอยมุกเกิดความระคายเคืองจึงต้องขับ “ชั้นมุก ” (Narce) ซึ่งประกอบด้วยแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) ออกมาเคลือบสิ่งปลอมนั้นและทำให้มีความแวววาว ยิ่งหอยมุกขับชั้นมุกออกมาเคลือบนานเท่าไร สิ่งแปลกปลอมก็จะยิ่งมีความแวววาวและความงดงามมากขึ้นเท่านั้น

สมบัติของมุก
ความแข็ง 2.5 - 3.5 เนื้ออ่อนกว่าแก้วแต่บดให้แตกเป็นผงค่อนข้างยากเนื่องจากมุกมีการจับตัวที่แน่นมาก
องค์ประกอบทางเคมี Calcium Cabonate (CaCO3) 80 % ซึ่งปกติจะเป็นแร่ Aragonite, Conchiolin 10 - 14 % และน้ำ 2 - 4 %
ค่าดัชนีหักเห 1.53 - 1.69
ความวาว วาวแบบมุก (Pearly luster) หรือ Orient
สี มุกไม่ได้มีเพียงแค่สีขาวเท่านั้น ยังมีสีเหลือง สีชมพู และสีดำ แต่ไม่ว่ามุกจะมีสีใด ลักษณะของมุกที่ดีควรมีทรงกลม แวววาว และสะอาด

กระบวนการเกิดและแหล่งที่พบมุก
มุกเกิดในเนื้อของหอยมุกซึ่งเป็นหอยสองฝามีทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม โดยมุกที่เกิดตามธรรมชาติจะเกิดจากการที่มีเม็ดทรายขนาดเล็กหรือเศษสิ่งแปลกปลอมขนาดเล็กถูกพัดพาเข้าไปภายในตัวหอยมุกแล้วทำให้ตัวหอยมุกเกิดความระคายเคืองจนหลั่งสารที่เป็นชั้นมุกที่เรียกว่า Nacre ออกมาเคลือบสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้น ยิ่งชั้นมุกมีความหนามาก มุกก็จะมีความวาวมาก
มุกแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ มุกธรรมชาติ (Natural Pearl) และมุกเลี้ยง (Cultured Pearl) ในกรณีของมุกเลี้ยงน้ำเค็ม สิ่งที่ทำให้เกิดความระคายเคืองในหอยมุกได้แก่ ลูกปัดกลม ๆ (Bead) ที่ทำจากเปลือกหอย (Shell) ส่วนมุกเลี้ยงน้ำจืด จะใช้เนื้อเยื่อจากหอยมุกเอง (Mantle tissue) ใส่เข้าไปแทนลูกปัดเพราะหอยมุกน้ำจืดตัวเล็กกว่าหอยมุกน้ำเค็ม จึงทำให้มุกเลี้ยงน้ำจืดมีรูปร่างไม่กลมเท่าที่ควรจะไปถึงบิดเบี้ยวเล็กน้อย (Baroque) วิธีการเลี้ยงหอยมุกนี้พัฒนาขึ้นโดยโคคิจิ มิกิโมโตะ (Kokichi Mikimoto) เมื่อ ค . ศ . 1893
แหล่งมุกที่สำคัญได้แก่ เปอร์เชีย อเมริกากลาง และ ออสเตรเลียเหนือ ส่วนมุกเลี้ยงนั้นมีมากแถบญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาะตาฮิติ และเกาะหมู่เกาะอื่น ๆ ในแถบทะเลใต้ โดยปกติไข่มุกเลี้ยงจะมีขนาดโตได้ประมาณ 9 - 15 มิลลิเมตรมีสีเหลือง ทอง ขาว เงิน ดำ เป็นต้น ในประเทศไทยก็มีฟาร์มเลี้ยงมุกในจังหวัดภูเก็ต พังงา ระนอง สุราษฎร์ธานี และกาญจนบุรี

ภาพจาก www.alvr.com ตำนานและความเชื่อเกี่ยวกับมุก
เชื่อกันว่ามีการค้นพบไข่มุกครั้งแรกในบริเวณตะวันออกกลาง พระนางคลีโอพัตราทรงใช้ตุ้มหูมุกเป็นเครื่องประดับ และมักจะจุ่มตุ้มหูมุกลงไปในเหล้าองุ่นก่อนดื่ม เพราะเชื่อว่าไข่มุกมีพลังช่วยคงความหนุ่มสาวเอาไว้ได้ นแกจากนี้ กวีชาวกรีกนามว่า โฮเมอร์ ซึ่งเป็นกวีในยุคเมื่อ 1,200 – 850 ปีก่อนคริสตศักราชได้กล่าวถึงการใช้ไข่มุกเป็นเครื่องประดับของเทพธิดายูโนไว้ในวรรณกรรมของเขาด้วย หญิงสาวชาวโรมันก็นิยมสวมใส่ไข่มุกเช่นเดียวกัน ส่วนชาวจีนในสมัยก่อนใช้ไข่มุกเป็นเครื่องบอกยศถาบรรดาศักดิ์

มุกเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ด้วยสีอันนุ่มนวลงดงามของอัญมณีชนิดนี้ เมื่อหญิงสาวนำมาใส่จึงช่วยกระตุ้นให้ความเป็นกุลสตรีเด่นชัดขึ้น ทำให้เกิดความนุ่มนวลอ่อนหวาน นอกจากนี้ ยังเชื่อกันว่าหากวางไข่มุกไว้ใต้หมอนจะช่วยให้คู่สามีภรรยาที่ไม่มีบุตรได้มีบุตรสมหวัง ทางด้านการบำบัดรักษา ไข่มุกเป็นอัญมณีธาตุน้ำ จึงเชื่อกันว่าไข่มุกมีพลังช่วยลดไข้หรือโรคที่เกิดจากความร้อน ช่วยบำบัดอาการของคนที่เป็นโรคไต หอบหืด เสมหะ และระบบทางเดินหายใจไม่ปกติ
ในด้านของการประดับตกแต่ง นอกจากมุกแล้ว เรายังนิยมนำอัญมณีประเภทมุกดาหาร มาใช้แทนได้ด้วยเช่นกัน

การดูแลรักษาเครื่องประดับมุก
เนื่องจากมุกเป็นอัญมณีอินทรีย์ จึงควรพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้โดนกรด น้ำหอม สบู่ ครีมทาผิว หรือสเปรย์ใส่ผม เพราะอาจทำให้สีของมุกเปลี่ยนไป

 

ข้อมูลจาก GIT, SGS
ภาพประกอบ www.goldndiamondsslc.com, www.alvr.com

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

Clean and Care – Pearl Jewelry
Pearl Buying Guide - การเลือกซื้อมุก
ชนิดและประเภทของมุก

7/08/2552 | Posted in , , , , , | Read More »

พาเที่ยวพิพิธภัณฑ์เปลือกหอย

เมืองไทยเรามีพิพิธภัณฑ์ดีๆอยู่หลายแห่ง ซึ่งพิพิธภัณฑ์เปลือกหอยทั้ง 2 แห่งนี้เป็นสถานที่ที่แนะนำให้แวะเข้าไปชมหากมีโอกาส

พิพิธภัณฑ์เปลือกหอยกรุงเทพฯ

โดย หนุ่มลูกทุ่ง ASTVผู้จัดการออนไลน์

พิพิธภัณฑ์เปลือกหอยกรุงเทพ จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์ ชั้นสองของพิพิธภัณฑ์ จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์

เกิดขึ้นจากความรัก ความรอบรู้ และ ความเชี่ยวชาญในเปลือกหอยของ คุณจอม สมหวัง ปัทมคันธิน สุดยอดแฟนพันธุ์แท้เปลือกหอย 2 สมัย (ปี 2007 และปี 2008) ผู้คว้ารางวัลคะแนนโหวตสูงสุดปี 2008  ทายาทของคุณสมนึก ปัทมคันธิน เจ้าของพิพิธภัณฑ์เปลือกหอยที่หาดราไวย์ จังหวัดภูเก็ต เพิ่งเปิดตัวสดๆร้อนๆเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมานี้เอง ตัวพิพิธภัณฑ์ได้ทำเลดีอยู่ตรงหัวมุมถนนสีลม 23 มองเห็นได้ชัดเพราะมีสัญลักษณ์รูปเปลือกหอยอันใหญ่อยู่บนตัวตึก ก่อนจะเข้าไปชมภายในพิพิธภัณฑ์ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมกันก่อน ตอนนี้ค่าเข้าชมสำหรับคนไทยในช่วงโปรโมชั่นเปิดพิพิธภัณฑ์อยู่ที่ 100 บาทขาดตัว แต่หลังจากนี้อีกสักหน่อยก็คงจะมีการปรับเปลี่ยนราคาแล้ว เพราะฉะนั้นหากใครอยากชมในราคาโปรโมชั่นนี้ก็ต้องรีบมากัน

ภายในอาคารนั้นแบ่งเป็นสามชั้นด้วยกัน รวบรวมเปลือกหอยจากทั่วโลกไว้มากกว่า 600 ชนิด แต่จำนวนเปลือกหอยที่นำมาจัดแสดงนั้นมีเป็นหมื่นๆ ชิ้นแบ่งกลุ่มตามชนิดของหอย เพียงเข้าไปที่ชั้นแรกก็รู้สึกได้ถึงความอลังการ เพราะมีเปลือกหอยหน้าตาแปลกๆทั้งเล็กทั้งใหญ่วางเรียงกันเป็นแถว มีคำอธิบายไว้เพียบพร้อม ที่ชั้นนี้มีหอยประเภทวงศ์หอยจุกพราหมณ์ หรือหอยสังข์ทะนาน ที่เรียกว่าหอยจุกพราหมณ์นั้นก็เพราะเกลียวที่ก้นหอยนั้นบิดเป็นเกลียวกลมคล้ายมวยผมของพราหมณ์ มีวงศ์หอยสังข์บิด หอยสังข์แตร หอยสังข์กบ และวงศ์หอยมือเสือ หอยมือแมว สำหรับหอยมือเสือนี้เป็นหอยสองฝาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกรองจากหมึกกล้วยยักษ์ และยังเป็นหอยที่มีสองเพศในตัวเดียว จะเรียกว่าเป็นหอยกระเทยก็คงได้ โดยในพิพิธภัณฑ์นี้มีหอยมือเสือขนาดยักษ์ที่พบอยู่ตามแนวปะการังน้ำตื้นชายฝั่งเขตอินโด-แปซิฟิคมาโชว์ให้ดูด้วย

เม่นระเบิดหนามใหญ่ จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์

นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีวงศ์หอยมะเฟือง วงศ์หอยโข่งทะเล หอยโข่งบาง โข่งเปลือกบาง วงศ์หอยรังนก วงศ์หอยตีนช้าง หอยกระต่าย แต่ที่ฉันเห็นว่าน่ารักที่สุดก็คงเป็นสิ่งที่อยู่ในตู้กระจกตรงกลางที่จัดแสดงเม่นทะเล อย่างเม่นยักษ์อังกฤษได้จากประเทศแคนาดา เม่นม่วงจากภูเก็ต เม่นระเบิดหนามใหญ่จากภูเก็ต เม่นบอลจากภูเก็ต เม่นจิ๋วน้ำลึกจากเกาะไต้หวัน เม่นเหล่านี้หน้าตาน่ารัก ตัวกลมๆป้อมๆแถมมีสีสันสวยงาม โดยเฉพาะเม่นระเบิดหนามใหญ่นั้นมีลวดลายสวยอย่างกับวาดเอาเลยทีเดียว

 

หอยหัวใจ จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์ คราวนี้ขึ้นมาที่ชั้นสองกันบ้าง ที่ชั้นนี้มีหอยสีสันสดใส หน้าตาสวยงามแปลกประหลาดมากมาย ที่สวยโดดเด่นที่สุดฉันขอยกให้กับวงศ์หอยแสงอาทิตย์ หอยแต่งตัว หอยพระอาทิตย์ ที่จะเอาเศษหิน เศษปะการัง หรือเศษเปลือกหอยต่างๆมาเชื่อมติดกับเปลือกกระจายเป็นวงแผ่รัศมีโดยรอบคล้ายพระอาทิตย์
และหอยที่สีสันสดใสที่สุดขอยกให้กับหอยเชลล์หลากขนาดและหลากสีสัน ส่วนหอยที่น่ารักหวานแหววที่สุดก็ต้องหอยหัวใจ หรือหอยแครงหัวใจ หอยสองฝาที่เมื่อฝาทั้งสองประกบกันแล้วจะกลายเป็นรูปหัวใจสวยงาม บางอันมีสีขาวอมเหลือง บางอันสีเหลืองสดใส บางอันออกสีส้มอ่อนๆ บางอันก็เป็นสีชมพูปิ๊งน่ารักมากทีเดียว

ที่ชั้นสองนี้ยังมีฟอสซิลหอยขนาดใหญ่ที่ถูกค้นพบอย่างบังเอิญขณะขุดเจาะชั้นหินเพื่อสร้างถนนในประเทศเยอรมัน มีอายุอยู่ในยุคจูราสสิคตอนต้น หรือช่วง 180 ล้านปีก่อนนั่นเอง นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีหอยงวงช้าง หอยปิ่นขาว หอยปิ่นปักผม หอยเพรียงเจาะหินยักษ์ วงศ์หอยสังข์มงคลที่ไว้ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา และวงศ์หอยสังข์ยักษ์ สังข์จีน สังข์น้ำตาล และหอยอื่นๆอีกมากมาย

ภาพจาก ASTVผู้จัดการออนไลน์ ปีนบันไดขึ้นมาดูเปลือกหอยกันต่อบนชั้นสามซึ่งเป็นส่วนจัดแสดงส่วนสุดท้ายกันบ้าง เมื่อขึ้นมาถึงชั้นนี้แล้ว สิ่งแรกที่จะได้เห็นก็คือภาพฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ซึ่งทรงพระราชทานให้แก่ผู้เข้าแข่งขันที่ชนะเลิศจากรายการแฟนพันธุ์แท้ตอนเปลือกหอย ซึ่งเป็นภาพฝีพระหัตถ์ที่งดงามมากทีเดียว

นอกจากนั้นแล้วบนชั้นนี้ยังจัดแสดงซากฟอสซิลฝูงโกเนียไตต์ (กลุ่มหนึ่งของแอมโมไนต์ในยุคโบราณ) พบที่เทือกเขาแอตลาส เมืองไอมูเซอร์ ประเทศโมรอคโค มีอายุกว่า 350 ล้านปีมาแล้ว ส่วนเปลือกหอยชนิดอื่นๆนั้นก็มีวงศ์หอยสังข์ปีก เช่น หอยชักตีน หอยแมงป่อง หอยมือนาง หอยจักรนารายณ์ วงศ์หอยสังข์หนาม ที่มีหน้าตาสวยงามไม่แพ้หอยชนิดอื่นๆ

ที่นี่ฉันยังได้รู้จักกับหอยที่มีเข็มพิษอย่างวงศ์หอยเต้าปูน ซึ่งบางชนิดมีพิษร้ายแรงทำให้คนเสียชีวิตได้ ดังนั้นเมื่อเราดำน้ำอยู่ใต้ทะเลจึงไม่ควรหยิบจับหอยต่างๆที่ไม่ทราบชนิดแน่ชัด เพราะเจ้าหอยตัวนั้นอาจจะเป็นหอยเต้าปูนก็ได้ นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีวงศ์หอยเม็ดขนุน หอยกระดุม วงศ์หอยเบี้ย ซึ่งเราเคยใช้แทนเงินในสมัยอดีต วงศ์หอยเจดีย์ หอยพลูจีบ ซึ่งมีเข็มพิษเช่นเดียวกับหอยเต้าปูน

 

หอยคิวบา จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์  หอยสังข์หนาม จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์

คราวนี้มาดูหอยจำพวกหอยทากกันบ้าง ฉันได้เห็นหอยที่มีสีสันสวยงามอย่างหอยลูกกวาดคิวบา หรือหอยทากโพลีมิต้า ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นหอยทากบกที่มีสีสันลวดลายแจ่มที่สุดในโลกก็ว่าได้ ชนพื้นเมืองในเกาะคิวบาได้เก็บไปทำสร้อยคอหรือเครื่องประดับ และยังถือว่าเป็นมรดกแห่งชาติของคิวบาอีกด้วย นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีหอยทากอื่นๆเช่น หอยน้ำพริก หอยลุ หอยนกขมิ้น หอยทากต้นไม้ฟลอริด้า หอยทากยักษ์แอฟริกันและอเมริกาใต้ หอยทากทะเลทรายจากประเทศเปรู ซึ่งหาดูไม่ได้ง่ายๆอีกด้วย

บนชั้นสามยังมีมุมพิเศษจัดไว้สำหรับวงศ์หอยนมสาวน้ำลึก หอยนมสาวปากร่อง ที่ถือว่าเป็นหอยที่หายากและเป็นที่นิยมของนักสะสม เพราะอาศัยอยู่ในท้องทะเลลึกหลายร้อยไปจนถึงหลายพันเมตร และมีมุมจัดแสดงเปลือกหอยน้ำจืด เช่น หอยขมหนามจากทะเลสาบแทนแทนยิกา หอยกาบปุ่ม หอยเรือบิน หอยกาบ หอยเดือยไก่ดำ และหอยกาบน้ำจืดยักษ์จากประเทศจีน ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีขนาดเปลือกใหญ่ที่สุดในโลกจัดแสดงไว้ให้ชมกันด้วย

มองไปทางไหนก็เห็นแต่เปลือกหอยสวยงามล้ำค่าละลานตาไปหมด แถมยังไม่ใช่หอยธรรมดาๆ แต่เป็นหอยประเภทที่หายาก มาจากมหาสมุทรน้ำลึกบ้าง มาจากต่างประเทศบ้าง ดังนั้นคนที่ปกติเห็นแต่หอยขม หอยแครง หอยแมลงภู่อย่างฉันจึงต้องตกตะลึง และใช้เวลาอยู่ในพิพิธภัณฑ์เปลือกหอยแห่งนี้อยู่เกือบสองชั่วโมงเลยทีเดียว

พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ที่ 1043 ซอยสีลม 23 บางรัก กรุงเทพฯ 10500 อยู่บริเวณหัวมุมถนนสีลม ซอย 23 เยื้องสี่แยกโรงพยาบาลเลิดสิน
เปิดให้เข้าชม เวลา 10.00-21.00 น. ทุกวัน
ค่าเข้าชม ชาวไทย 100 บาท ชาวต่างประเทศ 200 บาท 
การเดินทาง มีรถประจำทางสาย 1, 15 และ 77 ผ่าน และสามารถนั่งรถไฟฟ้ามาลงที่สถานีสุรศักดิ์ หรือสถานีสะพานตากสิน หรือนั่งเรือด่วนเจ้าพระยามาขึ้นที่ท่าสะพานตากสิน แล้วเดินมายังซอยสีลม 23 ได้เช่นกัน
สอบถามรายละเอียด โทร.0-2234-0291

 

พิพิธภัณฑ์เปลือกหอย จ.ภูเก็ต

โดย นายรอบรู้

ภาพจาก Nairobroo.com

ตั้งอยู่ที่เลขที่ 12/2 หมู่ 2 ถ. วิเศษ ต. ราไวย์ ใกล้กับหาดราไวย์ เป็นสถานที่เก็บรวบรวมเปลือกหอยต่าง ๆ ที่พบในท้องทะเลอันดามันและจากท้องทะเลทั่วโลก มีการจัดแสดงเป็นระบบและมีข้อมูลประกอบอย่างน่าสนใจ จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก่อตั้งโดยคุณสมนึก ปัทมคันธิน ซึ่งสนใจเรื่องหอยมาตั้งแต่เด็ก จึงเริ่มศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจัง รับซื้อและเเลกเปลี่ยนเปลือกหอยจากคนภูเก็ตและผู้สนใจหอยทั่วไป ทำให้มีเปลือกหอยแปลกใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงคิดสร้างพิพิธภัณฑ์เปลือกหอยขึ้น เพื่อเผยเเพร่ความรู้เรื่องหอยแก่บุคคลทั่วไป เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ ธ.ค. 2540

ภายในอาคารได้จัดแสดงเปลือกหอยเป็นหมวดหมู่อย่างสวยงาม ซึ่งจำแนกประเภทใหญ่ ๆ ได้สี่กลุ่ม ได้แก่
หอยเบี้ย เป็นหอยที่คนนิยมสะสมมากที่สุด มีโครงสร้างโค้งมน ผิวเปลือกเป็นมันวาวคล้ายกระเบื้องเคลือบ
หอยเต้าปูน เป็นหอยมีพิษ มีเปลือกเป็นทรงกรวย มีสีสัน ขนาด และลวดลายที่หลากหลายมาก
หอยสังข์หนาม หรือหอยหน้ายักษ์ เป็นหอยทะเลกลุ่มใหญ่ที่สุด เป็นหอยฝาเดี่ยว มีหนามขึ้นเป็นแนวรอบตัว และ
หอยสังข์จุกพราหมณ์ อาศัยอยู่ตามพื้นทรายปนเลนนอกแนวชายฝั่ง พบในประเทศไทยเพียงสองชนิด

หอยแต่ละกลุ่มที่จัดแสดงมีทั้งเปลือกหอยที่พบในน่านน้ำไทย เช่น จากภูเก็ต สตูล กระบี่ ระนอง และเปลือกหอยจากหลายประเทศทั่วโลก เช่น จากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อ่าวเม็กซิโก แอฟริกาใต้ ฯลฯ มีทั้งเปลือกหอยที่หายากมากและที่พบเฉพาะถิ่น หอยทุกตัวมีป้ายบอกชื่อ ลำดับชั้นทางวิทยาศาสตร์ และคำบรรยายทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ตัวอย่างที่น่าสนใจ เช่น ไข่มุกสีทองหนัก 140 กะรัต พบด้านฝั่งตะวันตกของเกาะภูเก็ต ฟอสซิลหอยกาบสองฝาอายุนับร้อยล้านปี หอยสังข์ที่ใช้ในพิธีมงคล ไมโครเชลล์หรือกลุ่มหอยที่ตัวเต็มวัยมีขนาดเล็กมากจนไม่สามารถแยกได้ด้วยตาเปล่า

เปิดให้เข้าชม 08.00-18.30 ทุกวัน
ค่าเข้าชม คนไทย 100 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท
ติดต่อสอบถามข้อมูล โทร. 0-7638-1274, 0-7638-1888

3/27/2552 | Posted in , , , , , | Read More »

Clean and Care – Pearl Jewelry

การดูแลรักษาเครื่องประดับมุก
ต้องให้ความทนุถนอมมากกว่าเครื่องประดับพลอยชนิดอื่นๆ เนื่องจากมุกเป็นอัญมณีที่เป็นอินทรีย์สาร มีความบอบบางและชำรุดได้ง่ายกว่ามาก จึงต้องอาศัยการดูแลเป็นพิเศษ

arrow-pink ไม่ควรสวมเครื่องประดับมุกก่อนการแต่งหน้าหรือฉีดน้ำหอม
arrow-pink ถอดเครื่องประดับมุกทุกครั้งก่อนทาโลชั่น
arrow-pink เช็ดเครื่องประดับมุกด้วยผ้านิ่มๆที่ไม่มีขน โดยอาจเป็นผ้าแห้งหรือผ้าชุบน้ำหมาดๆก็ได้ ถ้าใช้ผ้าชุบน้ำควรผึ่งเครื่องประดับให้แห้งก่อนเก็บ
arrow-pink หากมุกมีคราบสกปรก ให้ทำความสะอาดด้วยน้ำสบู่ชนิดอ่อนโยน ห้ามใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของแอมโมเนีย หรือผงซักฟอก
arrow-pink ไม่ควรใช้เครื่องอัลตราโซนิคในการทำความสะอาดเครื่องประดับมุก

การเก็บรักษาเครื่องประดับมุก

ควรแยกเก็บเครื่องประดับมุกไม่ให้ปะปนกับเครื่องประดับชนิดอื่นๆ เพื่อลดโอกาสในการเสียดสีซึ่งจะทำให้ผผิวมุกเป็นรอยหรือกระเทาะ ภาชนะที่ใช้เป็นควรเป็นกล่องจิวเวลรี่หรือถุงผ้านิ่มๆที่ไม่สามารถทำให้เกิดรอยขีดข่วนได้

สำหรับสร้อยคอมุก เพื่อรักษารูปทรงที่ดีของสร้อย ควรเก็บโดยจัดวางให้เป็นรูปทรง

 

ข้อมูลจาก About.com
ภาพประกอบจาก Germes online

 

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

มุก (Pearl)
Pearl Buying Guide - การเลือกซื้อมุก
Pearl for all ages

1/17/2552 | Posted in , , , , , | Read More »

Pearl Knot

การเลือกซื้อสร้อยมุกคุณภาพดี นอกจากจะดูที่คุณภาพของมุกเป็นหลักแล้ว ควรตรวจสอบวิธีการร้อยสร้อยมุกด้วย โดยสร้อยมุกที่ดีนั้นจะต้องร้อยโดยมีการผูกปมระหว่างมุกแต่ละเม็ด (ดังภาพ) ซึ่งปมเหล่านี้จะทำให้ผิวของมุกไม่สัมผัสกัน เป็นการช่วยรักษาอายุการใช้งานได้ยาวนานขึ้น เมื่อเกิดเหตุที่ทำให้สร้อยมุกขาด สร้อยที่ร้อยด้วยวิธีนี้ก็จะมีมุกหล่นเพียงแค่หนึ่งหรือสองเม็ดเท่านั้น ในขณะที่สร้อยมุกที่ไม่ได้ร้อยโดยวิธีการผูกปม จะไม่สามารถรักษามุกไว้ได้

 

arrow-pink เรียนรู้ออนไลน์…วิธีการร้อยสร้อยมุกแบบผูกปม โดย Celia Martin

 

ข้อมูลและภาพประกอบจาก : About.com

 

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

Pearl Buying Guide - การเลือกซื้อมุก

1/17/2552 | Posted in , , , , , , | Read More »

Pearl Buying Guide - การเลือกซื้อมุก

ในปัจจุบันมุกได้รับความนิยมอย่างสูงเนื่องด้วยความมีเสน่ห์ในตัวเองที่ดูอ่อนหวาน อบอุ่นและสามารถนำมาทำเครื่องประดับที่สวยงามไม่แพ้รัตนชาติชนิดอื่นๆ  มุกสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทคือ มุกธรรมชาติ มุกเลี้ยง และมุกเทียม ซึ่ง 2 ประเภทแรกถือเป็นไข่มุกแท้แต่แตกต่างกันที่แหล่งกำเนิด สำหรับไข่มุกเทียมถูกทำขึ้นจากการหล่อพลาสติกและเลียนแบบสีตามไข่มุกตามธรรมชาติ ฉะนั้นการเลือกซื้อมุกควรพิจารณาสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้

ขนาดและรูปร่าง เป็นสิ่งแรกสุดในการพิจารณาเพราะหากคุณทราบว่ามุกที่ต้องการที่มีขนาดและรูปร่างอย่างไรคุณก็จะสามารถเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่ที่การออกแบบเครื่องประดับที่จะทำออกมาด้วยว่าเหมาะสมกับรูปร่างของมุกที่เลือกใช้หรือไม่ เช่น ต้องการทำเข็มกลัดอาจเลือกมุกที่เม็ดใหญ่ น้ำงาม หรือการทำสร้อยคอควรคัดเลือกมุกที่มีสีสม่ำเสมอและมีขนาดเท่ากันหรือไล่ขนาดกันไปตลอดเส้น ที่สำคัญขนาดของมุกยังมีผลต่อเรื่องของราคาอีกด้วย

สีสัน
สีของมุกจะพิจารณาจาก 2 ส่วนด้วยกัน คือ Body Colour ซึ่งเป็นสีพื้นของมุก มีสีขาว สีครีม สีเหลือง เป็นต้น และ Overtone เป็นสีอื่นๆที่เกิดจากการเลี้ยวเบนและแทรกสอดของแสงผ่านชั้นต่างๆที่ผิวของมุก มีสีเขียว สีชมพู สีเงิน สีฟ้า เป็นต้น โดยสีของมุกจะแปรเปลี่ยนไปตามชนิดของหอยมุกและน้ำที่หอยมุกนั้นอาศัยอยู่ สีของมุกทำให้มุกเป็นอัญมณีชนิดเดียวที่นำมาทำเป็นเครื่องประดับโดยไม่มีการขัดหรือเจียระไนอย่างอัญมณีชนิดอื่นๆ ทั้งนี้เพื่อคงความงดงามตามธรรมชาติ

ลักษณะเนื้อผิว
เป็นส่วนสำคัญในการเลือกซื้อ มุกที่ดีจะต้องมีผิวเรียบเนียนเป็นมันไม่มีร่องหรือรอยขุรขระ ไม่มีรอยถลอก และไม่เป็นฟองอากาศ เพราะการที่มุกมีผิวไม่เรียบ มีรอยแตกหรือรอยถลอกต่างๆ นั้นอาจทำให้ผิวของไข่มุกหลุดลอกได้ง่าย ดังนั้นการเลือกซื้อจึงควรสังเกตอย่างละเอียด อาจใช้ไฟส่องช่วยในการตรวจโดยใช้พื้นหลังสีดำให้สังเกตขณะหมุนเพื่อตรวจสภาพผิวของมุก

ความมันวาว
มุกที่ดีจะมีเนื้อมันวาวสดใส เปล่งประกายจากเนื้อใน ไร้ความหมองคล้ำ ประกายสม่ำเสมอทั้งเม็ด ส่วนการเหลือบสี(Orient) ของมุกนั้นจะเกิดขึ้นได้ดีถ้ามุกมีชั้นความหนาของมุกมากดังจะเห็นได้จากเมื่อส่องแสงไฟแล้วจะมองเห็นเหลือบสีมากก็แสดงว่าเป็นมุกที่ดี ซึ่งความหนาของชั้นมุกนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการเลี้ยงและสภาพแวดล้อมในการเพาะเลี้ยง ทำให้มุกที่มีชั้นหนามากก็จะมีความวาวมันมากตามไปด้วย คุณสามารถทดสอบได้ว่ามุกมีชั้นมุกหนามากเพียงใดด้วยวิธีต่อไปนี้

- ดูลักษณะความวาว ถ้าความวาวสูงแสดงว่ามีชั้นมุกหนา
- ดูรอยแตกที่ผิว ในมุกที่มีชั้นมุกบางจะเห็นลูกปัดอยู่ภายใน
- ใช้แว่นขยายดูบริเวณรูที่เจาะ ถ้ามุกมีชั้นมุกไม่หนา จะเห็นรอยต่อระหว่างส่วนที่เป็น ชั้นมุกกับส่วนของลูกปัด
- สังเกตแถบสี โดยนำมุกส่องกับไฟที่มีความเข้าสูง เช่นไฟสีแดง ถ้าพบแถบขวางในไข่มุกซึ่งเป็นแถบของลูกปัดแสดงว่าชั้นมุกบางมาก


ข้อควรระวังในการเลือกซื้อ
สิ่งที่ควรระวังที่สุดในการเลือกซื้อก็คือ มุกเทียมเป็นมุกที่ทำจากแก้วหรือพลาสติกหรือสิ่งอื่นๆ ซึ่งมุกเทียมนี้เป็นการทำเทียมหรือเลียนแบบ สามารถตรวจสอบหรือสังเกตได้ง่ายๆ คือ
- สังเกตรอยแตกหรือลักษณะผิวเพราะหากเป็นมุกเทียมมักจะเคลือบสีด้วยแลกเกอร์หรือสารเคลือบอื่นๆ เพื่อเพิ่มความมันวาว
- อาจใช้วิธีการสัมผัสคือการนำมุกแต่ละเม็ดมาถูกันเบาๆ แล้วจับดู หากนำมาถูแล้วไม่รู้สึกสากๆหรือรู้สึกลื่นๆเลย ให้สรุปไว้ก่อนว่าไม่ใช่มุกแท้ สิ่งที่ควรระวังคือควรถูเบาๆ เพราะหากเป็นมุกแท้ผิวมุกอาจสึกหรอจากการเสียดสีของชั้นมุกได้ เนื่องจากมุกเป็นอัญมณีที่เปราะบางมากจึงควรระวังในการทดสอบ
- ใช้ไฟลน เนื่องจากมุกเทียมจะไม่ทนความร้อน เพราะเพียงไฟจากบุหรี่ก็ทำให้เกิดริ้วรอยไหม้หรือแตกกะเทาะได้ง่าย หากเป็นมุกแท้จะทนทานแม้จะเป็นรอยไหม้ก็สามารถเช็ดออกได้
 
มุกถือได้ว่าเป็นเครื่องประดับอมตะที่ไม่มีวันล้าสมัยไปได้ง่ายๆ นอกจากนี้มุกยังให้ภาพที่สวยสง่าแก่ผู้สวมใส่อีกด้วย จากวิธีตรวจสอบง่ายๆ ข้างต้นจะสามารถทำให้คุณสามารถนำไปปรับใช้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อไปได้

 

ข้อมูลจาก : สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) , สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

 

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

มุก (Pearl)
Pearl for all ages

 

คู่มือการเลือกซื้อมุก

Pearl Buying Guide: How to Evaluate, Identify and Select Pearls & Pearl Jewelry

11/15/2551 | Posted in , , , | Read More »

มุก (Pearl)

มุก (Pearl) เป็นอัญมณีที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต (Organic gemstone) ไข่มุกแต่ละเม็ดจะเกิดจากการที่มีสิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปในหอยทั้งฝาเดียวและสองฝา ซึ่งพบได้ทั้งในน้ำจืดและน้ำเค็ม เพื่อลดการระคายเคืองจากสิ่งแปลกปลอมนี้ หอยจะปล่อยสารที่มีส่วนประกอบของแคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate) ออกมาเคลือบสิ่งแปลกปลอมนั้นเป็นชั้นๆ จนกระทั่งได้เป็นไข่มุกที่แวววาว ส่วนจะมีลักษณะรูปร่างอย่างไรนั้น ขึ้นกับสิ่งแปลกปลอมที่หลุดเข้าไป ตามธรรมชาติแล้วมักมีลักษณะไม่กลม โดยปกติแล้ว ไข่มุกจะมีสีขาวเหลือบสีรุ้งเล็กน้อยจนถึงขาวนวล แต่ก็มีสีอื่นๆ อีกอย่างเช่น สีชมพู สีเงิน สีครีม สีเหลือง สีทอง สีเทา สีน้ำตาล และสีดำ โดยสีต่างๆ ของไข่มุกนั้นก็เกิดขึ้นอยู่กับชนิดของหอยมุก และสภาวะแวดล้อมในบริเวณที่หอยมุกอยู่อาศัยนั่นเอง

ความหมายของมุกสีต่างๆ

สีเหลือง        หมายถึง        ความมั่งคั่ง
สีน้ำตาล       หมายถึง         สติปัญญา
สีขาว           หมายถึง         อิสระ เสรีภาพ
สีเขียว         หมายถึง         ความสุข

 

ตำนานของมุก
นับตั้งแต่โบราณมามุกก็ยังได้ชื่อว่าเป็นอัญมณีที่มีผู้ชื่นชอบเป็นอย่างมาก และเป็นเครื่องประดับแห่งชนชั้นสูง เห็นได้จากบทกวีของโฮเมอร์ กวีเอกของกรีกโบราณ (1,200-850 ปี ก่อนคริสตศักราช) ได้บรรยายเรื่องของไข่มุกไว้ว่า เทพธิดายูโนมีเครื่องประดับเป็นต่างหูไข่มุก จึงนับได้ว่าไข่มุกเป็นเครื่องประดับ เป็นอัญมณีที่เก่าแก่และสตรีชาวโรมันต่างก็ชื่นชอบต่างหูมุก

ไพลนี นักเขียนขาวโรมันก็ยังได้บรรยายไว้ พระนางคลีโอพัตราได้ละลายไข่มุกล้ำค่าราคาสูงลิบลงในเหล้าองุ่นแล้วดื่ม เพื่อแสดงถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อมาร์ก แอนโทนี นอกจากนี้พระนางยังทรงต่างหูไข่มุกอยู่เสมอ หรือแม้แต่สตรีผู้ยิ่งใหญ่ของโลกดังเช่น พระนางซูสีไทเฮานั้นก็มีหลักฐานบันทึกมากมายว่าทรงโปรดเครื่องประดับไข่มุกเป็นอย่างยิ่ง

แต่ในการใช้เครื่องประดับมุกในประเทศไทยนั้น แท้จริงน่าจะเริ่มต้นเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 5 ตามแบบอย่างเจ้านายสตรีที่นิยมเสื้อผ้าตามแบบฝรั่ง จึงนำเอาไข่มุกมาประยุกต์ให้เข้ากับเสื้อผ้า "ไข่มุก" จำนวนมากจึงได้เข้ามามีบทบาทเป็นเครื่องประดับยอดนิยม อันเป็นแฟชั่นในยุคนั้นได้อย่างเหมาะเจาะ ไม่ว่าจะเป็นสร้อยไข่มุกยาว ต่างหูไข่มุก แหวนไข่มุก

 

ชนิดและประเภทของมุก

มุกสามารถจำแนกตามลักษณะการเกิด ได้ดังนี้

nutralpearl 1) Natural Pearls
มุกธรรมชาติเป็นอัญมณีที่หายากและราคาค่อนข้างแพง การจำหน่ายจะใช้หน่วยเป็นกะรัต

 

cultured-pearl 2) Cultured Perals
เนื่องจากมุกธรรมชาติเป็นของหายาก  และเป็นเครื่องประดับที่ราคาแพง ด้วยเหตุนี้เองจึงมีผู้ค้นคิดการเพาะเลี้ยงหอยมุก ผู้ผลิตประสบความสำเร็จคนแรกคือ นายโคคิชิ มิกิโมโตะ ได้นำมาดัดแปลงเอาหอยมุกขัดเป็นเม็ดกลมๆ เข้าไปในฝามุก เกิดเป็นมุกเลี้ยงมีสีสวยงาม หอยมุกที่นำมาเลี้ยงมีทั้งหอยทะเลและหอยน้ำจืด แต่ที่นิยมคือ หอยสองฝาเพราะมีเมือกเยอะ ไข่มุกเลี้ยงเรียกอีกอย่างว่า culture pearl สำหรับประเทศไทย บริษัทนาคาไข่มุก สามารถประสบความสำเร็จในการเลี้ยงเป็นบริษัทแรก รู้จักกันในนามของ "ไข่มุกทะเลใต้" (south sea pearl) ทำการเพาะเลี้ยงที่เกาะนาคาน้อย จังหวัดภูเก็ต เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2507 ที่เกาะยาวน้อยร่วมกับญี่ปุ่น มีระยะเวลากว่า 30 ปี ทำจากหอยมุกที่เรียกว่า หอยมุกจาน ผลผลิตมีมากสุดปีละ 12,000 เม็ด ทำรายได้ปีละสิบกว่าล้านบาท ตลาดที่ส่งคือ ญี่ปุ่น มีบางส่วนขายในประเทศไทย ปัจจุบันเหลือน้อยลง
มุกเลี้ยงสามารถกำหนดรูปร่างของมุกที่ต้องการได้ โดยการใส่วัตถุแปลกปลอมที่มีรูปร่างตามที่ต้องการเข้าไปในตัวหอย ซึ่งคุณภาพของมุกจะขึ้นกับชนิดของหอยที่ใช้เลี้ยง คุณภาพของน้ำ และระยะเวลาก่อนการเก็บหอยมุก มุกเลี้ยงยิ่งมีความหนาของสารเคลือบมากจะมีความแข็งแรงและคุณภาพดี สำหรับการจำหน่ายมุกเลี้ยงจะใช้ขนาดของเม็ดไข่มุก (มิลลิเมตร) เป็นตัวกำหนดราคา

3) Saltwater Pearls
มุกน้ำเค็ม เป็นได้ทั้งมุกธรรมชาติและมุกเลี้ยง แต่จำแนกตามสถานที่เกิด คือ หอยน้ำเค็ม

4) Freshwater Pearls
มุกน้ำจืดเกิดจากหอยน้ำจืดที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำหรือทะเลสาบ


หากจำแนกตามลักษณะรูปร่าง สามารถแบ่งได้เป็น

1) Spherical Pearls
มุกทรงกลม เป็นทรงที่นิยมมากที่สุด ยิ่งมุกมีความกลมมากเท่าใด ราคาก็จะยิ่งแพง

2) Symmetrical Pearls
มุกที่ไม่กลม แต่มีความสมมาตรของรูปร่าง เช่น รี หยดน้ำ เป็นต้น

3) Baroque Pearls
มุกที่มีรูปทรงแปลกประหลาด โดยมากมักจะมีราคาถูกที่สุดเมื่อเทียบกับมุกรูปทรงอื่นๆ แต่มุกรูปร่างแบบนี้ก็นับว่ามีความสวยงามและเป็นเอกลักษณ์

 

ปัจจุบันความนิยมของการใช้เครื่องประดับมุก ก็ไม่ได้ลดน้อยถอยลงไปแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเครื่องประดับมุกรูปแบบใหม่ อันแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ ของเหล่าดีไซเนอร์แบรนด์ดังก็ยังคงสามารถครองใจผู้ที่ชื่นชอบเครื่องประดับมุกได้ไม่เสื่อมคลาย

 

11/13/2551 | Posted in , , , | Read More »

อำพัน (Amber)

 

amber อำพัน (Amber) แปลตามพจนานุกรมว่า หินสีเหลืองใสเป็นเงา เป็นอัญมณีที่ก่อกำเนิดมาจาก “ยางของต้นสน” เมื่อต้นสนจำนวนมากมาตายทับถมกันเป็นเวลานานนับหลายสิบล้านปียางของต้นสนจำนวนมากเหล่านี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพและแข็งตัวกลายเป็นหิน มีสีสันสวยงามมาก

อำพันส่วนใหญ่จะมีสีเหลืองทั้งเหลืองอ่อน เหลืองทอง เหลืองอมส้ม น้ำตาลแดง ฯลฯ และบางครั้งอาจพบสีเขียวอมน้ำเงิน หรือม่วงซึ่งพบน้อยได้เช่นกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของต้นสนและยางสน จำนวนฟองอากาศ โดยเมื่อรวมทุกสีและทุกระดับความอ่อนแก่ของสีด้วยแล้วปรากฎว่าสีของอำพันนั้นมีไม่น้อยกว่า 200 ชนิดเลยทีเดียว

อำพันมีหลายชนิด เช่น ค้นพบในทะเลเรียกว่า อำพันทะเล ส่วนอำพันบ่อค้นพบด้วยการขุดลงไปในดิน โดยส่วนมากจะพบอำพันในบริเวณทะเลบอลติก ซึ่งในอำพันมีส่วนผสมของยางสนหลายชนิดกับกรดซักซินิกและหัวน้ำมัน (Volatile Oil) และภายในอำพันนั้นมักจะมีแมลงต่างๆตายติดอยู่ภายในด้วยเช่น แมลงปอ แมงป่อง ฯลฯ หรือเศษเปลือกไม้ ใบไม้ ฟองอากาศ เป็นต้น แมลงต่างๆเมื่อติดกับความเหนียวของยางสนก็จะพยายามตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอดจนกระทั่งตายไป เมื่อถูกยางสนทับถมมากขึ้นก็จะถูกฝังอยู่ภายในเป็นการรักษารูปร่างของสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นไว้ได้อย่างสมบูรณ์และมีประโยชน์มากที่สุด ทำให้คนในยุคปัจจุบันได้ใช้ศึกษาและเปรียบเทียบถึงการพัฒนาโครงสร้างของสัตว์ต่างๆเมื่อหลายสิบล้านปีมาแล้วกับปัจจุบัน แต่มีอำพันจำนวนมากอีกเช่นกันที่มีเนื้อใสสะอาดไม่มีสิ่งแปลกปลอมแทรกอยู่ ซึ่งอำพันชนิดนี้จะมีราคาสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดมากกว่า โดยเฉพาะกับตลาดอัญมณีในสหรัฐอเมริกา ส่วนชนิดที่มีสิ่งแปลกปลอมแทรกอยู่เช่น เศษใบไม้ ฟองอากาศ ฯลฯ จะมีราคาถูกยกเว้นพบพวกซากสัตว์ต่างๆจะมีราคาสูง

 

ตำนานเกี่ยวกับอำพัน
ในนิยายกรีกโบราณมีอยู่ว่า  อำพันเกิดจากน้ำตาของบรรดาน้องสาวเฟตัน เฟตันเป็นลูกชายของเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ชอบนั่งรถสองล้อของบิดา ได้พลัดตกลงมาจากสวรรค์ตาย ศพของเฟตันถูกนำไปฝังไว้ที่แม่น้ำเอริตานุส  บรรดาน้องสาวเฟตันที่ได้ร่วมพิธีฝังศพต่างเศร้าโศกยิ่งจนกลายเป็นต้นไม้  น้ำตาที่ไหลออกมาก็กลายเป็นอำพันไป อำพันเป็นที่นิยมมากในสมัยจักรพรรติเนโรแห่งโรม  โดยมีค่าใช้แลกทาสได้

คุณสมบัติทางอัญมณี
อำพันมีความแข็ง 2-2.5 โมห์สเกล มีความวาวแบบยางสน เนื่องจากอำพันมีระดับความแข็งที่ต่ำมากจึงเกิดริ้วรอยขูดขีดได้ง่ายแม้แต่เล็บก็สามารถขูดอำพันให้เป็นรอยได้ และมีดธรรมดาก็สามารถตัดอำพันให้ขาดเป็นท่อนๆได้เช่นกัน นอกจากนี้ฝุ่นละอองของแร่ควอร์ตซ์ (quartz) ในอากาศก็สามารถทำให้ผิวของอำพันลดความมันวาวลงไปได้เรื่อยๆแม้ว่าเจ้าของจะพยายามใช้สอยอำพันอย่างทะนุถนอมและระมัดระวังเพียงใดก็ตาม ดังนั้นจึงต้องเก็บอำพันแยกจากอัญมณีอื่นๆ

baltic amber 

ตัวอย่างของอำพันจากทะเลบอลติก (Baltic Amber)
ที่มา andzia's amber jewelry

แหล่งที่ค้นพบและความนิยม
อำพันถูกค้นพบครั้งแรกที่บริเวณแนวชายฝั่งทะเลบอลติกและในปัจจุบันแถบชายฝั่งทะเลบอลติกก็ยังคงเป็นแหล่งอำพันที่ใหญ่มากอยู่เช่นเดิม ถือว่าเป็นแหล่งที่มีคุณภาพดีที่สุด และมีราคาสูงกว่าแหล่งอื่นๆ แหล่งที่สำคัญอื่นๆได้แก่ โปแลนด์ รัสเซีย ลิทัวเนีย แลตเวีย ถึงจะพูดได้ว่าอำพันที่มีคุณภาพดีจะมีราคาสูงแต่เมื่อเปรียบเทียบกับอัญมณีอื่นๆแล้วราคาของอำพันก็ยังจัดว่าอยู่ในกลุ่มค่อนข้างถูกอยู่ดีทั้งนี้เพราะคุณสมบัติทางด้านความแข็ง ความวาว ฯลฯ ที่ค่อนข้างด้อยคุณภาพนั่นเอง

นอกจากอำพันจะเป็นที่นิยมของตลาดยุโรป อเมริกา และแอฟริกาแล้ว ยังเป็นอัญมณียอดนิยมของญี่ปุ่นอีกด้วย โดยความนิยมนั้นมีมากถึงขนาดเรียกขานอำพันว่า “Kokaku” อันหมายถึง สิ่งที่สามารถเร่งเร้าหัวใจให้บังเกิดความรู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวาและบังเกิดจินตนาการอันหลากหลายมากมาย ในประเทศญี่ปุ่นเคยค้นพบอำพันตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 แต่ก็มีปริมาณไม่มากนักจึงได้นำเข้าจาก รัสเซียและแหล่งอื่นๆเป็นจำนวนมาก

baltic-amberรูปแบบการเจียระไน
นิยมเจียระไนอำพันเป็นลูกปัดแบบต่างๆร้อยเป็นสายสร้อยหรือเจียระไนเป็นหลังเบี้ยทำเป็นหัวแหวน ต่างหู จี้ กำไล ฯลฯ หรือ เจียระไนตามเค้าโครงรูปก้อนเดิม อันเป็นการคงความงามไว้ตามธรรมชาติ

อำพันเลียนแบบ
ยางของต้นไม้ชนิดต่างๆอาจนำมาเลียนแบบเป็นอำพัน เช่น ยางสนอายุต่ำที่เรียกว่า โคปอล (Copal ) พลาสติก


การปรับปรุงคุณภาพอำพัน
มนุษย์มีความพยายามในการปรับปรุงลักษณะภายนอกของอำพันให้ดูสวยงามยิ่งขึ้นโดยการต้มอำพันในน้ำมัน ( Heating in oil ) เพื่อทำให้เนื้อในดูโปร่งใสขึ้นแต่การต้มจะทำให้เนื้อในเกิดเป็นรอยแตกเป็นแผ่นเรียกว่า “ซันสแปงเกิล” (Sun Spangles) เป็นตำหนิที่มีลักษณะคล้ายแผ่นใบไม้นั่นเอง และยังมีการเผาเพื่อย้อมสี เป็นการทำเพื่อเปลี่ยนสีไปตามความนิยม รวมทั้งการทำเอมเบอรอยด์ (Amberoid) ซึ่งเป็นการทำชิ้นส่วนของอำพันให้เป็นชิ้นใหญ่ขึ้น โดยการนำเอาอำพันชิ้นเล็กๆมาเผาหลอมเข้ารวมเป็นก้อนเดียวกัน


วิธีตรวจสอบ
อำพันแท้มีความถ่วงจำเพาะต่ำมาก จึงสามารถลอยอยู่ในน้ำทะเลได้เราสามารถตรวจสอบอย่างง่ายๆโดยการนำอำพันไปลอยในแก้วน้ำเกลือถ้าอำพันจมน้ำก็แปลว่าเป็นของปลอม
อีกวิธีหนึ่งก็คือการทดสอบด้วยแรงดูดจากอำนาจไฟฟ้าโดยการนำอำพันไปถูกับผ้าขนสัตว์และจะเกิดอำนาจทางไฟฟ้าขึ้นภายในแท่งอำพันนั้นทำให้สามารถดูดวัตถุชิ้นเล็กๆที่อยู่ใกล้ๆได้ทำการเปรียบเทียบกับแท่งแก้วหรือพลาสติกหากอำพันมีระยะดูดวัตถุที่ไกลกว่าแสดงว่าอำพันนั้นเป็นของแท้ ด้วยคุณสมบัติของอำพันที่เมื่อเสียดสีจะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า และยังเป็นฉนวนไฟฟ้าได้ดี  จึงนำไปใช้ทำเครื่องมือทางฟิสิกส์ด้วย ชาวกรีกถึงกับตั้งชื่อให้ว่า “อีเล็กทรอส” (Elektros) เนื่องมาจากความมีลักษณะที่พิเศษนี้ ซึ่งความหมายของคำว่า elektros ในภาษาอังกฤษ ก็คือ Amber นั่นเอง
อย่างไรก็ตามอาจมีแท่งแก้วหรือพลาสติกบางชนิดที่สามารถเกิดแรงดูดมากพอๆกับอำพันก็เป็นได้จึงจำเป็นต้องใช้วิธีอื่นประกอบในการตรวจสอบด้วยเพื่อให้เกิดความแน่นอนและแม่นยำขึ้น

 

อำพันที่เป็นอัญมณีกับอำพันที่ใช้ทำยาคือชนิดเดียวกันหรือไม่?

อำพันที่เป็นเครื่องยานั้นมี 2 ชนิด คือ อำพันทองและอำพันขี้ปลา

อำพันทองได้จากเมือกมันกามคุณของปลาวาฬที่มีมากอย่างชะมดเช็ด ลอยอยู่ในมหาสมุทรนานเข้าก็ลอยไปติดตามเกาะ  สีดำเป็นเงาคล้ายตับเป็ด แข็งแต่เบา  ลอยน้ำได้

อำพันขี้ปลาได้จากอุจจาระปลาวาฬ  ถ่ายครั้งแรกกลิ่นเหม็นมาก จนถึงอุจจาระครั้งสุดท้ายสีจะเหลืองนวล  กลิ่นก็หมดไป  จึงนำมาใช้เป็นยา มีขายตามร้านขายยาแผนโบราณ

อำพันที่เป็นเครื่องยานี้มีรสเอียน  คาว  แก้ลม  แก้เสมหะทำให้มีกำลัง ใช้แทรกกระสายยา ราคาแพง มักใช้กับคนไข้หนักไม่มีกำลัง เป็นยาบำรุงกำหนัด นอกจากนั้นยังใช้ใส่น้ำหอมเพื่อตรึงกลิ่นเช่นเดียวกับชะมดเช็ด

ข้อมูลจาก : สารานุกรมไทยของอุทัย  สินธุสาร , อาจารย์จักรกฤษณ์ ศิริรักษ์ (วิทยาลัยอัญมณี มหาวิทยาลัยบูรพา)

11/11/2551 | Posted in , , , | Read More »

ความคิดเห็นล่าสุด

บทความล่าสุด