Loading
250x250 Free Watch

สมัครสมาชิกเพื่อรับข่าวสารทางอีเมล์:

กรุณาตรวจสอบอีเมล์เพื่อยืนยันหลังจากทำการสมัคร

โพสล่าสุด

แบ่งปัน

ภูมิแพ้นิกเกิล : โรคขัดใจคน (อยาก) สวย

สาวๆ คนไหนไม่ใส่เครื่องประดับในชีวิตประจำวันบ้าง เอาล่ะ...สาวที่ยกมือหลบไปเพราะคุณไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง แต่ถ้าสาวคนไหนรักการใส่เครื่องประดับเป็นชีวิตจิตใจโดยเฉพาะโลหะทั้งหลาย ไม่ว่าจะเงิน จะทอง จะโรเดี่ยม จะนิกเกิล ฯลฯ ขอให้ตั้งใจอ่าน เพราะเจ้าโรคภูมิแพ้นิกเกิลกำลังระบาดหนัก เรียกว่าเป็นเมื่อไหร่ต้องขัดใจคน (อยาก) สวยเมื่อนั้น

ทำเป็นขำไป สาวมั่นอย่าง สาวกระแต ศุภักษร ไชยมงคลก็เป็นโรคนี้เหมือนกันนะจ๊ะ เอาล่ะ ถ้าไม่อยากเป็นโรคคนดัง เรามาดูกันดีกว่าว่าเจ้าโรคนี้น่ะ มันร้ายแค่ไหน

ภูมิแพ้นิกเกิล VS ภาวะโลกร้อน

เจ้าโรคภูมิแพ้นิกเกิล ก็เป็นโรคที่เป็นสาขาของภูมิแพ้ต่างๆ นั่นล่ะค่ะ ซึ่งแตกสาขาไปมากมายหลากหลาย เพราะร่างกายเรานั้นสามารถเกิดอาการแพ้สิ่งต่างๆได้ 108 บางคนประหลาดถึงขนาดแพ้น้ำก็มี เพราะฉะนั้นการแพ้นิกเกิล ซึ่งเป็นส่วนประกอบของโลหะแทบทุกชนิดจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร

เอ้า...แล้วเรื่องโลกร้อนมาเกี่ยวอะไรกันด้วย บ่ายนี้มีคำตอบ...เอ๊ย คุณหมอเค้ามีคำตอบค่ะ นพ.สุเทพ จิระสุทัศน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้ ผู้อำนวยการสถานไลออนส์สุพรรณหงส์ กล่าวว่า “ภาวะโลกร้อนในปัจจุบันนอกจากจะมีผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศ ปริมาณฝนเพิ่มขึ้น ความชื้นในอากาศก็เพิ่มขึ้น สภาวะแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปมาก ภาวะโลกร้อนยังส่งผลกระทบต่อผิวพรรณ ซึ่งเป็นด่านแรกของร่างกายที่สัมผัสกับชั้นบรรยากาศ รวมทั้งส่งผลต่อภูมิต้านทานของสิ่งมีชีวิตบนโลกอย่างนึกไม่ถึง

“ทั้งปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นและความชื้นในชั้นบรรยากาศที่เพิ่มขึ้นอย่างน่า กลัวในปัจจุบัน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนบนโลกมีแนวโน้มเป็นโรคภูมิแพ้กันมากขึ้น หรือในกรณีผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว อาการแพ้ก็จะสวิงสวายมากขึ้น” นพ.สุเทพ กล่าว ฝนที่ (ตก) ผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสแพ้สารสัมผัสมากกว่าปกติ

“โดยเฉพาะสารนิกเกิล ซึ่งเป็นส่วนผสมที่สำคัญในโลหะเกือบทุกชนิด และถูกนำไปเข้าเป็นเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันและเครื่องประดับมากมาย เมื่อภาวะโลกร้อนทำให้เกิดการหลั่งเหงื่อมากขึ้น เหงื่อนั้นจึงเป็นตัวละลายสารนิกเกิลออกมาจากเครื่องประดับทั้งหลาย ก่อนให้เกิดผื่นภูมิแพ้ที่ผิวหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาวๆ ที่รักแฟชั่น อาจเป็นกลุ่มเสี่ยงกับอาการ “แพ้นิกเกิล” ได้ไม่รู้ตัว นั่นล่ะค่ะ

พูดง่ายๆ ว่าเพราะโลกร้อน อุณหภูมิสูงขึ้น เราก็เลยเหงื่ออกง่าย ทำให้สารละลายนิกเกิลออกมาทำปฎิกริยากับเหงื่อ ทำให้สาวๆ เกิดอาการแพ้นิกเกิลกันไปตามๆ กัน ทีนี้เรามาดูอาการเบื้องต้นกันดีกว่าว่ามีอาการอย่างไร สาวๆ จะได้สังเกตุอาการกันได้ได้ง่ายขึ้น


อาการแบบนี้ แพ้แล้วแน่นอน

อาการแพ้นิกเกิลนั้น สามารถสักเกตุได้ง่ายๆ ถ้าแพ้นิกเกิลในต่างหู จะพบรอยแดงหรือผื่นที่ติ่งหู แต่ถ้าแพ้ด้านหลังของหน้าปัดนาฬิกา ก็จะพบผื่นแดงเป็นวงกลมที่ด้านหลังของข้อมือ หากแพ้ตะขอกางเกงจะพบผื่นบริเวณสะดือ บางคนแพ้ล็อกเก็ตห้อยคอ ก็อาจพบผื่นแดงกลางหน้าอก ผื่นจะมีอาการคันร่วมด้วย

 

ผิวหนังที่สัมผัสจะเป็นผื่น แดง กระจายออกไปจากบริเวณนั้น มีอาการคัน ภายในเวลา 15-30 นาทีหลังจากที่สัมผัสนิกเกิล และหากเกาแรงๆ จะทำให้ผื่นกำเริบหรือขยายวงกว้างขึ้นได้ ต่อมาผื่นจะเป็นเม็ดตุ่มนูน และตุ่มน้ำพองใส อาจแตกออกเป็นน้ำเหลืองไหลเยิ้ม อาการคันจะยิ่งมากขึ้น ถ้าเป็นในระยะเรื้อรัง จะทำให้ผื่นผิวหนังหนานูนขึ้น มีสีคล้ำ ผิวไม่เรียบ มีขุย นอกจากนี้อาจทำให้เกิดผื่นกระจาย ตุ่มน้ำใส ลมพิษ หรือเป็นมากทั้งตัว

โอโห...น่ากลัวไม่เบา ว่าแต่เรามีวิธีไหนบ้างที่จะป้องกันอาการแพ้เจ้าสารตัวนี้ มาดูกันเลยค่ะ! หากรู้ตัวว่าคุณแพ้สารนิกเกิล ก็ควรหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้

• อย่าแตะต้องเครื่องประดับที่มีส่วนผสมของนิกเกิล แม้ว่าจะการเคลือบป้องกันก็ตามเพราะพอใช้ไปนานวันเข้า สารที่เคลือบไว้ก็จะหลุดลอกออกและปลอดปล่อยสารนิกเกิลออกมาโจมตีผิวโดยคุณ ไม่รู้ตัว

• เครื่องประดับสวยแต่ราคาถูกส่วนมากมักไม่ได้เคลือบสารป้องกันสารนิกเกิลไว้ ถ้าอยากใส่เครื่องประดับโลหะจริงๆ ให้พยายามเลือกเครื่องประดับสแตนเลสที่ปราศจากสารนิกเกิล

• ใช้ครีมที่มีสาร "คอติโซน" เพื่อไปหยุดชะงักระบบภูมิคุ้มกันไม่ให้ทำการต่อต้านมากนัก อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น แต่ควรทาเพียงบางๆ เท่านั้น

• นอกจากทาครีมแล้ว ให้ใช้ผ้าเย็นๆ มาประคบอีกที

• ทาครีมสเตียรอยด์ ซึ่งตัวยาจะเข้มข้นมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่แพ้ หากเป็นที่ฝ่ามือ หรือฝ่าเท้า ซึ่งมีผิวหนากว่าบริเวณอื่นก็ต้องใช้ตัวยาที่เข้มข้นมากกว่าการใช้ในบริเวณ ที่ผิวบอบบาง

• หากเป็นมากควรไปพบแพทย์ผิวหนัง

โรคภูมิแพ้นิกเกิลก็เหมือนโรคภูมิ แพ้สารอื่นๆ ที่เป็นโรคเรื้อรัง ยากแก่การรักษาให้หายขาด นอกจากต้องหลีกเลี่ยงสารที่ก่อให้แพ้เท่านั้น แต่เมื่อสาวๆ อย่างเราไม่อาจทิ้งแฟชั่นความสวยความงามได้ ก็ขอแนะนำให้ใช้วัสดุที่เป็นพลาสติก คริสตัล แก้ว หรือไม้ ฯลฯ แทนไปก่อนนะคะ เชื่อแน่ว่าสาวๆ ก็หาทางสวยได้แม้ไม่มีเครื่องประดับโลหะอยู่บนร่างกาย เอาเป็นว่าสวยแบบสุขภาพดีนี่ล่ะ ดีที่สุดนะคะ

ข้อมูล Accessory Syndrome by Daaw Chonlada

12/15/2553 | Posted in , , , | Read More »

เรียนรู้ก่อนซื้อเครื่องประดับทอง

ทองคำเป็นเครื่องประดับที่ไม่มีวันล้าสมัย นั่นเพราะทองคำมีความสวยงามทุกครั้งเมื่อสวมใส่ ทองคำบริสุทธิ์จะไม่ทำปฎิกิริยากับธาตุอื่นๆที่ทำให้เกิดความหมอง ในกรณีของการแพ้ทองคำนั้นเกิดจากการแพ้โลหะชนิดอื่นๆที่ผสมลงไปในทองคำ แต่ทองคำเองก็อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้เช่นกัน แต่พบได้น้อยมาก

ทองคำเป็นโลหะที่สามารถขึ้นรูปได้หลากหลายแบบ แม้จะถูกรีดให้เป็นเส้นบางๆก็จะไม่ขาดได้ง่ายๆ ทองคำหนึ่งออนซ์สามารถทำให้เป็นแผ่นบางๆได้พื้นที่ถึง 10 ตารางเมตร ด้วยคุณสมบัติพิเศษนี้ จึงทำให้ทองคำสามารถนำไปสร้างสรรค์ผลงานได้มากมาย

ความบริสุทธิ์ของทองคำ
เวลาที่ซื้อทองเรามักจะพบตัวเลข 18K 14K หรือ 10K ซึ่งตัวอักษร K จะหมายถึง กะรัต เป็นหน่วยที่ใช้บอกเปอร์เซนต์ของทองคำที่มีอยู่ในเครื่องประดับชิ้นนั้นๆ ยิ่งตัวเลขสูงก็แสดงว่ามีทองคำอยู่มาก ที่พบเห็นกันทั่วไป ได้แก่
…24K เป็นทองคำ 99.99%
…18K มีทองคำเป็นส่วนประกอบอยู่ 18 ส่วนหรือ 75% อีก 6 ส่วนเป็นโลหะชนิดอื่น
…14K มีทองคำเป็นส่วนประกอบอยู่ 14 ส่วนหรือ 58.3% อีก 10 ส่วนเป็นโลหะชนิดอื่น
…12K มีทองคำเป็นส่วนประกอบอยู่ 12 ส่วนหรือ 50% อีก 12 ส่วนเป็นโลหะชนิดอื่น
…10K มีทองคำเป็นส่วนประกอบอยู่ 10 ส่วนหรือ 41.7% อีก 14 ส่วนเป็นโลหะชนิดอื่น โดยในสหรัฐอเมริกาจะถือว่าทอง 10K เป็นกะรัตที่น้อยที่สุดที่สามารถเรียกว่าทองคำได้ ถ้าต่ำกว่านี้จะไม่ถือว่าเป็นทองคำ และจะเรียกว่า Solid gold

ความนิยมในแต่ละพื้นที่ก็จะแตกต่างกันไป อย่างเช่น
…ทอง 24K เป็นที่นิยมในไทย จีน ฮ่องกง และอินโดนีเซีย และยังมีการใช้ทอง 96.5% มาจำหน่ายเป็นทอง 24K ด้วย
…อินเดียและตะวันออกกลางจะนิยมทอง 22K
…ในแถบยุโรป เช่น อิตาลี สวิสเซอร์แลนด์จะไม่นิยมทองที่มีสีเข้มมากนัก ทอง 18K จึงเป็นที่นิยม ในขณะที่อังกฤษและเยอรมันนิยมทอง 14K
…สหรัฐอเมริกาก็เช่นเดียวกันกับยุโรป คือ ไม่นิยมทองที่มีเข้ม ความนิยมจึงอยู่ที่ทอง 18K และ 10K
…ทองที่มีเปอร์เซนต์ทองต่ำกว่าทอง 10K อย่าง 9K ที่ใช้ในอังกฤษ และ 8K ที่ใช้ในเยอรมัน ก็ยังได้รับการยอมรับว่าเป็นทองคำ

ในสหภาพยุโรปไม่ได้ระบุหน่วยของทองคำเป็นตัวเลขและตามด้วย K แต่จะใช้ตัวเลขเปอร์เซนต์แทน เช่น ทอง 18K จะระบุว่า 750 ซึ่งหมายถึงทองคำ 75% หรือ 417 สำหรับทองคำ 10K ที่หมายถึงมีทองคำ 41.7% นั่นเอง

นอกจากตัวเลขที่ระบุถึงสัดส่วนของทองคำในเครื่องประดับแล้ว ยังอาจสังเกตเห็นสัญลักษณ์อื่นๆอีกด้วย เช่น เครื่องหมายการค้าของผู้ผลิต หรือประเทศผู้ผลิต เป็นต้น

ทำไมต้องผสมโลหะอื่นๆลงไปในทองคำ
เนื่องจากทองคำมีความอ่อนเกินไปที่จะสามารถทนทานต่อการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน โลหะอื่นๆที่เพิ่มลงไปจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงทนทานมากขึ้น และยังทำให้ราคาของเครื่องประดับต่ำลงด้วย

การเติมโลหะอื่นลงไปมีผลต่อสีทองคำ อย่างการเติมพัลลาเดียม (Palladium) หรือนิกเกิล (Nickel) จะทำให้ทองคำเปลี่ยนเป็นทองคำขาว ถ้าเติมทองแดง (Copper) ก็จะได้ทองสีชมพู ในขณะที่เงิน (Silver) จะทำให้เกิดสีออกเขียวๆ

การชุบด้วยทองคำ
เป็นการลดต้นทุนที่ประหยัดได้มาก โดยยิ่งชุบให้มีความหนาของทองมากเท่าใด ก็จะทำให้มีความทนทานไม่หลุดลอกง่ายเท่านั้น

การเลือกซื้อเครื่องประดับทอง
หากปัจจัยสำคัญคือความทนทาน ควรเลือกที่มีสัดส่วนของทองคำไม่สูงมาก แต่สำหรับผู้ที่แพ้นิกเกิลหรือโลหะอื่นๆที่ผสมลงไป ควรเลือกที่มีสัดส่วนของทองคำสูงขึ้น เช่น 18K หรือ 22K

การสวมใส่เครื่องประดับทองชุบควรจะระมัดระวังในกรณีของผู้ที่แพ้โลหะ เนื่องจากถ้าทองที่เคลือบอยู่หลุดออกไป ก็อาจจะทำให้เกิดอาการแพ้เมื่อผิวสัมผัสกับโลหะที่เป็นตัวเรือนได้

อ้างอิง : About.com , สมาคมค้าทองคำ

12/24/2551 | Posted in , , , , , , | Read More »

ทำอย่างไร...เมื่อแพ้เครื่องประดับโลหะ

เคยสังเกตบ้างหรือไม่ว่าบางครั้งหลังจากการใส่เครื่องประดับ มักจะทิ้งร่องรอยเป็นคราบสีเขียวหรือดำไว้บนผิว คราบเหล่านี้ไม่ได้บ่งบอกว่าเราแพ้โลหะเสมอไป แต่เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นระหว่างโลหะกับผิวหนัง โดยเฉพาะเมื่อเครื่องประดับสัมผัสกับผิวหนังที่มีเหงื่อ

เครื่องประดับทองแดง
ทองแดงจะเกิดปฏิกิริยาที่ทำให้เกิดคราบสีเขียว เครื่องประดับที่คุณใส่อาจจะไม่ใช่ทองแดงร้อยเปอร์เซนต์ แต่ก็อาจมีทองแดงมากพอที่จะทำให้เกิดปฏิกิริยานี้ขึ้น และในบางคนก็อาจเกิดอาการแพ้โลหะทองแดงซึ่งจะแสดงอาการให้เห็นจากผื่นหรือปื้นแดง

เครื่องประดับเงิน

เครื่องประดับเงินหรือ sterling silver จะประกอบด้วยทองแดง 7.5% แต่คราบที่เกิดขึ้นมักจะเป็นสีดำ นอกจากจะเกิดขึ้นเวลาสวมใส่แล้ว ยังพบได้บ่อยเมื่อทิ้งเครื่องประดับเงินไว้ให้สัมผัสอากาศ เครื่องประดับเงินจะเกิดความหมอง ซึ่งโดยทั่วไปสามารถป้องกันได้โดยการเคลือบหรือชุบด้วยสารที่ช่วยป้องกันความหมอง แต่ก็สามารถหลุดลอกได้เมื่อใส่ไปนานๆ

เครื่องประดับทอง

ทองคำเป็นโลหะที่ไม่ทำปฏิกิริยากับผิวหนัง แต่คราบที่เกิดขึ้นนั้นอาจมาจากทองแดง นิกเกิล หรือเงินที่ผสมลงไปเพื่อให้เครื่องประดับทองมีความแข็งแรงและสามารถขึ้นรูปเป็นชิ้นงานได้ง่าย  เครื่องประดับทองจะอยู่ในรูปของทองเค ซึ่งตัวเลขที่อยู่หน้า K (Karat) นั้น มีความหมายถึง สัดส่วนของทองคำ ยิ่งตัวเลขน้อยเท่าใด ก็แสดงว่ามีทองคำผสมอยู่น้อย และมีโลหะอื่นๆอยู่มาก สำหรับบางคนอาจจะไม่เกิดอาการแพ้หรือมีคราบที่เกิดจากปฏิกิริยาของโลหะกับผิวหนัง แม้ว่าจะใส่เครื่องประดับทองแค่ 10K ก็ตาม แต่บางคนแม้จะใส่ 18K ก็ยังคงมีอาการอยู่

เครื่องประดับนิกเกิล

สำหรับผู้ที่แพ้โลหะนิกเกิล จะไม่เกิดคราบสีบนผิว แต่จะมีอาการคันและแดงบริเวณที่เครื่องประดับสัมผัสกับผิว

 

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดคราบสีและอาการแพ้โลหะ
- เปลี่ยนไปใช้เครื่องประดับที่มีส่วนผสมของทองคำมากขึ้น เช่น 18K
- แพลตินัมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะไม่มีทางทำให้เกิดอาการแพ้ แต่ก็มีราคาที่สูงมาก
- แจ้งให้ทางร้านทราบว่าคุณต้องการให้ชุบหรือเคลือบเครื่องประดับเพื่อป้องกันการสัมผัสโดยตรงของโลหะกับผิว
- วิธีการง่ายๆที่สามารถทำได้เองก็คือ ใช้น้ำยาเคลือบเล็บป้ายบริเวณที่เครื่องประดับสัมผัสกับผิว
- หากเลือกซื้อ body jewelry ควรเลือกชนิดที่เป็นสแตนเลส
- ไทเทเนียมเป็นอีกทางหนึ่งสำหรับผู้ทีแพ้โลหะ และไทเทเนียมก็ไม่ทำให้เกิดคราบสีด้วย
- จิวเวลรี่บางประเภทจะระบุว่า hypo-allergenic ซึ่งทำเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่แพ้ง่าย
- พยายามอย่าให้เหงื่อออกเมื่อสวมใส่เครื่องประดับ
- ดูแลรักษาเครื่องประดับให้สะอาดและปราศจากคราบหมอง

อ้างอิง : About.com

 

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง
Why Platinum?

11/19/2551 | Posted in , , , , , , , , | Read More »

ความคิดเห็นล่าสุด

บทความล่าสุด