Loading
250x250 Free Watch

สมัครสมาชิกเพื่อรับข่าวสารทางอีเมล์:

กรุณาตรวจสอบอีเมล์เพื่อยืนยันหลังจากทำการสมัคร

โพสล่าสุด

แบ่งปัน

พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ภูเก็ต

ภาพจาก phuketindex.comนายชัยอนันท์ สุทธิกุล นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองกะทู้ อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต กล่าวถึงการเปิดให้เข้าชม “พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ภูเก็ต” ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางด้านวัฒนธรรมแห่งใหม่ของจังหวัดภูเก็ต ว่า สำหรับการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ภูเก็ตนั้น ได้ดำเนินการก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2549 จังหวัดโดยผู้ว่าซีอีโอ และเทศบาลดำเนินการก่อสร้างโดยใช้งบประมาณในการดำเนินการก่อสร้างประมาณ 50 ล้านบาท และสร้างเสร็จเมื่อปี 2551 เพื่อนำเสนอวิถีชีวิตชุมชนและวิธีการทำเหมืองแร่ในอดีต ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ชม ซึ่งเป็นการเพิ่มกิจกรรมทางด้านการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดภูเก็ตอีก 1 แห่ง

พิพิธภัณฑ์ดังกล่าวได้เปิดให้นักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติ เข้าชมไปได้ระยะหนึ่ง แต่ด้วยความที่พิพิธภัณฑ์ยังกล่าวยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ เทศบาลเมืองกะทู้ จึงได้ดำเนินการปิดปรับปรุงเพื่อให้พิพิธภัณฑ์มีความสมบูรณ์ ซึ่งขณะนี้การปรับปรุงต่างของพิพิธภัณฑ์ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วโดยใช้งบ ประมาณเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง

ส่วนการเปิดให้บริการหลังจากการปรับปรุง เทศบาลจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการประมาณปลายเดือนปลายเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งจะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้จำนวนมาก โดยขณะนี้ได้มีการประสานขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวรับทราบ รวมทั้งประสานไปยังบริษัทนำเที่ยวในการดึงคนเข้าพื้นที่ ซึ่งกลุ่มผู้เข้าชมนั้นตั้งไว้ทั้งในส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติและกลุ่ม ศึกษาดูงาน

ทั้งนี้ เชื่อว่าหลังจากเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ พิพิธภัณฑ์ดังกล่าวจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่น่าสนใจของจังหวัด ภูเก็ต เพราะพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งสถานที่รอคอยให้นักท่องเที่ยวและผู้ ในใจเข้าค้นหาทั้งเรื่องราวของศิลปวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ของชุมชน โดยเฉพาะเรื่องเหมืองแร่และเรื่องเล่าจากชาวเหมือง สำหรับจังหวัดภูเก็ตความยิ่งใหญ่แห่งประวัติศาสตร์การทำเหมืองแร่ของชาวกะทู้ เป็นเรื่องราวที่ถูกกล่าวขาน แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมานานแล้วก็ตาม

ภาพจาก time-museum.blogspot.com ภาพจาก time-museum.blogspot.com

นายชัยอนันท์ กล่าวต่อไปว่า พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ภูเก็ต ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ หมู่ 5 ถนนสายกะทู้-นาเกาะ ตำบลกะทู้ อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต บริเวณเหมืองแร่เก่าท่อสูง ระหว่างเขานางพันธุรัตน์ ด้านเหนือติดกับเทือกเขาเก็ตหนี ด้านตะวันออกหรือระหว่างบ้านเกาะแก้ว-บางคู ติดกับสนามกอล์ฟล๊อกปาล์มกะทู้ อาคารพิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ เป็นอาคารแบบชิโนโปรตุกีส 1 ชั้นครึ่ง มีจิ่มแจ้ (ลาน) อยู่ตรงกลาง มีการตกแต่งหน้าต่างด้วยลายปูนปั้นซุ้มโค้งแบน สะท้อนให้เห็นถึงความงดงามแห่งการผสมผสาน จึงเรียกอาคารนี้ ว่า “อังมอหลาวนายหัวเหมือง”

ส่วนการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ มีการแสดงนิทรรศการแบบมีชีวิต (Life Museum) โดยแบ่งการแสดงไว้เป็น 2 ส่วน คือ ภายนอกอาคาร (Outdoor) ประกอบด้วย เหมืองแล่น เหมืองรู เหมืองหาบ เหมืองฉีด เหมืองเรือขุด ส่วยภายในอาคาร (Indoor) “อังมอเหลานายหัวเหมือง” จัดแสดงนิทรรศการ ประวัติความเป็นมาของการทำเหมืองแร่ดีบุก และวิถีชีวิตของชาวเหมือง เช่น ห้องเปิดม่านหลังกาลเวลาเกาะแห่งพญามังกร ย้อนยุคเรื่องราวการทำเหมืองแร่ในจังหวัดภูเก็ต ห้องสายสายแร่แห่งชีวิต นำเสนอเรื่องราวของเหมืองแร่ด้วยการฉายวิดีทัศน์และการบรรยาย

ห้องอารยธรรมบาบ๋า แสดงของมีค่าโบราณของคหปานี เช่น แหวน บาเย๊ะ ผ้าปาเต๊ะ กิ่มตู้น ปิ้นตั้ง หินมีค่า และอัญมณี เป็นต้น ห้องตามรอยเหมืองแร่ นำเสนอเหมืองแร่ประเภทต่างๆ เช่น เหมืองแล่น เหมืองรู เหมืองหาบ รวมทั้งแสดงขั้นตอนการถลุงแร่ และผลิตภัณฑ์จากดีบุก เรื่องเล่าจากชาวเหมือง ย้อนอดีตวิถีชีวิตชาวจีนในยุคเหมืองแร่รุ่งเรือง มีโกปี้เตี้ยม โรงขนมจีน ศาลเจ้า โรงงิ้ว โรงฝิ่น ร้านขายยาจีน เป็นต้น

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับส่วนจัดแสดง อ่านต่อได้ที่นี่

ข้อมูลและภาพประกอบ phuketindex.com

ภาพประกอบ time-museum.blogspot.com

11/16/2553 | Posted in , , , | Read More »

Patchra.net คลังความรู้รัตนชาติ

patchra.net

 

patchra.net ถือได้ว่าเป็นคลังความรู้ขนาดใหญ่ ที่รวบรวมข้อมูลของอัญมณีไว้มากมาย อธิบายได้ละเอียด พร้อมภาพประกอบที่น่าตื่นตาตื่นใจ และยังมีเนื้อหาของแร่และหิน ความเชื่อเกี่ยวกับอัญมณีบำบัด ฟอสซิลและไดโนเสาร์ให้ศึกษาเพิ่มเติมด้วย เป็นแหล่งความรู้ที่เหมาะมากสำหรับเยาวชน และผู้ที่สนใจอัญมณีและเครื่องประดับค่ะ

ภาพประกอบ patchra.net

1/15/2553 | Posted in , , , , , , , | Read More »

สนิมของทองคำ

จากการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการขุดค้นพบแร่ทองคำในประเทศไทย ทำให้มีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการทำเหมืองแร่ทองคำ วันนี้จึงขอนำบทความจาก ดร. ไสว บุญมา ซึ่งได้ให้ความรู้เกี่ยวกับปัญหาของการทำเหมืองแร่ทองคำในลุ่มน้ำอะเมซอนค่ะ


ณ วันนี้ ผู้ที่ลงทุนซื้อทองคำเก็บไว้เมื่อหลายปีก่อน คงนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับกำไรที่ทำได้อย่างงดงาม โดยเฉพาะผู้ที่ซื้อไว้เป็นเวลากว่าห้าปี เนื่องจากไม่มีการลงทุนหรือการเก็งกำไรชนิดไหนในช่วงห้าปีที่ผ่านมา จะทำกำไรได้ถึงสามเท่าของเงินทุนเช่นการซื้อทองคำ แต่ผู้ที่เพิ่งซื้อเมื่อเดือนสองเดือนที่ผ่านมา คงจะตกอยู่ในภาวะหายใจไม่ค่อยทั่วท้องบ้างเป็นครั้งคราว ภาวะเช่นนี้จะคงอยู่ต่อไปแม้จะมีผู้ทำนายว่าราคาทองคำจะ ยังเพิ่มขึ้นอีก ทั้งนี้ เพราะในเวลาเดียวกันมีผู้แย้งว่า ย้อนไปห้าปีบรรดาผู้เชี่ยวชาญก็พากันยืนยันอย่างแข็งขันว่าราคาบ้านใน อเมริกาจะไม่มีทางตก เนื่องจากผมไม่มีความสามารถที่จะฟันธงลงไปว่าราคาทองคำจะวิวัฒน์ไปทางไหน ผมจะไม่เขียนถึงเรื่องราคาในอนาคต แต่จะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลพวงที่ทองคำทำให้เกิดขึ้น

ผู้สนใจในเรื่องราวของทองคำคงทราบแล้วว่า ผู้ผลิตทองคำราย ใหญ่ ได้แก่ จีน แอฟริกาใต้ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย รัสเซีย และเปรู เมื่อเร็วๆ นี้ มีสำนักข่าวหลายแห่งส่งพนักงานไปดูการทำเหมืองทองคำที่ เปรูและนำเรื่องราวมาเล่าไว้ในสื่อต่างๆ รวมทั้งในหนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์ และในเว็บไซต์ของบีบีซี เนื้อเรื่องชี้ให้เห็นกระบวนการและปัญหาของการทำเหมืองทองคำในเขตป่าอะเมซอนซึ่งครั้งหนึ่งผมได้ไปดู จึงขอนำมาเล่าสู่กัน

เราทราบดีแล้วว่าป่าอะเมซอนเป็นป่าดงดิบขนาดใหญ่ ซึ่งอยู่ในเขตของประเทศบราซิลเป็นส่วนมาก นอกจากนั้น ส่วนหนึ่งยังครอบคลุมไปถึงอีกหลายประเทศ รวมทั้งเปรูทางตะวันตกและกายอานาทางตะวันออกของทวีปอเมริกาใต้อีกด้วย รายงานการทำเหมืองทองคำในเปรูไม่ต่างกับการทำเหมืองทองคำที่ผมเห็นในกายอานา ยกเว้นในแง่ที่มันมีขนาดใหญ่โตกว่าเท่านั้น ราคาของทองคำที่พุ่งขึ้นไปทำให้การขุดค้นหาทองคำและการทำเหมืองทั้งในกายอานาและในเปรูแพร่ขยายออกไปอีก


www.churchtimes.co.uk

เหมืองแร่ทองคำ Eldorado do Juma wildcat ในบราซิล

การขุดค้นหาทองคำและการทำเหมืองดังกล่าวเป็นการทำที่ไม่มีใบอนุญาตและการควบคุมของรัฐบาล และเป็นกิจการขนาดเล็กจำพวกร่อนทรายหาทองคำตาม ลำธารไปจนถึงการใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ไถ ขุด เจาะพ่นน้ำและร่อนหาแร่ทอง พวกร่อนทรายไม่ต้องตัดต้นไม้หรือทำลายชายฝั่งของลำน้ำเพื่อค้นหาแร่ ฉะนั้นกิจการของพวกเขามักไม่มีผลกระทบทางลบในด้านการตัดไม้ทำลายป่าและแหล่ง น้ำ อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการแยกละอองทองคำออก จากทราย พวกเขาใช้ปรอทผสมลงในทราย เพื่อให้ละอองของทองเกาะปรอท หลังจากแยกปรอทออกทรายได้แล้ว พวกเขาก็จะเผาปรอทโดยการเอาใส่ลงในภาชนะ อาทิเช่น กระทะ แล้วนำขึ้นลนไฟ ปรอทจะระเหยไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งทองไว้ที่ก้นภาชนะ ผู้เผาปรอทมักสูดควันอันแสนจะเป็นอันตรายเข้าไปในปอด นอกจากนั้น ในกระบวนการนี้มักมีปรอทตกหล่นอยู่ตามต้นน้ำ สารอันเป็นอันตรายสูงนี้จะถูกสัตว์น้ำตัวเล็กๆ กินเข้าไปและเมื่อปลาตัวใหญ่กว่ากินปลาเล็ก ปรอทก็จะเข้าไปอยู่ในวงจรอาหาร ซึ่งในที่สุดจะทำอันตรายให้แก่คน

พวกที่มีเครื่องจักรขนาดใหญ่จะทำลายสิ่งแวดล้อมสูงมาก เนื่องจากพวกเขาจะตัดต้นไม้ทำลายป่าดงดิบ ไถ ขุด เจาะพื้นดินและพ่นน้ำเข้าตามฝั่งลำธาร รายงานในหนังสือพิมพ์มีรูปการพังทลายของพื้นดินประกอบ และอ้างว่าถ้าอยากจะเห็น "แผลเป็น" ของการตัดต้นไม้พร้อมกับการทำลายสิ่งแวดล้อม จะต้องนั่งเครื่องบินขึ้นไปวนเวียนดูจึงจะรู้ว่ามันเป็นอย่างไร ย้อนไปเมื่อสมัยผมไปกายอานาบ่อยๆ ผมเคยนั่งเครื่องบินไปวนดูแผลเป็นดังกล่าว จึงนึกออกทันทีว่ามันน่าวิตกขนาดไหน นอกจากจะตัดต้นไม้จนเตียนหมดแล้ว การขุดดินเป็นสระเล็กใหญ่ยังก่อให้เกิดการพังทลายจนสายน้ำลำธารกลายเป็นสี โคลนอย่างกว้างขวางอีกด้วย นักขุดแร่พวกนี้มักใช้วิธีแยกทองด้วยการใช้ปรอทเช่นกัน ฉะนั้น พวกเขาสร้างผลกระทบเช่นเดียวกับพวกร่อนทรายในด้านการทิ้งปรอทไว้ในสิ่งแวดล้อม

http://news.mongabay.com/2006/1109-atbc.html http://news.mongabay.com/2006/1109-atbc.html
(ขวา) ภาพของแม่น้ำ Caura ที่ถูกทำลายหลังจากมีการทำเหมืองแร่ทองคำ เปรียบเทียบกับภาพซ้ายมือซึ่งแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าก่อนหน้านี้

นอกจากการทำเหมืองที่ไม่มีใบอนุญาตและขาดการควบคุม จะสร้างผลเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและทำอันตรายให้แก่ผู้กินปลาที่มีปรอทอยู่ใน ตัวแล้ว การทำเหมืองแร่ที่มีใบอนุญาตก็อาจทำอันตรายได้สูงด้วยเช่นกัน ในกรณีที่ผมมีโอกาสได้เห็นในกายอานา ผู้ประกอบการเหมืองทองคำใช้ กระบวนการแยกทองที่ต้องใช้ไซยาไนด์ ซึ่งเป็นอันตรายสูงมากในตัวของมันเองอยู่แล้ว กระบวนการนั้นเกิดน้ำผสมไซยาไนด์เป็นผลพลอยได้จำนวนมาก แต่หากทิ้งน้ำนั้นไว้ในสระที่ปลอดภัย สารไซยาไนด์จะค่อยๆ ระเหยไปโดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง แต่ถ้าผู้ประกอบการมักง่าย และปล่อยน้ำผสมไซยาไนด์ออกไปตามคลอง อันตรายร้ายแรงจะเกิดขึ้นกับสัตว์น้ำและคน แม้ผู้ประกอบการในกายอานาจะไม่มักง่ายเช่นนั้น แต่การที่กายอานามีฝนตกหนักเป็นครั้งคราว เมื่อฝนตกหนักเกินความคาดหมาย น้ำในสระที่มีไซยาไนด์ผสมอยู่ก็ล้นออกมา ยิ่งกว่านั้น ถ้าการสร้างสระดังกล่าวไม่รัดกุม ก้นสระอาจจะรั่ว หรือเขื่อนรอบสระอาจจะพังทลาย ปล่อยไซยาไนด์ออกไปจำนวนมากเช่นกัน เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในกายอานา และเมื่อปี 2543 ในโรมาเนีย สระดังกล่าวแตก น้ำผสมไซยาไนด์ทำปลาตายไปราว 150 ตัน และแหล่งน้ำดื่มน้ำใช้ถูกทำลายไปจำนวนมาก

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าทองคำทำ ประโยชน์ได้หลายอย่าง เนื่องจากมันไม่เป็นสนิม อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่ถูกนำไปทำเครื่องประดับ และเก็บไว้ในรูปของทองแท่ง ซึ่งส่วนหนึ่งธนาคารกลางของประเทศต่างๆ เก็บไว้แทนเงินสำรอง และอีกส่วนซื้อขายกันในตลาด เพื่อเก็งกำไร เนื่องจากในปัจจุบันนี้ ไม่มีการใช้ทองคำประกันค่าของเงินตราอีกแล้ว การเก็บทองคำไว้ในธนาคารกลาง จึงไม่มีความจำเป็นเช่นเดียวกับการซื้อเก็บไว้เพื่อเก็งกำไร จริงอยู่ตัวของทองคำไม่เป็นสนิม แต่อันตรายอันเกิดจากการทำลายสิ่งแวดล้อมดังที่เล่ามาอาจมองได้ว่าเป็นสนิมของทองคำ หวังว่าการพูดเช่นนี้ จะไม่ทำให้ผู้มีทองคำเก็บไว้เพื่อเก็งกำไรขุ่นเคืองมากนัก

ดย : ดร.ไสว บุญมา - http://www.namchiang.com/th/goldstory/353-2010-01-08-12-35-06.html

1/11/2553 | Posted in , , , , | Read More »

Mystery Gem : Nebula Stone

NebulaStone by www.colored-stone.com

หินก้อนนี้มีชื่อว่า “Nonbula Stone” ค่ะ ได้ชื่อมาจากลักษณะของหินที่มีพื้นสีดำ และถูกแต่งแต้มด้วยกระจุกสีเทาคล้ายกับกลุ่มดาวบนท้องฟ้า จึงเป็นที่มาของคำว่า Nobula นั่นเอง หินสวยงามนี้ถูกค้นพบโดย Karen และ Ron Nurnberg ในปี 1994  ระหว่างการไปพักแรมทางตอนใต้ของประเทศเมกซิโก จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีการค้นพบ nobular stone ในพื้นที่อื่นๆ ทำให้เป็นที่เข้าใจกันว่ามีเพียงแถบตอนใต้ของเมกซิโกเท่านั้นที่เป็นแหล่งกำเนิดของหินชนิดนี้

ความมหัศจรรย์ของ nobular stone นอกจากจะไม่พบในแหล่งอื่นๆแล้ว เมื่อวิเคราะห์แร่องค์ประกอบก็พบ quartz, feldspar (anorthoclase), amphiboles (riebeckite,arfvedsonite), pyroxene (aegirine), acmite, calcite และ zircon ทำให้ไม่สามารถจัดกลุ่มให้กับหินชนิดนี้ได้ คุณสมบัติอื่นๆที่ทำการทดสอบได้ คือ ความแข็ง 6.5 –7 และมีความเหนียวคล้ายหยก (jadite)

สามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหินชนิดนี้ได้ที่ http://www.nebulastone.com/

9/23/2552 | Posted in , , , , | Read More »

พลอยประจำเดือนเกิด เมษายน – เพชร (Diamond)

ภาพจาก Diamond Blog เพชรเป็นแร่มีรูปร่างผลึก 8 เหลี่ยม หรือ 12 เหลี่ยม มีความโปร่งใส และกึ่งโปร่งใสมีประกายแวววาว  โดยเพชรจัดอยู่ในพวกอัญมณีที่มีค่า สวยงาม และเป็นที่รู้จักกันเช่นเดียวกับอัญมณีอื่นๆ แต่จะเป็นของที่หายากกว่าอัญมณีอื่นด้วยเช่นกันจึงมีการกล่าวว่า ผู้ที่จะได้ครอบครองเพชรนั้นจะต้องเป็นเศรษฐีหรือเชื้อพระวงศ์ ในเรื่องของความเชื่อในอดีตผู้ที่สวมใส่เพชรจะมีอำนาจป้องกันสิ่งชั่วร้ายที่จะเข้ามาถึงตัวเองได้ จึงถือได้ว่าเพชรเปรียบเสมือนเป็นเครื่องรางของขลังมากกว่าการใช้เป็นเครื่องประดับ เพราะเหตุผลในข้อนี้ในอดีตจึงมีผู้ชายสวมใส่เพชรมากกว่าผู้หญิง ตำนานโบราณกล่าวว่า เพชรมีแหล่งกำเนิดมาจากกระดูกยักษ์ชื่อมหาพลสูตรที่คิดพิธีอดอาหารเพื่อเป็นเกียรติยศให้ปรากฏในแผ่นดินแต่พอครบ 7 วันก็สิ้นชีวิตเทวดาจึงนำกระดูกไปฝังทุกแห่ง จึงบังเกิดกลายเป็นเพชรรัตน์

ในทางวิทยาศาสตร์ เพชรเกิดจากธาตุคาร์บอน (C) เกือบบริสุทธิ์ คือประมาณ 99.95% ที่ถูกทับถมอยู่เป็นเวลานานใต้พื้นโลกด้วยแรงกดกว่า 3,000 ตัน อยู่ลึกประมาณ 80 กิโลเมตรของอ๊อกตาฮีดรอน (Octahedron) ที่มี ต่อมาหินคิมเบอร์ไลต์ (Kimbelite) ได้ดันเพชรขึ้นมาระดับพื้นผิวโลก นอกจากนี้ยังพบเพชรอยู่ในบริเวณลานแร่ (Alluvium) อยู่ประมาณร้อยละ 90 ของเพชรที่พบทั้งหมด

เหมืองเพชรในอินเดียตอนเหนือ แหล่งกำเนิดเพชร
เพชรเป็นแร่ซึ่งเกิดจากความกดดันและอุณหภูมิที่ฝังตัวอยู่ใต้พื้นโลกเพชรถูกนำขึ้นมาพร้อมกับพวกแมคม่า(Magma) พร้อมแร่ชนิดอื่นๆทางภูเขาไฟ แหล่งที่พบเพชรนั้นมีหลายประเทศแต่ก็มีปริมาณเพชรที่แตกต่างกันไป โดยประเทศที่มีการพบเพชร ได้แก่
1. อินเดีย เป็นประเทศแรกที่ค้นพบเพชร กล่าวว่าประเทศอินเดียมีการขุดเพชรมามากกว่า 5000 ปีมาแล้ว ซึ่งเพชรในประเทศอินเดียเป็นเพชรเม็ดใหญ่มีคุณภาพสูง และมีมาก
2. บราซิล เป็นประเทศที่ค้นพบเพชรรองมาจากประเทศอินเดีย โดยพบในปี พ.ศ.2288 แต่เพชรมีขนาดเล็กและสวยงามไม่เท่าอินเดีย ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในวงการอุตสาหกรรม
3. แอฟริกา พบเหมืองแร่ใหม่เมื่อ พ.ศ.2410 หลังจากที่เพชรในประเทศบราซิลเริ่มลดน้อยลง เพชรในประเทศแอฟริกามีคุณภาพสูง สวยงาม มีขนาดใหญ่และมีปริมาณมาก
4. รัสเซีย มีการขุดเพชรขึ้นมาใน ค.ศ.1970 มีปริมาณเพชรมากกว่าแอฟริกา

เพชรแบ่งได้เป็น 4 ชนิด
blue diamond จาก Leibish Co. การแบ่งแยกชนิดของเพชรนั้นขึ้นอยู่กับความไม่สะอาดต่างๆ ของธาตุอื่นๆ ที่แทรกเข้ามาในผลึกเพชร โดยแบ่งแยกออกเป็นดังนี้
1. ชนิด la มีไนโตรเจน ประมาณร้อยละ 0.1 ได้แก่ เพชรที่ขุดตามธรรมชาติ
2. ชนิด lb มีไนโตรเจน ประมาณร้อยละ 0.2 ได้แก่ เพชรสังเคราะห์
3. ชนิด lla ไม่มีไนโตรเจน ชนิดนี้หายากมาก
4. ชนิด llb เป็นเพชรที่มี boron อยู่ในผลึกจะมีสีฟ้า หายากมาก

การจำแนกประเภทของเพชร
1. Natural Diamond หรือ เพชรธรรมชาติ หรือเพชรแท้ เป็นเพชรที่เกิดจากอะตอมของคาร์บอนใต้ชั้นเปลือกโลกที่มีความร้อนและความดันสูงมารวมตัวกันกลายเป็นเพชร ซึ่งเป็นเพชรที่เหมืองต่างขุดหากันเพื่อนำมาขาย นำมาเจียระไนจนเป็นเครื่องประดับชิ้นงามและมีราคาสูงในตลาดอัญมณี โดยบริษัท De Beers เป็นบริษัทผูกขาดเพชรรายใหญ่ของโลก
2. Diamond Simulant หรือเพชรเทียม เพชรสีเลียนแบบ เป็นเพชรที่เลียนแบบธรรมชาติให้ดูคล้ายเพชรแต่คุณสมบัติต่างๆ ไม่ใช่เพชรซึ่งเพชรประเภทนี้จะมีส่วนประกอบทางเคมีอยู่ เช่น เพชรรัสเซีย (Synthetic Cubic Zirconia) และมอยส์ซาไนส์สังเคราะห์ (Synthetic moissanite) ซึ่งเพชรเทียมเหล่านี้จะมีราคาต่ำกว่าเพชรแท้เล็กน้อย ส่วนประกอบของเพชรเทียมนี้ไม่ใช่คาร์บอน แต่เป็นเซอร์โคเนียม หรือ ซิลิคอนคาร์ไบด์ ซึ่งเพชรที่เกิดจากการสังเคราะห์นี้จะมีความวาวและมีความแข็งที่ใกล้เคียงกับเพชรแท้มาก
3. Synthetic Diamond หรือเพชรสังเคราะห์ เป็นเพชรที่สังเคราะห์ขึ้นมาจากห้องแล็บ โดยใช้เทคนิค High Pressure/High Temperuture ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้ความร้อนมหาศาลในการสังเคราะห์เพื่อเลียนแบบวิธีการเกิดเพชรในธรรมชาติ จึงทำให้เพชรชนิดนี้มีคุณสมบัติเหมือนเพชรแท้ทุกประการเลยก็ว่าได้ แต่กระนั้นเพชรสังเคราะห์นี้มี่ค่าใช้จ่ายในการผลิตที่สูงมากทำให้นำมาใช้ในประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น

ข้อมูล สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ภาพประกอบ
Diamond Blog, Leibish Co.

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

Clean and Care - แหวนเพชร
เพชรสีกับการลงทุน
Diamond Certificate
Diamond Understanding : 4Cs – Carat
Diamond Understanding : 4Cs – Cut
Diamond Understanding : 4Cs – Clarity
Diamond Understanding : 4Cs – Color
Diamond Understanding : Price

4/21/2552 | Posted in , , , , , , | Read More »

คุณสมบัติของแร่ที่เป็นอัญมณี - คุณสมบัติทางแสง

โดย ผศ.ดร. กาญจนา   ชูครุวงศ์

คุณสมบัติประการสุดท้ายที่ใช้ในการการจำแนกชนิดของอัญมณีก็คือ คุณสมบัติทางแสง (Obtical properties)

คุณสมบัติทางแสง (Optical properties)

เมื่อแสงเดินทางผ่านเข้าสู่ตัวกลางที่แตกต่างกันสองชนิด เช่น อากาศและอัญมณี จะเกิดปรากฏการณ์ขึ้น 3 ลักษณะ ได้แก่
1)แสงบางส่วนจะสะท้อนกลับหรือถูกส่งกลับจากผิวของอัญมณีนั้นไปสู่อากาศ
2)แสงบางส่วนผ่านเข้าไปในเนื้อของอัญมณีแล้วเกิดการหักเหของแสงขึ้น และ
3)อัญมณีนั้นจะดูดกลืนแสงบางส่วนไว้
ลักษณะปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นพร้อมๆกันทั้ง 3 ลักษณะ อาจมีลักษณะหนึ่งแสดงให้เห็นได้เด่นชัดมากกว่าลักษณะอื่นๆ ขึ้นอยู่กับลักษณะตามธรรมชาติ และชนิดของอัญมณีที่แสงมีปฏิกิริยาด้วย เช่น ในโลหะชนิดต่างๆ ที่เป็นวัตถุทึบแสง ลักษณะที่เกิดขึ้นเด่นชัดกว่าลักษณะอื่นๆ คือการดูดกลืนแสง ในขณะเดียวกันก็มีลักษณะของการสะท้อนแสงให้เห็นด้วย ส่วนการหักเหของแสงโดยปกติแล้วจะมองไม่เห็นเลย ในทางกลับกันอัญมณีชนิดต่างๆ ที่เป็นวัตถุโปร่งใสหรือโปร่งแสง ลักษณะการหักเหของแสงจะแสดงให้เห็นได้เด่นชัดกว่าลักษณะอื่น โดยที่มีลักษณะการสะท้อนของแสงและการดูดกลืนของแสง อาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะและชนิดของอัญมณี จากลักษณะปรากฏการณ์ทั้งสามที่กล่าวมาจะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิด สี ความวาว การกระจายแสง การเรืองแสง การเล่นสีประกายแวว ประกายเหลือบรุ้ง และอื่นๆ อีกมากมาย คุณสมบัติทางแสงต่างๆ ได้แก่

ภาพจาก Khulsey.com 

สี (Color)  สีต่างๆ ของอัญมณีชนิดใดๆ เป็นผลเนื่องมาจากลักษณะธรรมชาติของแสงกับอัญมณีนั้นๆ โดยตรง คือจะมองเห็นสีได้ก็ต่อเมื่อมีแสง แสงที่มองเห็นได้ประกอบขึ้นด้วยแสงสีที่เด่น 7 ส่วน หรือที่เรารู้จักกันดีว่า “สีรุ้ง” ในแต่ละส่วนจะมีสีที่แตกต่างกัน ประกอบด้วยสี ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลืองแสด แดง การผสมผสานคลื่นแสงที่มองเห็นได้นี้จะก่อให้เกิดเป็นแสงสีขาว คือ แสงอาทิตย์ เมื่อแสงที่มองเห็นได้นี้ส่องผ่านเข้าไปในอัญมณี ก็จะทำให้อัญมณีนั้นมองดูมีสีขึ้นเนื่องจากอัญมณีนั้นได้ดูดกลืนคลื่นแสงบางส่วนเอาไว้ และคลื่นแสงส่วนที่เหลืออยู่ถูกส่งผ่านออกมาเข้าสู่ตาของเรา มองเห็นเป็นสีจากส่วนของคลื่นแสงที่เหลือนั่นเอง จะมองไม่เห็นเป็นสีขาวอีก เช่น ทับทิมมีสีแดง เนื่องจากทับทิมได้ดูดกลืนคลื่นแสงในช่วงสีน้ำเงิน เหลือง และ เขียว เอาไว้ คงเหลือแต่ส่วนที่มีสีแดงให้เรามองเห็น ในอัญมณีบางชนิดคลื่นแสงที่มองเห็นได้นี้จะส่องผ่านทะลุออกไปหมดโดยไม่ได้ถูกกลืนคลื่นแสงช่วงใดๆ เอาไว้เลย อัญมณีนั้นก็จะดูไม่มีสีแต่ถ้าคลื่นแสงถูกดูดกลืนไว้ทั้งหมด อัญมณีนั้นก็จะดูมีสีดำ หรือถ้าคลื่นแสงทั้งหมดถูกดูดกลืนเอาไว้ในสัดส่วนที่เท่าๆกัน อัญมณีก็จะดูมีสีเทาหรือขาวด้านๆ


ภาพจาก Khulsey.com


สีต่างๆ ของอัญมณีนานาชนิดมีกระบวนการหลายอย่างที่ก่อให้เกิดสี สีบางสีอาจเกิดจากองค์-ประกอบสำคัญทางเคมีและทางกายภาพของอัญมณีชนิดนั้นๆ สีบางสีอาจเกิดจากมลทินทางเคมีภายนอกอื่นๆ หรือจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในอัญมณี หรือตำหนิมลทินต่างๆภายในเนื้อ เป็นต้น ส่วนใหญ่แล้วสีของอัญมณีมักจะเกิดจากมลทินทางเคมีภายนอกอื่นๆที่เข้าไปอยู่ภายในเนื้อของอัญมณี เช่น เบริล (Beryl) บริสุทธิ์จะไม่มีสี แต่ถ้ามีมลทินของธาตุโครเมียมหรือวาเนเดียมเพียงเล็กน้อย ก็จะทำให้เกิดเป็นสีเขียว เรียก มรกต (Emerald) หรือมีมลทินของธาตุเหล็ก ก็จะทำให้เกิดเป็นสีฟ้าอมเขียวหรือน้ำเงินอมเขียว เรียก อะความารีน (Aquamarine) คอรันดัมบริสุทธิ์ก็จะไม่มีสีเช่นกัน แต่ถ้ามีสีแดงก็เป็นทับทิม เนื่องจากมีมลทินธาตุโครเมียมเพียงเล็กน้อย หรือถ้ามีสีน้ำเงินก็เป็นไพลิน เนื่องจากมีมลทินธาตุไทเทเนียมและธาตุเหล็ก ดังนั้นมลทินธาตุหลายๆ ชนิดจึงก่อให้เกิดสีต่างๆ ได้ในอัญมณีชนิดต่างๆ

สำหรับการดูดกลืนแสงของอัญมณีชนิดต่างๆ นั้น อาจมีได้ไม่เท่ากันและอาจเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะธรรมชาติและความหนาของอัญมณีนั้นๆ อัญมณีชนิดหนึ่งๆ ถึงแม้จะมีการเจียระไนจนมีความบางมากแล้ว แต่ก็ยังคงดูดกลืนแสงไว้หมดโดยไม่ให้ส่องทะลุผ่านได้เลยจะเรียกว่า ทึบแสง (Opaque) ส่วนอัญมณีชนิดที่ยอมให้แสงส่องทะลุผ่านไปได้หมดแม้ว่าจะมีความหนามากจะเรียกว่า โปร่งใส (Transparent)  ส่วนอัญมณีที่ดูดกลืนแสงในระหว่างลักษณะสองแบบที่กล่าวมาและยอมให้แสงส่องผ่านได้บ้างมากน้อยแตกต่างกันไปในอัญมณีแต่ละชนิด จะเรียกว่า โปร่งแสง (Translucent)  ดังนั้น ช่างเจียระไนจึงอาจยึดหลักนี้ไว้เป็นประโยชน์ในการพิจารณาตัดและเจียระไนอัญมณีชนิดต่างๆ ด้วย อัญมณีที่มีสีอ่อนจึงมักจะตัดและเจียระไนให้มีความหนาหรือความลึกมากหรือมักจะมีการจัดหน้าเหลี่ยมเจียระไนต่างๆ ที่ทำให้แสงมีระยะถูกดูดกลืนมากขึ้น จะทำให้ดูมีสีเข้ามากขึ้นตามไปด้วย ในทางกลับกันอัญมณีที่มีสีเข้มดำหรือมีสีค่อนข้างมืด มักจะตัดและเจียระไนให้มีความบางหรือตื้นมาก เช่น โกเมนชนิดแอลมันไดต์ ซึ่งมีสีแดงเข้มอมดำ มักจะตัดบางหรือคว้านให้เป็นโพรงอยู่ภายในเนื้อ ไพลินจากบางแหล่งที่มีสีเข้มออกดำมักจะเจียระไนเป็นรูปแบบที่บางกว่าปกติ เป็นต้น

ส่วนใหญ่แล้ว ความเข้มและความสดสวยของสี จะมีความสัมพันธ์โดยตรงควบคู่ไปกับคุณค่าและราคาที่สูง นอกจากนี้ แสงที่ใช้ในการมองดูอัญมณีก็มีความสำคัญและมีผลต่อความสวยงามของสีเช่นกัน แสงอาทิตย์ในเงาร่มหรือแสงแดดอ่อน มีความเหมาะสมมากในการมองดูสีของอัญมณี แสงจากแสงเทียนหรือแสงจากหลอดมีไส้ จะมองดูสีน้ำเงินของไพลินได้ไม่สดสวย แต่จะมองดูมรกตและทับทิมมีสีสวยสด ดังนั้น แสงที่ใช้ส่องมองดูอัญมณีที่ดีและเหมาะสมควรจะมีส่วนผสมที่สมดุลกันระหว่างแสงจากหลอดมีไส้และแสงจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนซ์

อัญมณีบางชนิดอาจจะแสดงการเปลี่ยนสีได้ เมื่อมองดูด้วยแสงต่างชนิดกันหรือมีช่วงคลื่นของแสงที่ต่างกัน เช่น เจ้าสามสี จะมองดูมีสีเขียวหรือน้ำเงินในแสงแดดหรือแสงไฟฟลูออเรสเซนซ์และมีสีแดงหรือม่วงในแสงเทียนหรือแสงจากหลอดมีไส้ อัญมณีบางชนิดมีการแสดงลักษณะสีที่แตกต่างกัน หรือสีที่มีความเข้ม-อ่อนต่างกันเมื่อมองดูในทิศทางที่ต่างกัน ทั้งนี้เนื่องจากความแตกต่างในลักษณะของการดูดกลืนแสงในทิศทางต่างกันของอัญมณีนั้นๆ ลักษณะปรากฏนี้เรียกว่า สีแฝด ซึ่งอาจจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือมองเห็นได้ง่ายมากด้วย "ไดโครสโคป" (Dichroscpoe)

ภาพจาก Gram Faceting

ภาพ Dichroscope จาก Gram Faceting


อัญมณีหลายชนิดที่แสดงสี แฝดได้ 2 สีต่างกันเรียกว่า มีสีแฝด 2 สี (Dichroic) เช่น ทับทิม ไพลิน คอร์เดียไรนต์ ฯลฯ และ
อัญมณีที่แสดงสีแฝดได้ 3 สีต่างกันเรียกว่ามีสีแฝด 3 สี (Trichroic) เช่น แทนซาไนต์ แอนดาลูไซต์ ฯลฯ

ภาพจาก Gram Faceting ภาพจาก Gram Faceting ภาพจาก Gram Faceting

ภาพ Green Tourmaline ที่แสดงคุณสมบัติ Dichroic คือ เมื่อมองตามแนวแกน c (c รูปที่ 2) จะเห็นสีเขียวอมเหลือง และตามแนวแกน a/b (รูปที่ 3) จะเห็นสีเขียวอมฟ้า
ภาพจาก Gram Faceting


อัญมณีที่มีสีแฝดเมื่อเจียระไนแล้ว อาจจะแสดงเพียงสีเดียวหรือมากกว่า 1 สีนั้น ขึ้นอยู่กับการจัดทิศทาง การวางตัวของเหลี่ยมหน้ากระดานของอัญมณีที่จะแสดงให้เห็นสีนั้นๆ นอกจากนี้ ยังมีอัญมณีบางชนิดที่อาจมีสีหรือแสดงสีได้หลายสีแม้เป็นผลึกเดี่ยวและมองดูในทิศทางเดียว เช่น โอปอ ทัวร์มาลีน ลักษณะเช่นนี้เป็นลักษณะตามธรรมชาติของรูปแบบของแร่หรือของผลึกชนิดนั้น ไม่ใช่สีแฝด

สีเป็นลักษณะที่มองเห็นได้ง่ายชัดเจนเป็นสิ่งสะดุดตาและดึงดูดสายตามากที่สุดในเรื่องของอัญมณี และเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมาก ในการพิจารณาถึงคุณค่าและราคาของอัญมณี สีอาจทำให้เกิดความแตกต่างของราคาได้มากจากตั้งแต่ 250-250,000 บาทต่อกะรัตในอัญมณีชนิดเดียวกันแต่มีสีสวยงามแตกต่างกันมาก โดยทั่วไปแล้วสีจะไม่ถือว่าเป็นคุณสมบัติลักษณะสำคัญที่ช่วยในการตรวจจำแนกชนิดอัญมณี เพราะมีอัญมณีต่างชนิดกันแต่มีสีเหมือนกันได้และก็มีอัญมณีชนิดเดียวกันที่สามารถเกิดขึ้นได้หลายสี นอกจากนี้ชื่อลักษณะของสีก็เป็นที่นิยมใช้กับอัญมณีบางชนิดมานานแล้ว เช่น สีเลือดนกพิราบใช้กับทับทิม สีแสดใช้กับแพดพาแรดชา (Padparadcha) สีเหลืองนกขมิ้นและสีแชมเปญใช้กับเพชร เป็นต้น ชื่อลักษณะสีเหล่านี้ในบางครั้งจะกำกวมไม่ชัดเจน ให้ความหมายของสีไม่ตรงกับความจริงหรือเป็นลักษณะสีที่ไม่มีความแน่นอน แม้ว่าจะมีความบกพร่องดังกล่าวชื่อสีเหล่านี้ก็ยังเป็นที่นิยมใช้กันอยู่โดยทั่วไปในตลาดอัญมณี อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนี้ได้มีการประดิษฐ์เครื่องมือที่สามารถวัดหาชนิดและเรียกชื่อของสีของอัญมณีต่างๆ ได้อย่างเที่ยงตรงแม่นยำมากขึ้น เครื่องมือนี้มีขายทั่วไปในตลาดอัญมณี  อาจเป็นวิวัฒนาการใหม่ในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของโลกก็ได้

ค่าดัชนีหักเหของแสง (Refractive index) เมื่อมีแสงส่องผ่านเข้าไปในอัญมณีใดๆ แล้วแสงส่วนหนึ่งจะมีความเร็วลดลงและอาจจะถูกบังคับให้เปลี่ยนทิศทางหรือเกิดการหักเหแสงขึ้น ซึ่งแล้วแต่คุณสมบัติของผลึก ระดับความเร็วของแสงที่ลดลงในอัญมณีนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับความเร็วของแสงในอากาศจะเรียกว่า ค่าดัชนีหักเหแสงของอัญมณี  คือเป็นอัตราส่วนระหว่างค่าความเร็วของแสงในอากาศกับค่าความเร็วของแสงในอัญมณี เช่น ค่าความเร็วของแสงในอากาศเท่ากับ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที และค่าความเร็วของแสงในเพชรเท่ากับ 125,000 กิโลเมตรต่อวินาที ดังนั้นค่าดัชนีหักเหแสงของเพชรจะเท่ากับ 2.4 หรือหมายถึง ความเร็วของแสงในอากาศมีความเร็วเป็น 2.4 เท่าของความเร็วของแสงในเพชร อัญมณีที่มีค่าดัชนีหักเหสูงมากเท่าใด ความเร็วของแสงในอัญมณีนั้นๆ จะลดลงมากตามไปด้วย ค่าดัชนีหักเหของแสงของอัญมณีจะเป็นค่าที่คงที่ อัญมณีแต่ละชนิดจะมีค่าดัชนีหักเหที่แตกต่างกัน อาจมีเพียงค่าเดียว สองค่า หรือ สามค่า ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของผลึกและทิศทางที่แสงผ่านเข้าไป ส่วนใหญ่จะมีค่าอยู่ระหว่าง 1.2 และ 2.6 ดังนั้นจึงสามารถนำไปช่วยในการตรวจจำแนกชนิดของอัญมณีได้ เครื่องมือสำหรับใช้ในการวัดหาค่าดัชนีหักเหแสงของอัญมณีได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำเรียกว่า เครื่องรีแฟรกโตมิเตอร์ (Refractometer) แต่เครื่องมือนี้มีขีดจำกัดอยู่ที่สามารถวัดหาค่าได้สูงสุดเพียง 1.86 เท่านั้น และจะต้องใช้กับอัญมณีที่เจียระไนแล้วหรือพวกที่มีผิวหน้าเรียบด้วย บางครั้งสามารถประมาณค่าได้ในอัญมณีที่เจียระไนแบบโค้งมนหลังเบี้ยหรือหลังเต่า และในบางครั้งค่าดัชนีหักเหแสงของอัญมณีที่เจียระไนแล้ว อาจประมาณได้จากประกายวาวหรือความสว่างสดใส หรือรูปแบบของการเจียระไน

ภาพจาก Khulsey.com การกระจายแสงสี (Dispersion or fire) แสงสีขาวที่มองเห็นได้ในธรรมชาติจะเป็นแสงที่เกิดจากการผสมผสานของคลื่นแสงต่างๆ ในแต่ละคลื่นแสงก็จะมีค่าดัชนีหักเหของแสงเฉพาะตัวเมื่อมีลำแสงสีขาวส่องผ่านเข้าไปในอัญมณี แสงนี้จะเกิดการหักเหเป็นมุมที่แตกต่างกัน และแยกออกเป็นลำแสงหลากหลายสี แล้วสะท้อนออกทำให้เห็นเป็นสีต่างๆ สีที่มองเห็นจะเป็นลำดับชุดของสีรุ้ง เช่นเดียวกับลักษณะของการเกิดรุ้งกินน้ำลักษณะปรากฏการณ์เช่นนี้ เรียกว่า การกระจายแสงสี  หรือ ไฟ ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ง่ายมากในอัญมณีที่มีค่าดัชนีหักเหของแสงสูง มีความโปร่งใสและไม่มีสี
ระดับความมากน้อยของการกระจายแสงสีจะแตกต่างกันไปในแต่ละชนิดของอัญมณี เนื่องจากมีค่าดัชนีหักเหแสงที่แตกต่างกันนั่นเอง ดังนั้น การกระจายแสงสีจึงเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ที่อาจช่วยในการตรวจจำแนกชนิดอัญมณีได้  นอกจากนี้ยังมีความสำคัญต่อความสวยงามของอัญมณีหลายๆ ชนิด โดยเฉพาะในชนิดที่โปร่งใสแต่ไม่มีสีสวยที่จะดึงดูดใจ เช่น การกระจายแสงสีของเพชรซึ่งทำให้เพชรเหมือนมีสีสันหลากหลายสวยงามกระจายทั่วไปในเนื้อหรือ เรียกว่า ประกายไฟ  ในอัญมณีที่มีสีก็สามารถมองเห็นการกระจายแสงสีได้เช่นกัน เช่นในโกเมนสีเขียวชนิดดีมันทอยด์ (Demantoid) และสฟีน (Sphene) การกระจายแสงสีของอัญมณีชนิดหนึ่งๆ อาจสามารถทำให้มองเห็นสวยงามมากขึ้นได้โดยการเจียระไนที่ได้สัดส่วนถูกต้อง โดยพื้นฐานทั่วไปแล้วถ้าคลื่นแสงมีการแบ่งแยกออกได้ชัดเจนมากเท่าใดการกระจายแสงสีก็จะมีมากเพิ่มขึ้นเท่านั้น พร้อมกับจะให้สีที่มีความเข้มสวยมากเช่นกัน

ความวาว (Luster)  ความวาวของอัญมณีชนิดหนึ่งๆเป็นผลมาจากคุณสมบัติทางแสงของอัญมณีซึ่งเกิดจากการสะท้อนของแสงจากผิวนอกของอัญมณีนั้นๆ ความวาวจะขึ้นอยู่กับค่าดัชนีหักเห และลักษณะสภาพของผิวเนื้อแร่ ไม่เกี่ยวข้องกับสีของอัญมณีเลย ถ้าอัญมณีนั้นมีค่าดัชนีหักเหแสงและมีความแข็งมากเท่าใด ก็จะยิ่งแสดงความวาวมากขึ้นเท่านั้นลักษณะธรรมชาติ สภาพผิวเนื้อแร่ที่ขรุขระไม่เรียบก็จะมีผลทางลบต่อความวาวของอัญมณีที่ยังไม่เจียระไน ในขณะที่อัญมณีที่เจียระไนแล้ว การขัดมันผิวเนื้อแร่จะมีผลดีต่อความวาว ความวาวของอัญมณีที่มีความสวยงามเป็นที่ต้องการมากคือความวาวเหมือนเพชร ส่วนความวาวที่พบเห็นได้ในอัญมณีทั่วไป ได้แก่ ความวาวเหมือนแก้ว (Vitreous)  ส่วนความวาวที่พบได้ยากในอัญมณี ได้แก่ความวาวเหมือนโลหะ (Metallic) เหมือนมุก (Pearly) เหมือนยางสน (Resinous)  เหมือนน้ำมัน (Oily) เหมือนเทียนไขหรือขี้ผึ้ง (Waxy) เป็นต้น แต่สำหรับอัญมณีที่ไม่แสดงความวาวเลยจะเรียกว่า ผิวด้าน (Dull)

ภาพจาก about.com

Resinous Luster

ภาพจาก about.com

Dull or Earthy Luster

ภาพจาก about.com 

Vitreous Luster

ภาพจาก about.com

Metallic Luster

ภาพจาก about.com

Pearly Luster

ภาพจาก about.com

Waxy Luster


ประกายวาว (Brilliancy)  ประกายวาวของอัญมณีชนิดหนึ่งๆ เกิดจากการที่มีแสงสะท้อนออกมาจากภายในตัวอัญมณีเข้าสู่ตาของผู้มองอัญมณีที่เจียระไนได้เหลี่ยมมุมที่ต้องการทำให้แสงที่ส่องผ่านเข้าไปในอัญมณีนั้น เกิดการสะท้อนอยู่ภายในหน้าเหลี่ยมต่างๆ และสะท้อนกลับออกมาเข้าสู่ตาของผู้มองเป็นประกายวาวของสีของอัญมณีนั้น การเกิดลักษณะแบบนี้ได้เนื่องจากลักษณะการสะท้อนกลับหมดของแสงนั่นเอง ดังนั้นรูปแบบของการเจียระไนและเหลี่ยมมุมที่หน้าเหลี่ยมต่างๆ ทำมุมกัน จึงมีความสำคัญมากในการเกิดประกายวาว ถ้าเหลี่ยมมุมต่างๆ ไม่เหมาะสมพอดีกับค่าดัชนีของการหักเหแสงของอัญมณี แสงที่ส่องผ่านเข้าไปก็จะไม่สะท้อนกลับออกมาสู่ตาผู้มอง แสงอาจจะส่องทะลุผ่านออกไปทางด้านล่างหรือสะท้อนเบี่ยงเบนออกไปทางด้านข้าง มีผลทำให้อัญมณีนั้นดูไม่สว่างสดใส หรือไร้ประกาย

ภาพจาก about.com การเรืองแสง (Fluorescence and Phosphorescence)  การที่อัญมณีมีการเปล่งแสงหรือแสดงความสว่างที่มองเห็นได้ออกจากตัวเองภายใต้การฉายส่องหรืออิทธิพลของแสง หรือรังสีบางชนิด หรือจากอิทธิพลของปฏิกิริยาทางกายภาพหรือทางเคมีบางอย่าง ปรากฏการณ์การเรืองแสงที่ถือว่ามีความสำคัญและมีประโยชน์ใช้ในการตรวจสอบอัญมณีได้คือ การเรืองแสงของอัญมณีภายใต้รังสีอัลตราไวโอเลตซึ่งเรียกว่า การเรืองแสงปกติ (Fluorescence)  การเรืองแสงแบบนี้ หมายถึง การที่อัญมณีมีการเรืองแสงที่มองเห็นได้ภายใต้การฉายส่องรังสีอัลตราไวโอเลตและจะหยุดทันทีที่ไม่มีการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตกระทบกับอัญมณีนั้นๆ แต่อัญมณีใดที่ ยังเรืองแสงอยู่อย่างต่อเนื่องไปอีกชั่วขณะหนึ่งถึงแม้ว่าจะหยุดการฉายส่องรังสีอัลตราไวโอเลตแล้ว ลักษณะการเรืองแสงแบบนี้เรียกว่า  การเรืองแสงค้าง (Phosphorescence)  โดยทั่วไปแล้วจะมีเพียงอัญมณีพวกที่แสดงการเรืองแสงปกติเท่านั้น ที่จะแสดงการเรืองแสงค้างได้ และมีจำนวนไม่น้อยที่แสดงทั้งการเรืองแสงปกติและการเรืองแสงค้าง

สาเหตุของการเรืองแสงในอัญมณีนั้นเป็นผลมาจากความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสภาวะของการถูกกระตุ้นโดยแสงอัลตราไวโอเลต ภายในระดับอะตอมของธาตุต่างๆ ที่มีผลต่อการเกิดสีของอัญมณีนั้นๆ ด้วยเหตุที่อัญมณีชนิดต่างๆ มีมลทินธาตุต่างๆ แตกต่างกันไป ดังนั้น การเรืองแสงจะไม่เกิดขึ้นในอัญมณีทุกชนิด หรืออาจมีการเรืองแสงให้สีที่เหมือนกันหรือแตกต่างกันกับสีของอัญมณีได้ การทดสอบการเรืองแสงของอัญมณีใดๆสามารถกระทำได้ภายใต้รังสีอัลตราไวโอเลต ทั้งคลื่นยาว (365 นาโมมิเตอร์) และคลื่นสั้น (254 นาโนมิเตอร์) อัญมณีบางชนิดอาจเรืองแสงได้เฉพาะในชนิดคลื่นสั้นบางชนิดอาจเรืองแสงได้ในชนิดคลื่นยาวหรืออาจจะเรืองแสงได้ในคลื่นทั้งสองชนิด หรือไม่แสดงการเรืองแสงเลย อัญมณีบางชนิดปฏิกิริยาของการเรืองแสงในคลื่นสั้นแสดงให้เห็นได้ชัดเจนหรือสว่างมากกว่าในคลื่นยาว บางชนิดอาจแสดงในทางกลับกัน บางชนิดอาจมีปฏิกิริยาการเรืองแสงเท่าๆ กัน การเรืองแสงของอัญมณีมีประโยชน์ช่วยในการตรวจจำแนกชนิดอัญมณีได้ และในบางครั้งก็มีประโยชน์ช่วยในการตรวจแยกอัญมณีธรรมชาติออกจากอัญมณีสังเคราะห์ ส่วนใหญ่แล้วอัญมณีสังเคราะห์ต่างๆ มักจะมีการเรืองแสงสว่างมาก ในขณะที่อัญมณีธรรมชาติจะไม่ค่อยเรืองแสง เช่น สปิเนล สังเคราะห์สีฟ้าอ่อน ซึ่งทำเทียมเลียนแบบอะความารีน จะแสดงการเรืองแสงสีแดงในรังสีอัลตราไวโอเลตชนิดคลื่นยาวและเรืองแสงสีน้ำเงินอมเขียวในชนิดคลื่นสั้น โดยที่อะความารีนจะไม่เรืองแสงเลย ไพลินสังเคราะห์จะเรืองแสงสีน้ำเงินอมเขียวนวลในชนิดคลื่นสั้นเท่านั้นซึ่งไพลินธรรมชาติมักจะไม่เรืองแสง คุณประโยชน์และความได้เปรียบในการทดสอบอัญมณีโดยทดสอบการเรืองแสง คือทำได้รวดเร็ว ง่าย และไม่ทำให้ตัวอย่างเสียหาย

 

ข้อมูล : วิชาปฎิบัติการวิเคราะห์อัญมณี สาขาวิชา วัสดุศาสตร์ (อัญมณีและเครื่องประดับ) คณะวิทยาศาสตร์   มหาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, About.com
ภาพประกอบ : Khulsey.com, About.com, Gram Faceting

 
หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

คุณสมบัติของแร่ที่เป็นอัญมณี - คุณสมบัติทางกายภาพ

คุณสมบัติของแร่ที่เป็นอัญมณี - คุณสมบัติทางเคมี

3/17/2552 | Posted in , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | Read More »

All About Gemstones by Khulsey.com

จุดประสงค์ของเวบ All About Gemstones คือ รวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับจิวเวลรี่ดีไซน์เป็นหลัก อาทิเช่น ประวัติศาสตร์ของการออกแบบ การเจียระไน เทคนิคการทำตัวเรือน จิวเวลรี่ดีไซน์เนอร์ เป็นต้น และยังให้ความรู้เกี่ยวกับอัญมณีศาสตร์ด้วย เพราะเป็นพื้นฐานของการออกแบบจิวเวลรี่นั่นเอง มีการแบ่งแยกหัวข้อเป็นหมวดหมู่ชัดเจน ทำให้ง่ายต่อการค้นหาข้อมูล พร้อมภาพประกอบที่สวยงาม ชัดเจน ช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดที่มีจะเหมือนกับได้เรียนวิชา Introduction to Gemology เลยทีเดียว

ขอแนะนำ Glossary ที่รวบรวมคำศัพท์เทคนิคต่างๆไว้ 3 หมวดหมู่ ได้แก่ อัญมณีศาสตร์ โลหะ จิวเวลรี่ดีไซน์และเทคนิค

3/17/2552 | Posted in , , , , , , , , , , , , , , , , , | Read More »

คุณสมบัติของแร่ที่เป็นอัญมณี - คุณสมบัติทางเคมี

โดย ผศ.ดร. กาญจนา   ชูครุวงศ์

การจำแนกชนิดของอัญมณีจะอาศัยความแตกต่างทางด้านกายภาพ ทางเคมี และทางแสง  ของอัญมณีแต่ละชนิด ซึ่งในครั้งที่ผ่านมาเราได้เรียนรู้ถึง คุณสมบัติทางกายภาพ (Physical properties) กันไปแล้ว สำหรับในครั้งนี้จะเป็นส่วนของคุณสมบัติทางเคมี

คุณสมบัติทางเคมี (Chemical properties)

การที่แร่ชนิดต่าง ๆ มีสารประกอบทางเคมีและโครงสร้างผลึกแตกต่างกัน ทำให้แร่แต่ละชนิดมีสมบัติทางกายภาพและทางแสงที่คงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งในสาขาวิชาวิทยาแร่จะจำแนกประเภทลักษณะที่เหมือนกันของแร่ไว้เป็นกลุ่มเดียวกัน เช่นเดียวกับนักชีววิทยาที่จำแนกพืชและสัตว์ออกเป็น genera, species และ varieties นักอัญมณี ศาสตร์และนักวิทยาแร่จำแนกแร่เป็น ตระกูล (group) , ประเภท (species) และชนิด (varieties)  ซึ่งในทางวิทยาแร่จะมีแร่มากกว่า 2000 ชนิด (varieties) ซึ่งจำแนกเป็นตระกูล (group) และประเภท (species)ต่าง ๆ

แร่อัญมณีส่วนใหญ่จะมีส่วนของสารประกอบเคมีอยู่ในกลุ่ม silicates ซึ่งได้แก่ beryl, topaz, quartz, tourmaline, zircon, garnets ทั้งหมด และ feldspars
กลุ่ม oxides ได้แก่ corundum อันได้แก่ ทับทิมและไพลิน chrysoberyl และ spinel
กลุ่ม phosphates ได้แก่ turquoise และ apatite
กลุ่ม corbonates ได้แก่ malachite, azurite, rhodochrosite และ calcite
ทั้งนี้กลุ่มของสาร ประกอบทางเคมี 4 กลุ่มนี้จะรวมอัญมณีเกือบทั้งหมดที่มีในวงการอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ยกเว้นเพชรซึ่งประกอบ ด้วยธาตุเพียงชนิดเดียว คือคาร์บอน

ตระกูล (Group)
แร่อัญมณีสองกลุ่มหรือมากกว่ามีโครงสร้างและคุณสมบัติตล้ายคลึงกัน แต่จะมีสมบัติทางเคมีที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย สมาชิกในตระกูลเดียวกันจะเรียกว่าประเภท (species) และชนิด(variety) ในอัญมณีชนิดเดียวกันจะมีโครงสร้างผลึกและสารประกอบทางเคมีเหมือนกัน จะแตกต่างกันที่สีของอัญมณี ซึ่งสีที่แตกต่างกันนี้เนื่องมาจากธาตุผ่านหรือสารเจือปน เช่น ทับทิม และไพลินเป็น varieties ที่มีสีแตกต่างกันของอัญมณีประเภท (species) corundum

นอกจากชนิด (varieties) ของอัญมณีจะแตกต่างกันที่สีแล้ว ยังจำแนกตามลักษณะของการกระจายสี (color distribution) การยอมให้แสงผ่าน (transparency) และปรากฏการณ์ทางแสง (optical phenomena)

ตระกูล (group) ของแร่จะประกอบด้วย แร่ประเภท (species) ต่าง ๆ ที่มีสมบัติใกล้เคียงกัน เช่น ตระกูล garnet เป็นตระกูลของแร่ที่มีแร่ประเภทต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก tourmaline อยู่ในตระกูล tourmaline และ spinel ก็เป็นแร่ ประเภทหนึ่งใน spinel group แร่ประเภทต่าง ๆ ในตระกูล garnet, tourmaline และ spinel จะมีโครงสร้างผลึกเหมือนกันแต่มีสารประกอบทางเคมีที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่ในตระกูล feldspar แร่ประเภท (species) จะมีสูตรทางเคมีเหมือนกันแต่มีความแตกต่างกันเล็กน้อยในผลึกโครงสร้าง

อัญมณีในตระกูลเดียวกัน มีสารประกอบทางเคมีที่ผสมกันในระหว่างอัญมณีประเภทต่าง ๆ ของตระกูลนั้น สารประกอบทางเคมีที่แตกต่างกันอาจแทนที่กันในโครงสร้างผลึกโดยยังคงรักษาลักษณะภายนอกไว้ได้ กล่าวคือมีการเปลี่ยนแปลงอะตอมภายในโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ทำให้ยังคงมีรูปผลึกเหมือนกัน แต่ส่วนประกอบต่างกันเล็กน้อย การแทนที่ในลักษณะเช่นนี้เรียกว่า isomorphous replacement หรือ isomorphous substitution ผลที่เกิดขึ้นจะได้ผลึกผสม mixed crystal หรือ solid solution การจำแนกอัญมณีในรูปแบบเช่นนี้ จึงเป็นไปได้ยากมากทำให้ในบางกรณีจึงจำเป็นต้องจำแนกลำดับของสารประกอบทางเคมีต่าง ๆ เป็น series

ตัวอย่างเช่น

ตระกูล garnet มี 2 series คือ Pyrope-almandite-spessartite series และ Grossular-andradite-uvarovite series

ภาพจาก Khulsey.com

Pyrope
Mg3Al2(SiO4)3
Almandite
Fe3Al2 (SiO4)3
Spessartite
Mn3Al2(SiO4)3

Grossularite
Ca3Al2(SiO4)3
Andradite
Ca3Fe2(Sio4)3
Uvarovite
Ca3Cr2(Sio4)3

Pyrope, Almandite และ Spessartite จะอยู่ใน series เดียวกัน ในขณะที่ Grossulsrite, Andradradite และ Uvarovite อยู่ใน series เดียวกัน

ประเภท (Species)  
สารประกอบทางเคมีและโครงสร้างผลึกจะเป็นเครื่องชี้ลักษณะเฉพาะของแร่ และเป็นลักษณะเฉพาะของประเภทแร่ (Species) นั้น ๆ ด้วย แต่ละประเภทของแร่จะมีชื่อเรียก เช่น Quartz เป็นต้น หากมีการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นสารประกอบทางเคมีหรือโครงสร้างผลึก ก็จะได้ Species ของแร่ใหม่ ๆ ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกัน เช่น

ความแตกต่างแม้เพียงสารเคมีหรือธาตุเพียงตัวเดียวก็จะให้แร่ต่างประเภทกัน เช่น สูตรทางเคมี Al2O3 คือ species Corundum แต่หากมีสูตรทางเคมี Fe2O3 ก็จะได้ specie  Hematite เป็นต้น

ความแตกต่างในสัดส่วนของสารประกอบทางเคมีและมีโครงสร้างผลึกเหมือนกันให้แร่ต่างประเภทกัน เช่น สูตรทางเคมี Cu2(CO3)(OH)2 ได้ species Malachite หากสูตรทางเคมีเป็น Cu3(CO3)2(OH)2 จะได้ species Azurite เป็นต้น

ความแตกต่างของโครงสร้างผลึกแต่มีสารประกอบและสูตรทางเคมีเหมือนกัน เช่น สูตรทางเคมี C มีเพชร และ graphite ที่ต่างกัน

ตัวอย่างของ group แร่ต่าง ๆ ที่เป็นแร่อัญมณีและ species ใน group ต่าง ๆ เหล่านี้ได้แก่

ภาพจาก Khulsey.com

-Garnet group:
Almandine, Andradite, Grossulsr, Hydrogrossulsr, Kimzeyite, Goldmanite, Pyrope, Schorlomite, Spessartine,Uvarovite, Knorringite และ Yamatoite

 ภาพจาก Khulsey.com

- Spinel group :
Chromite, Franklinite, Gahnite, Galaxite, Hercynite, Magesiochromite, Magnetite และ Spinel

ภาพจาก Khulsey.com

- Tourmaline group :
Buergerite, Dravite, Uvite, Elbaite, Schorl, Liddicoatite, Ferridravite, Chromdravite และ Tsilaisite

 

ชนิด (Varieties)
อัญมณีที่อยู่ในประเภท (species) เดียวกันมักจะต่างกันในเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอกที่มองเห็น ตัวอย่างเช่น มีสีต่างกัน การยอมให้แสงผ่านหรือความโปร่งต่างกัน หรือมีปรากฎการณ์ต่างกันซึ่งทำให้จำแนกเป็นอัญมณีชนิดต่าง ๆ กัน นอกจากนี้พบว่า แม้กระทั่งมลทินหรือตำหนิ (inclusion) ก็อาจทำให้เกิดชนิดของอัญมณีต่าง ๆ กันด้วย เช่น quartz ที่มีตำหนิเป็นผลึก rutile ทำให้เกิดชนิดของ quartz ที่เรียกว่า rutilated quartz และชนิดของอัญมณีมีการเรียกชื่อแตกต่างกันไป บางกรณีเรียงตามสีของอัญมณี บางกรณีเรียกตามลักษณะปรากฏการณ์ หรือเรียกชื่อเฉพาะ

rutilated quartz จาก Freewebs.com
ภาพ Rutilated quartz จาก Freewebs.com

ตัวอย่าง ชนิดของ (varieties) ของอัญมณีได้แก่

Variety

species

ลักษณะ

Alexandrite chrysoberyl มีปรากฏการณ์การเปลี่ยนสี (color change)
Amethyst                                     quartz สีม่วง
Aquamarine beryl สีฟ้าถึงฟ้าแกมเขียว
Citrine quartz สีส้มถึงสีเหลือง
Emerald beryl สีเขียว
Ruby corundum สีแดง
Sapphire corundum สีต่าง ๆ ยกเว้นสีแดง
Tiger’s-eye quartz ทึบแสง สีเหลืองถึงสีน้ำตาล มีปรากฏการณ์ตาแมว (cat’s eye effect)

อัญมณีที่ไม่มีลักษณะเด่นชัดไม่มีชื่อเรียก varieties ก็จะใช้ชื่อ species และบอกชนิดของอัญมณีโดยใช้สีหรือปรากฏการณ์ เช่น red spinel, yellow beryl, blue topaz, cat’s eye chrysoberyl และ star diopside
ในอัญมณีบางประเภทจะไม่มีชื่อของ varieties เฉพาะ แต่ใช้ชื่อเรียกตามสี เช่น spinel, topaz และ zircon
อัญมณีบางประเภทใช้เรียกลักษณะสีเปรียบเทียบ เช่น quartz ที่มีสีน้ำตาลใกล้ดำโปร่งใสว่า smoky quartz หรือ quartz ที่มีลักษณะถึงโปร่งใสถึงโปร่งแสงชมพูว่า rose quartz

Smokey Quartz จาก crystalage.com rose quartz จาก ebay.com

ภาพ Smoky quartz quartz จาก crystalage.com

ภาพ Rose quartz จาก ebay.com

 
อัญมณี opal ที่มีลักษณะโปร่งใสมีเนื้อสีเหลืองส้ม หรือแดงซึ่งไม่มีการ เล่นสี เรียกว่า fire opal
ในบางครั้งเราเรียกชนิดของอัญมณีด้วยสีและปรากฎการณ์เพื่อให้เห็นลักษณะเด่นชัดเช่น ruby หรือ sapphire ที่มีสาแหรก (star) ว่า star ruby หรือ star sapphire หรือเรียก aquamarine ที่มีปรากฏการณ์ตาแมวว่า cat’s eye aquamarine เป็นต้น

star ruby จาก Palagems.com 
ภาพ Star ruby จาก Palagems.com

นอกจากนี้บางชื่อเรียก varieties ตามแหล่งของอัญมณีชนิดนั้น ๆ เช่น Tanzanite ซึ่งเป็นชื่อเรียก zoisite สีน้ำเงินแกมม่วงที่พบในประเทศ Tanzania เป็นต้น

 

ข้อมูล : วิชาปฎิบัติการวิเคราะห์อัญมณี สาขาวิชา วัสดุศาสตร์ (อัญมณีและเครื่องประดับ) คณะวิทยาศาสตร์   มหาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ภาพประกอบ : Khulsey.com

 
หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

คุณสมบัติของแร่ที่เป็นอัญมณี - คุณสมบัติทางกายภาพ

3/14/2552 | Posted in , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | Read More »

The Real Price of Gold

นิตยสาร National Geographic ฉบับภาษาไทย
ปีที่ 8 ฉบับที่ 90 เดือน มกราคม 2552

นำเสนอสารคดีเกี่ยวกับทองคำ ซึ่งตีแผ่เรื่องราวและแง่มุมที่คุณไม่เคยรู้เกี่ยวกับโลหะล้ำค่าที่ครอบงำจิตใจมนุษย์มาช้านาน ใน “ราคาค่างวดแห่งทองคำ

เรื่อง บรูก ลาเมอร์ ภาพถ่าย แรนดี โอลสัน

ตัวอย่างบางส่วนจากนิตยสาร…

ควน อาปาซา หลงใหลในทองคำไม่ต่างจากบรรพบุรุษอินคาของเขา ระหว่างที่ไต่ลงไปตามอุโมงค์น้ำแข็ง ที่ความสูง 5,100 เมตร บนเทือกเขาแอนดีส ในเปรู คนงานเหมืองวัย 44 ปีเคี้ยวมวนใบโคคาเพื่อรับมือกับความหิวและความเหนื่อยล้าที่รออยู่เบื้องหน้า ทุกๆเดือนอาปาซาตรากตรำทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างติดต่อกัน 30 วัน ในเหมืองลึกใต้โตรกธารน้ำแข็งเหนือลารินโกนาดา เมืองที่สูงที่สุดในโลก ตลอด 30 วันนี้เขาต้องเผชิญกับภยันตรายที่คร่าชีวิตเพื่อนร่วมอาชีพมาแล้วมากมาย ทั้งระเบิด แก๊สพิษ อุโมงค์ถล่ม เพียงเพื่อค้นหาทองคำที่โลกปรารถนา อาปาซาทำทุกอย่างโดยไม่ได้รับค่าจ้างเพื่อรอวันนี้ วันที่ 31 ของเดือนที่เขาและเพื่อนคนงานจะได้ เข้างานเพียงกะเดียวรวมเวลาประมาณสี่ชั่วโมงหรือนานกว่านั้นเล็กน้อย เพื่อแบกก้อนหินทั้งเล็กใหญ่ให้ได้มากที่สุดเท่าที่ไหล่อันอ่อนล้าจะรับไหวออกจากเหมือง ภายใต้ระบบเสี่ยงโชคดั้งเดิมที่เรียกว่า กาชอร์เรโอ (cachorreo) ซึ่งยังคงใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ในแถบเทือกเขาแอนดีส กระสอบบรรจุหินเหล่านี้ก็คือค่าจ้างของพวกเขา เพราะอาจมีทองคำปะปนอยู่ในเนื้อหินบ้าง แม้ว่าบ่อยครั้งจะน้อยจนแทบไม่มีเลยก็ตาม อาปาซายังคงรอคอยโชคที่อาจมาถึง เขายิ้มกว้างอวดฟันทองซี่หนึ่งและบอกว่า "ไม่แน่ครับ วันนี้อาจเป็นวันสุดเฮงก็ได้" เพื่อเสริมโชค อาปาซาได้ทำพิธี “เซ่นสรวงแผ่นดิน” ด้วยการวางเหล้าพื้นเมืองปิสโกหนึ่งขวดใกล้ปากทางเข้าเหมือง สอดใบโคคาสองสามใบไว้ใต้ก้อนหิน และเมื่อหลายเดือนก่อนยังมอบไก่รุ่นกระทงตัวหนึ่งให้หมอผีบูชายัญบนยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ มาตอนนี้ ขณะมุ่งหน้าสู่อุโมงค์ เขาพึมพำบทสวดในภาษาเกชัวเบาๆเพื่อบูชารุกขเทวดาผู้ปกป้องภูผาและทองคำทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ อาปาซาพยักเพยิดไปทางธารน้ำแข็งที่ทอดตัวคดเคี้ยวสูงตระหง่านเหนือเหมือง "นั่นน่ะเจ้าหญิงนิทราของเราเลยครับ ถ้าเจ้าหญิงไม่ประทานพร เราอาจไม่มีวันเจอทองคำและอาจเอาชีวิตไม่รอดจากเหมืองก็ได้"

แม้ที่นี่จะไม่ใช่เอลโดราโด (El Dorado) ดินแดนแห่งทองคำในตำนาน แต่กว่า 500 ปีที่ผ่านมา สายแร่สีทองที่ทอประกายระยิบระยับใต้ธารน้ำแข็งเหนือระดับทะเลห้ากิโลเมตร ได้ดึงดูดผู้คนมากมายมาสู่พื้นที่แห่งนี้ในเปรู หนึ่งในกลุ่มแรกๆที่มาถึงคือชาวอินคา ผู้เปรียบเปรยโลหะอันแวววาวนี้ว่าเป็นดั่ง "หยาดเหงื่อของสุริยเทพ" กลุ่มต่อมาคือชาวสเปนที่ถูกแรงปรารถนาในทองคำและเงินโหมกระพือให้ยึดครองโลกใหม่ แต่เพิ่งจะเร็วๆนี้นี่เองที่ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นอย่างพรวดพราดถึงร้อยละ 235 ในช่วงเวลาแปดปี ที่ล่อใจผู้คนไม่ต่ำกว่า 30,000 ชีวิตให้หลั่งไหลมายังลารินโกนาดา แปรสภาพแคมป์นักแสวงโชคอันเงียบเหงา ให้กลายเป็นชุมชนแออัดบนพื้นที่สูงสุดของโลก ดินแดนอันห่างไกลไร้ผู้คนกลับลุกโชนด้วยโชคลาภและความสิ้นหวัง ทับทวีด้วยมลพิษจากการทำเหมืองและสภาพไร้ขื่อแป ภาพเหล่านี้อาจฟังดูเหมือนยุคมืด แต่ลารินโกนาดาคือหนึ่งในพรมแดนแห่งปรากฏการณ์สมัยใหม่ ขนานแท้ นั่นคือ กระแสตื่นทองในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ไม่มีแร่ธาตุใด ที่จะยั่วยวนและทรมานจินตนาการของมนุษย์ได้มากเท่าโลหะแวววาวที่มีสัญลักษณ์ทางเคมีว่า Au อีกแล้ว

เป็นเวลาหลายพันปีที่ความปรารถนาครอบครองทองคำได้ผลักดันมนุษย์ไปสู่สถานการณ์สุดโต่งครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่สงครามและการยึดครองดินแดน การปกป้องจักรวรรดิและสกุลเงิน ไปจนถึงการทลายขุนเขาและแผ้วถางป่าจนราพณาสูร หากในความเป็นจริงทองคำหาได้มีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ เพราะมีประโยชน์ใช้สอยโดยตรงเพียงน้อยนิด ถึงกระนั้นคุณสมบัติหลักอันโดดเด่นของทองคำ อันได้แก่ ความหนาแน่นและความสามารถในการขึ้นรูปทรง รวมทั้งความแวววาวที่ไม่อาจลบเลือน ทำให้โลหะชนิดนี้กลายเป็นหนึ่งในโภคภัณฑ์ (commodity) ที่โลกต้องการมากที่สุด อีกทั้งเป็นสัญลักษณ์แห่งความงามอันเลิศเลอ ความมั่งคั่ง และความอมตะ ไล่เลียงมาตั้งแต่ฟาโรห์ (ผู้ทรงยืนกรานให้ฝังพระวรกายในสิ่งที่เรียกว่า “เนื้อหนังมังสาแห่งพระผู้เป็นเจ้า”) นักขุดทองรุ่นบุกเบิกเมื่อปี 1849 (ผู้พลิกโฉมดินแดนฝั่งตะวันตกของอเมริกาด้วยความคลั่งไคล้ในกระแสตื่นทองของพวกเขา) ไปจนถึงบรรดานักการเงิน (ผู้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเซอร์ไอแซก นิวตัน ให้ใช้ทองคำเป็นรากฐานของระบบเศรษฐกิจโลก) เกือบทุกสังคมในทุกยุคทุกสมัยต่างหยิบยื่นพลังอำนาจอันลี้ลับให้กับทองคำ ความคลั่งไคล้ในทองคำของมนุษยชาติไม่น่ายืนยงมาจนถึงยุคใหม่ได้ มีวัฒนธรรมเพียงหยิบมือที่ยังเชื่อว่าทองคำนำมาซึ่งชีวิตอมตะ และทุกประเทศทั่วโลกต่างยกเลิกการใช้ทองคำเป็นมาตรฐานเงินตรากันหมดแล้ว (สหรัฐฯเป็นชาติสุดท้ายที่ยกเลิกในปี 1971) ทว่าความลุ่มหลงในทองคำไม่เพียงดำรงอยู่ หากยังแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม อันเป็นผลมาจากความไม่แน่นอนในระบบเศรษฐกิจโลก ราคาทองคำทะยานจาก 271 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อออนซ์เมื่อวันที่ 10 กันยายน ปี 2001 เป็น 1,023 ดอลลาร์ในเดือนมีนาคม ปี 2008 และอาจพุ่งสูงกว่านี้ได้อีก นอกเหนือจากความหรูหราฟู่ฟ่าแล้ว ทองคำยังฟื้นบทบาทในฐานะสินทรัพย์รองรังชั้นยอดในช่วงวิกฤติอีกด้วย ราคาทองคำที่พุ่งพรวดพราดในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากเหตุการณ์ก่อการร้ายเมื่อ 11 กันยายน ปี 2001 ก่อนจะถูกซ้ำเติมด้วยการอ่อนค่าลงของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และความวิตกกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ล่าสุดเมื่อปี 2007 ความต้องการทองคำมีสูงกว่ากำลังการผลิตของเหมืองถึงร้อยละ 59 ปีเตอร์ แอล. เบิร์นสไตน์ ผู้เขียน อำนาจแห่งทองคำ (The Power of Gold) กล่าวว่า "ทองคำมีมนตร์สะกดเช่นนี้ตลอดมา แต่ดูเหมือนไม่มีใครบอกได้ว่า แท้จริงแล้วเราครอบครองทองคำ หรือทองคำครอบครองเรากันแน่" ขณะที่นักลงทุนหันไปหากองทุนที่มีทองคำหนุนหลัง แต่ความต้องการทองคำของอุตสาหกรรมเครื่องประดับยังคงมีสัดส่วนถึงสองในสาม คิดเป็นมูลค่าถึง 53,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2007 ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ในสหรัฐฯนักรณรงค์เคลื่อนไหวที่ออกมาผลักดันแคมเปญ "ต่อต้านทองคำสกปรก" มีส่วนโน้มน้าวให้ร้านค้าอัญมณีชั้นนำเลิกจำหน่ายทองคำจากเหมืองที่ก่อผลเสียรุนแรงต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทว่าความกังวลดังกล่าวไม่อาจสั่นคลอนชาติที่เป็นลูกค้ารายใหญ่อย่างอินเดีย ที่ซึ่งความลุ่มหลงในทองคำได้ถักทอเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม และจีนที่แซงหน้าสหรัฐฯขึ้นเป็นผู้ซื้อเครื่องประดับทองคำรายใหญ่อันดับสองของโลกในปี 2007

ความล้ำค่าของทองคำนำมาซึ่งหายนะต่อมวลมนุษย์และสิ่งแวดล้อมอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ปัจจัยหรือความท้าทายหนึ่งที่ทำให้ทองคำเป็นที่หมายปองก็คือปริมาณที่มีอยู่น้อยนิด ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามีทองคำเพียง 161,000 ตันเท่านั้นที่ถูกสกัดออกมา หากคิดเป็นปริมาณก็แทบไม่พอที่จะถมสระว่ายน้ำโอลิมปิก ให้เต็มทั้งสองสระ ในจำนวนนี้กว่าครึ่งเป็นทองคำที่ขุดได้ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ทุกวันนี้แหล่งแร่ทองคำขนาดใหญ่กำลังร่อยหรอลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่แหล่งใหม่ๆนับวันมีแต่จะหายากขึ้นทุกที ทองคำส่วนใหญ่ที่เหลือพอให้ทำเหมืองได้ในปัจจุบันส่วนมากเป็นเพียงสายแร่ที่ฝังตัวในพื้นที่ห่างไกลและเปราะบาง ซึ่งท้ายที่สุดคงไม่ต่างอะไรจากคำเชื้อเชิญที่นำไปสู่การทำลายล้าง ถึงกระนั้นคนงานเหมืองทั้งรายเล็กและรายใหญ่ต่างยินยอมพร้อมใจที่จะตอบรับคำเชิญนั้น ปลายด้านหนึ่งของกระแสตื่นทองยุคใหม่ คือกองทัพแรงงานต่างด้าวผู้ยากไร้ที่ทะลักล้นไปสู่เหมืองขนาดเล็กเช่นที่ลารินโกนาดา รายงานจากองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูนิโด (United Nations Industrial Development Organization: UNIDO) ระบุว่า ทั่วโลกมีแรงงานเหมืองพื้นบ้านอยู่ระหว่าง 10 ถึง 15 ล้านคน แรงงานที่กระจัดกระจายกันอยู่ตั้งแต่มองโกเลียไปจนบราซิลเหล่านี้ใช้วิธีทำเหมืองแบบดั้งเดิม ซึ่งแทบไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยตลอดหลายร้อยปี พวกเขาไม่เพียงผลิตทองคำได้ราวร้อยละ 25 ของผลิตผลทองคำในตลาดโลก แต่ยังหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนร่วมร้อยล้านคน นับเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อปากท้องของผู้คนเหล่านี้อย่างยิ่งยวด แต่ก็เป็นอันตรายถึงชีวิตด้วยเช่นกัน

ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกในช่วงสิบปีที่ผ่านมา กลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ซึ่งรบพุ่งเพื่อควบคุมเหมืองทองและเส้นทางการค้า มักข่มขู่คุกคามและกระทำทารุณกรรมต่อคนงานเหมือง อีกทั้งนำกำไรที่ได้จากทองคำมาซื้ออาวุธและสนับสนุนกิจกรรมของกลุ่ม ในจังหวัดกาลิมันตันตะวันออกของอินโดนีเซีย กองทัพโดยความร่วมมือกับหน่วยรักษาความปลอดภัยของบริษัททองคำแองโกล-ออสเตรเลีย ได้ใช้กำลังขับไล่คนงานเหมืองรายย่อยออกจากพื้นที่ รวมทั้งเผาทำลายบ้านเรือนในชุมชนเพื่อเปิดทางให้การทำเหมืองเต็มรูปแบบ ขณะที่ผู้ประท้วงหลายพันคนที่ต่อต้านการขยายเหมืองในเมืองกาฮามาร์กาของเปรูต้องเผชิญกับแก๊สน้ำตาและการใช้กำลังปราบปรามจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะเดียวกันผลกระทบจากสารปรอทก็คุกคามชีวิตคนงานเหมืองขนาดเล็กไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะส่วนใหญ่มักนำสารปรอทมาใช้ในการแยกเนื้อทองออกจากหิน ก่อให้เกิดมลพิษทั้งในรูปแก๊สและของเหลว ยูนิโดประเมินว่าหนึ่งในสามของสารปรอทที่มนุษย์ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมมาจากการทำเหมืองทองพื้นบ้าน ด้วยเหตุนี้เมืองอย่างลารินโกนาโดจึงมีสภาพไม่ต่างอะไรจากนรกบนดิน ดูเหมือนการเสาะแสวงหาโลหะที่เชื่อกันว่านำนำซึ่งความอมตะ กลับกำลังนำพาความตายมาสู่คนงานเหมืองเร็วขึ้น ปลายอีกด้านหนึ่งคือเหมืองเปิดขนาดใหญ่ ซึ่งดำเนินงานโดยบริษัทเหมืองแร่รายใหญ่ที่สุดของโลกหลายราย เหมืองที่ใช้กองทัพเครื่องจักรกลขนาดมหึมาและสร้างบาดแผลลึกให้พื้นปฐพีเหล่านี้ เป็นผู้ผลิตทองคำสามในสี่ของผลผลิตทองคำทั่วโลก ทั้งยังสร้างงาน นำเทคโนโลยี และการพัฒนาไปสู่ดินแดนที่เคยถูกหลงลืม แม้กระนั้นก็ต้องยอมรับความจริงว่า เมื่อเทียบน้ำหนักต่อออนซ์แล้ว การทำเหมืองทองก่อให้เกิดของเสียมากกว่าโลหะอื่นๆ อัตราส่วนที่ต่างกันอย่างสุดขั้วระหว่างทองคำที่สกัดได้กับของเสียที่เกิดขึ้น เห็นได้ชัดเจนจากร่องรอยการขุดเจาะพื้นดินที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารเสียจนมองเห็นได้จากห้วงอวกาศ ทว่าอนุภาคโลหะที่ผู้คนขุดหานั้นกลับเล็กจนแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แม้แต่เหมืองทองคำต้นแบบเช่นเหมืองบาตูฮีเจาในอินโดนีเซียตะวันออกของบริษัทนิวมอนต์ไมน์นิงคอร์ปอเรชัน ที่แม้จะทุ่มงบประมาณมหาศาลถึง 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม เพราะการขุดหาทองเพียงหนึ่งออนซ์หรือเท่ากับแหวนแต่งงานหนึ่งวง จำเป็นต้องขนย้ายหินและสินแร่มากกว่า 250 ตัน

นูร์ เปียห์ หญิงสาวที่เติบโตขึ้น บนเกาะซุมบาวาอันห่างไกลของอินโดนีเซีย ได้ยินได้ฟังเรื่องราวของขุมทองที่ฝังอยู่ใต้ขุนเขากลางป่าดิบชื้นมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ เรื่องราวเหล่านี้เป็นเหมือนตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมา จนกระทั่งนักธรณีวิทยาจากบริษัทนิวมอนต์ไมน์นิงคอร์ปอเรชันของสหรัฐฯ ค้นพบก้อนหินสีเขียวแปลกตาจากภูเขาไฟหมดพลังลูกหนึ่งที่อยู่ห่างจากบ้านเธอ 12 กิโลเมตร ก้อนหินที่มีสีเขียวสดเหมือนมอสส์นี้ชี้ว่ามีแร่ทองแดงผสมอยู่ ซึ่งบางครั้งพบร่วมกับทองคำ จากนั้นไม่นาน นิวมอนต์ก็เริ่มสร้างเหมืองและตั้งชื่อว่า บาตูฮีเจา แปลว่า "หินสีเขียว" นูร์ เปียห์ ซึ่งตอนนั้นอายุ 24 ปี สมัครงานตามใบประกาศของนิวมอนต์ในตำแหน่ง "โอเปอเรเตอร์" โดยคิดว่าบุคลิกและการพูดจาที่ดูเป็นมิตรของเธอคงช่วยให้ได้งานรับโทรศัพท์ แต่ปรากฏว่าเมื่อบุตรสาวของอิหม่ามผู้นี้ไปถึงบริษัทเพื่อเข้ารับการฝึกงาน เจ้านายกลับพาไปดูห้องทำงานซึ่งต่างไปจากที่คิด เพราะกลายเป็นห้องคนขับของรถตักแคเทอพิลลาร์ 793 ซึ่งเป็นรถตักขนาดใหญ่ที่สุดในโลกรุ่นหนึ่ง สูง 6 เมตรและยาว 13 เมตร ใหญ่กว่าบ้านทั้งหลังของเธอเสียอีก ลำพังแค่ล้อรถก็สูงกว่าเธอถึงเท่าตัวแล้ว นูร์ เปียห์ เท้าความหลังว่า “แค่เห็น ก็กลัวแล้วล่ะค่ะ” ยังมีเรื่องให้เธอต้องตกใจอีก เมื่อได้เห็นการขุดเหมืองเป็นครั้งแรก เธอเล่าว่า “นี่เขาขุดเปลือกโลกกันเลยเชียวหรือ ฉันได้แต่คิดว่าอะไรก็ตามที่ทำเช่นนี้ได้ต้องทรงพลังมหาศาล" สิบปีต่อมา นูร์ เปียห์ กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของพลังที่เธอพูดถึง คุณแม่ลูกสองขยับผ้าคลุมหน้าสีชมพูให้เข้าที่ ก่อนจะส่งยิ้มอายๆ ขณะเร่งเครื่อง 2,337 แรงม้าของรถแคเทอพิลลาร์ และเดินหน้าเข้าสู่อุโมงค์ในเหมืองบาตูฮีเจา...

อ่านเรื่องราวทั้งหมดอย่างจุใจได้จาก นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย หรือ อ่านทั้งหมด (ภาษาอังกฤษ)

ข้อมูลและภาพจาก National Geographic Thailand

1/22/2552 | Posted in , , | Read More »

GeoThai.net - There is a Geologist in Everyone

GeoThai.net

ธรณีศาสตร์ ธรณีวิทยา ธรณีวิศวกรรม ธรณีฟิสิกส์ ฯลฯ อาจจะเป็นคำที่เราคุ้นเคย หรือหลายคนแทบจะนึกไม่ออก ทั้งๆ ที่ธรณีไม่ใช่เรื่องใหม่ เรารับรู้และคุ้นเคยกับมันมาตั้งแต่เกิด การเรียนธรณีเป็นเรื่องที่สำคัญ ตราบเท่าที่เรายังต้องอาศัยอยู่บนโลกแห่งนี้ เราจะอยู่กันอย่างไรหากไม่มีศาสตร์ทางธรณี นี่แหละคือเหตุผลที่..ทำไมต้องธรณี?

โปรยหัวเรื่องมาให้น่าติดตามซะขนาดนี้ คงต้องคลิกเข้าไปเยี่ยมชมเวบไซต์ GeoThai.net แหล่งความรู้ทางธรณีที่จัดทำขึ้นโดยกลุ่มนักธรณีวิทยาไทย ให้สาระความรู้ทางธรณีที่เข้าใจง่าย ภาพประกอบสวยงาม ...แล้วจะพบคำตอบว่า ทำไมต้องธรณี?

11/18/2551 | Posted in , , , , | Read More »

ความคิดเห็นล่าสุด

บทความล่าสุด