นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า เนื่องจากปัจจุบันราคาทองคำมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจึงทำให้มีกลุ่มมิจฉาชีพที่เคยเป็นช่างทองตกงานร่วมมือกับนายทุนนำทองคำจริงมาดัดแปลงนำสิ่งที่ไม่ใช่ทองยัดไส้เข้าไปในทองรูปพรรณ แล้วนำไปหลอกขายให้กับร้านทอง หรือโรงรับจำนำ น้ำหนักเส้นละ 2-3 บาท ซึ่งเรียกกันว่า “ทองยัดไส้” ซึ่งกำลังระบาดอย่างหนักในขณะนี้ โดยเฉพาะร้านทองและโรงรับจำนำย่านชานเมืองและอำเภอรอบนอก เพราะร้านทองและโรงรับจำนำเหล่านี้ไม่มีผู้เชี่ยวชาญเรื่องทองโดยเฉพาะ จึงทำให้ถูกหลอกได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม สคบ. ได้เชิญสมาคมผู้ค้าทองคำ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ และกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับผู้บริโภค และอนุกรรมการป้องปราบปรามการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มาหาแนวทางร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาทองคำที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยสมาคมผู้ค้าทองคำได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งดำเนินคดี และขยายผลจับกุมมิจฉาชีพเหล่านี้ให้ถึงต้นตอ เพื่อตัดวงจรทองยัดไส้ไม่ให้แพร่หลายในท้องตลาดอีกต่อไป
นายองอาจ กล่าวว่า ในฐานะประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) จะทำหนังสือถึง ผบ.ตร.เพื่อให้สั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศดำเนินคดีกับมิจฉาชีพ เหล่านี้อย่างเด็ดขาดต่อไป แม้ในปัจจุบันบทลงโทษของผู้กระทำผิดในกรณีนี้ยังไม่มากเท่าใดก็ตาม โดยมีโทษจำคุกเพียง 1 เดือน และที่ผ่านมาเวลามีการตรวจจับได้ มักจะมีการยอมความกัน ทำให้มิจฉาชีพเหล่านี้ไม่ถูกดำเนินคดี จึงทำให้มีทองยัดไส้หมุนเวียนอยู่ในท้องตลาด และนับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคไม่สามารถทราบได้เลยว่าทองที่ไปซื้อมานั้นเป็นทองยัดไส้หรือ ไม่ ซึ่งในส่วนของภาครัฐต้องใช้วิธีตรวจสอบ โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกตรวจสอบตามร้านค้าและโรงงานผู้ผลิตทองคำอย่างเข้มงวด
“นอกจากทองคำยัดไส้แล้ว ยังมีทองคำที่มีเปอร์เซ็นต์ทองต่ำ ไม่ได้มาตรฐาน 96.5% ที่กำหนด หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ทองเขียว เริ่มมีการนำออกมาจำหน่ายอีกครั้ง ซึ่งทองเหล่านี้ จะออกมาจากโรงงานผู้ผลิตโดยตรง ที่ผ่านมา สคบ. เข้มงวดกับโรงงงานผู้ผลิต ร้านค้าส่งและสุ่มตรวจร้านทองต่าง ๆ ก็ทำให้ทองเขียวหายไปจากท้องตลาดแต่พอทองคำมีราคาแพงขึ้น การเข้มงวดน้อยลง จึงทำให้เริ่มมีทองเขียวออกมาสู่ท้องตลาดอีกครั้ง จึงได้มอบให้ สคบ. ร่วมกับสมาคมผู้ค้าทองคำ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ อนุกรรมการป้องปราบปรามการละเมิดสิทธิผู้บริโภค และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปคบ. ไปตรวจสอบคุณภาพทองคำตามโรงงาน ร้านค้าส่ง และร้านทองอย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อป้องกันไม่ให้มีทองเขียวออกวางจำหน่ายตามร้านทองอีก”
ทั้งนี้ ราคาทองคำปัจจุบันมีราคาสูงขึ้น ทำให้แก๊งมิจฉาชีพคิดหาทางที่จะออกกลโกงต่าง ๆ มาหลอกผู้บริโภค ซึ่งเรื่องนี้ประชาชนหากซื้อทองต้องตรวจสอบให้รอบคอบ
ข้อมูล เดลินิวส์ 14 ธันวาคม 2553
เพิ่มเติม เทคนิคการดูทองปลอม
12/15/2553 |
Posted in
Gold,
Marketing,
News,
precious metal
|
Read More »
ธนาคาร พัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.)หรือเอสเอ็มอี แบงก์เปิดให้บริการ"สินเชื่อระยะสั้นเพื่อธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ " เพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับสามารถนำอัญมณีแท้มาเป็น หลักประกันในการขอสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้นเสริมสภาพคล่อง ในกิจการ วงเงินสินเชื่อรวม 500 ล้านบาท
โดยมีกลุ่มธุรกิจเป้าหมายคือ ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในกลุ่มธุรกิจเกี่ยวกับอัญมณีและ เครื่องประดับ เช่น ผู้นำเข้า ผู้เผา ผู้เจียระไน ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้ส่งออกเครื่องประดับที่ทำจากอัญมณีแท้
สำหรับผู้ประกอบการที่จะยื่นขอกู้จากโครงการดังกล่าวได้จะต้องเป็นสมาชิก ของสมาคมใดสมาคมหนึ่ง คือ สมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ หรือสมาคมผู้ผลิตอัญมณีและเครื่องประดับไทย หรือสมาคมผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี และสมาคมที่ผู้ประกอบการเป็นสมาชิกให้การรับรอง เป็นเจ้าของอัญมณีที่จะนำมาจำนำเป็นหลักประกันการขอเงินกู้
วัตถุประสงค์การกู้ เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน เสริมสภาพคล่องทางการเงินในการดำเนินธุรกิจ วงเงินสินเชื่อต่อราย สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อราย (รวมวงเงินสินเชื่อทุกประเภทที่มีอยู่กับธนาคารแล้วให้เป็นไปตามข้อบังคับธนาคารกำหนด)
ข้อมูล ryt9
10/29/2553 |
Posted in
Marketing,
News
|
Read More »
สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์กรมหาชน) ร่วมกับ สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเชิญร่วมรับฟังผลการศึกษา พฤติกรรมผู้ซื้อชาวต่างชาติกับความต้องการที่แท้จริง พร้อมร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการในแนวทางและกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการไทยใน - พลอยเนื้อแข็ง / เนื้ออ่อนเจียระไน - เครื่องประดับทอง - เครื่องประดับเงิน ในวันอังคาร ที่ 2 พฤศจิกายน 2553, 13.30 - 16.30 (ลงทะเบียนเวลา 13.00 น.) ณ โรงแรมสุโขทัย ชั้น6 ห้อง จุฬาลักษณ์
วิทยากร
รศ.ดร. ชนินทร์ มีโภคี (คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
รศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล (คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
ดร.พัฒน์นรี ศรีศุภโอฬาร (คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
สนใจเข้าร่วมงานโทร 02-5309790, 08-9798-7573 หรือ E-mail มาที่ seminar.tu@gmail.com
10/27/2553 |
Posted in
Course,
Marketing
|
Read More »
แม่สอดปรับยุทธศาสตร์ค้าอัญมณีสู้ หลังพม่าย้ายฐานการส่งออกไปจีน พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานเพิ่มความเป็นสากลมากขึ้น ซื้อสินค้าพรีเมี่ยมสามารถขึ้นรูปได้ทันที พร้อมสร้างประกันความมั่นใจผู้บริโภค ออกใบรับรองมาตรฐานร้านค้า ซื้อแล้วไม่ตรงความต้องการเปลี่ยนได้ แถมจับมือสถาบันการศึกษาเปิดสอนการดูพลอย เผาพลอยต่างหาก
นางสาวพัชรี พงษ์พิทักษ์ พาณิชย์จังหวัดตาก สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตาก เปิดเผยว่า อัญมณีของจังหวัดตากในช่วงนี้เริ่มซบเซาลง เนื่องจากพม่าย้ายฐานการส่งออก “หยก” ไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้การค้าอัญมณีต้องเสียโอกาสไป อย่างไรก็ดี แม่สอดมีย่านการค้าอัญมณี 2 ส่วน คือที่ ย่านการค้าจังหวัดสยามอัญมณี โดยส่วนนี้จะเป็นจะเป็นสินค้าพรีเมี่ยมที่ค่อนข้างมีราคาแพง ตั้งแต่ราคาเรือนหมื่นถึงราคาเป็น 100,000 หรือ 200,000บาท
“ย่านการค้าสยามอัญมณีแม่สอดนี้ ต้องถือว่ามีความแตกต่างกับตลาดริมเมยที่นักท่องเที่ยวทั่วไปรู้จักกันดี โดยจะขายสินค้าที่เป็นพรีเมี่ยมทั่วไปหรือเรียกว่าเป็นสินค้าคุณภาพที่ได้ มาตรฐาน และผู้ซื้อส่วนใหญ่จะเป็นนักธุรกิจ มากกว่านักท่องเที่ยว ส่วนอีกแห่งคือที่ตลาดริมเมย ที่อยู่ติดแม่น้ำเมยนั้น จะเป็นตลาดหรือแหล่งช้อปปิ้งสำหรับนักท่องเที่ยวที่หาซื้อของที่ระลึกได้ใน ราคาไม่สูงมากนัก เช่น ราคาพันกว่าบาท ลงมา”
พาณิชย์จังหวัดตากกล่าวว่า อัญมณีของแม่สอดแตกต่างจากที่อื่นๆ ตรงที่ เป็นสินค้าที่มาจากพม่าส่วนหนึ่ง เช่น พลอย หยก อีกส่วนหนึ่งก็มาจากทั่วโลก อาทิ บราซิล ศรีลังกา สวิสเซอร์แลนด์ เป็นต้น และแตกต่างจากอัญมณีของจังหวัดจันทบุรีที่มีการดำเนินการเป็นอุตสาหกรรม มีการขึ้นรูปเป็นล็อตใหญ่ สามารถผลิตได้ครั้งละ 10,000-20,000 ชิ้น ขณะที่แม่สอดนั้นผลิตตามความต้องการของผู้บริโภคเป็นชิ้น แต่ก็มีความพยายามที่จะพัฒนาธุรกิจอัญมณีมากขึ้น โดยในปัจจุบันมีการขึ้นรูปให้แก่ผู้บริโภคตามความพอใจในรูปแบบต่างๆที่ต้อง การ ซึ่งสามารถผลิตได้ภายใน 5 วัน
ด้าน นางสุรีรัตน์ เครือวงศ์ ประธานชมรมผู้ค้าอัญมณี ย่านการค้าจังหวัดสยามอัญมณีแม่สอด จังหวัดตาก กล่าวว่า สินค้าที่ไปจากย่านการค้าจังหวัดสยามอัญมณีแม่สอดนั้น หากพบว่าสินค้าที่ซื้อไปไม่มีคุณภาพ ไม่ได้มาตรฐาน ผู้ซื้อก็สามารถนำมาดำเนินการเปลี่ยนสินค้าใหม่ได้ โดยขณะนี้ได้มีการดำเนินการออกใบรับรองมาตรฐานการค้าแก่ร้านที่จำหน่าย อัญมณีแล้ว เพื่อการันตีคุณภาพและมาตรฐานของสินค้า โดยขณะนี้มีร้านค้าในย่านการค้าจังหวัดสยามอัญมณีทั้งหมดร่วม 200 กว่าร้านค้า แต่ที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกของชมรมและผ่านเกณฑ์มาตรฐานได้ใบรับรองร้านค้ามี ประมาณ 78 ร้านค้า
นอกจากนี้ ยังมีการเรียนการสอนในเรื่องของการดูอัญมณี และยังมีการพัฒนาการเผาพลอยด้วย โดยมหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร แม่สอด เปิดสาขาภาควิชาอัญมณีขึ้นมาโดยเฉพาะ และมีเครื่องมือในการตรวจสอบอัญมณีที่ได้มาตรฐานอีกด้วย
สำหรับแหล่งการค้าอัญมณีใน อ.แม่สอด จ.ตาก ที่สำคัญอยู่ 2 แห่ง คือ ตลาดริมเมยใกล้กับสะพานมิตรภาพไทย-พม่า และ ตลาดพลอยย่านโรงแรมสยาม ซึ่งปัจจุบันคือ ย่านการค้าจังหวัดสยามอัญมณีแม่สอด ย่านนี้ตั้งอยู่ที่ถนนประสาทวิถี เป็นสถานที่ที่อยู่ใจกลางเมืองแม่สอด และเป็นย่านค้าพลอยเก่าแก่มานานกว่า 40 ปีมาแล้ว หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์มีนโยบายที่จะสนับสนุนย่านสยามให้เป็นย่านการค้า จังหวัด จึงได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นย่านการค้าจังหวัดสยามอัญมณีแม่สอดตั้งแต่ปี 2552 นับจากนั้นมา
ภายหลังจากที่สำนักงานพาณิชย์ได้เข้ามาทำการประชาสัมพันธ์ย่านฯทั้งทาง สื่ออินเตอร์เน็ต สื่อสิ่งพิมพ์ รวมทั้งโทรทัศน์ โดยการจัดงานเปิดตัวย่านการค้าจังหวัดสยามอัญมณีแม่สอดเมื่อปีที่ผ่านมา ย่านนี้ก็เริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น เห็นได้จาก มีผู้ซื้อหน้าใหม่ๆเข้ามาในย่านฯ มาหาซื้อพลอยเพื่อทำธุรกิจต่อเนื่อง หรือ หาซื้อเพื่อเป็นเครื่องประดับก็ดี ต้องถือว่า เป็นความสำเร็จขั้นหนึ่งของการทำประชาสัมพันธ์ย่านฯในครั้งนั้น
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-5285151 ทิพวรรณ์ ไชมะโย
ข้อมูลจาก ThaiPR.net
8/18/2553 |
Posted in
gemstone,
Marketing,
News
|
Read More »
Brand New Day เป็นตัวอย่างหนึ่งของร้านจิวเวลรี่ออนไลน์ทีมีวิธีทำการตลาดได้น่าสนใจ ไม่มุ่งเน้นแค่ขายของเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความรู้และข้อมูลที่ทันสมัยให้กับผู้ที่สนใจแฟชั่นเครื่องประดับด้วย เนื้อหาภายในบลอคเต็มไปด้วยสาระและเทคนิคเล็กๆน้อยๆในการเลือกเครื่องประดับประเภทต่างๆให้เหมาะกับผู้สวมใส่ เหมาะกับโอกาส และถูกต้องตามกาละเทศะ พร้อมภาพประกอบสวยงาม นอกจากนี้ยังมีอัพเดตแฟชั่นสุดอินเป็นระยะๆ พร้อมลุ้นโชครับของแจกฟรีกันอีกด้วยนะ
ภาพประกอบ Brand New Day
3/17/2553 |
Posted in
Design,
Fashion,
Marketing,
website
|
Read More »
โปรแกรมสัมมนาที่น่าสนใจปลายเดือนมีนาคม จากสถาบันอัญมณีและเครื่องประดับ มีด้วยกัน 2 รายการ ดังนี้
(1) นวัตกรรมการเพิ่มมูลค่าอัญมณี ในวันที่ 25 มีนาคม 2553 เวลา 13.00 - 16.30 น. ณ ห้องมูราโน โรงแรมตวันนา
รายละเอียดและใบตอบรับ
(2) บริหารธุรกิจอัญมณียุคใหม่ด้วยไอที ในวันที่ 26 มีนาคม 2553 เวลา 13.00 - 16.30 น. ณ อาคารวิจัยและตรวจสอบอัญมณี
รายละเอียดและใบตอบรับ
สมัครฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
3/11/2553 |
Posted in
Course,
gemstone,
Marketing
|
Read More »
สถาบันอัญมณีศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกา (จีไอเอ) สาขาประเทศไทย จะจัดงานสัมมนาด้านอัญมณีครั้งที่ 32 ขึ้น ซึ่งงานนี้ ได้รับเกียรติจาก มร.วินเซนต์ ปาเดียร์ นักอัญมณีศาสตร์ภาคสนามจากสถาบันจีไอเอและ มร.ขาม วานนาเซย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีชาวเวียดนาม จากโซฟราเจมส์ มาร่วมเป็นวิทยากรในหัวข้อ “อัญมณีและมุกในเวียดนาม” ในการสัมมมนาในครั้งนี้จะกล่าวถึงการสำรวจเหมืองพลอยและตลาดอัญมณี รวมถึงตลาดมุกในเวียดนาม
งานสัมมนานี้จะจัดขึ้นในวันพุธที่ 27 มกราคม 2553 ที่โรงแรมแพน แปซิฟิก ถ. พระราม 4 กทม. เริ่มเวลา 18.00 น. โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ
ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจทั่วไป สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-632-4090 และ 02-237-9575 หรือ info@giathai.net ภายในวันอังคารที่ 26 มกราคมนี้
http://www.ryt9.com/s/prg/781839
1/23/2553 |
Posted in
Course,
gemstone,
Marketing,
Pearl
|
Read More »
มูลนิธิส่งเสริมอัญมนีไทยและเครื่องประดับ Gem&Jewelry Promotion Foundation โดยสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ ขอเชิญเข้าร่วมงาน "Dinner Talk ภาวะเศรษฐกิจไทย ภายใต้ยุทธ์ศาสตร์อัญมณี" วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 17.00 - 21.00 น. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแชงกรีล่า
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. +66(0) 2630 - 1390-7 สมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ
1/20/2553 |
Posted in
Activities,
Marketing,
News
|
Read More »
เอ่ยชื่อ “พรสิทธิ์ ศรีอรทัยกุล” คนในวงการอัญมณีและแวดวงไฮโซรู้จักเขาดีในฐานะประธานกรรมการกลุ่มบริษัท บิวตี้ เจมส์ จำกัด และบริษัทในเครือ ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างจุดเปลี่ยนให้กับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญและสร้างรายได้ให้กับประเทศเป็นเงินมหาศาล และทำให้ความคิดฝันที่จะสร้างไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับระดับแถวหน้าของโลก เป็นเรื่องที่เกิดได้จริง
นอกจากนี้เขายังมีบทบาทสำคัญและได้รับการยอมรับในฐานะ “นักวางแผนยุทธศาสตร์” ในการก่อตั้งมูลนิธิ สมาคม และสถาบัน เกี่ยวกับอัญมณีและเครื่องประดับ และที่สำคัญการสร้างพิมพ์เขียวหรือการวางรากฐานพัฒนาอุตสาหกรรมอัญมณีไทย กลายเป็นโมเดลต้นแบบที่นำไปพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นๆของไทยให้ก้าวหน้าได้อีกด้วย
จุดเริ่มต้นการเป็นนักวางแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติของพรสิทธิ์ ที่เข้ามาสร้างจุดเปลี่ยนให้กับอุตสาหกรรมอัญมณีไทย น่าจะกล่าวได้ว่า เริ่มต้นมาจากเมื่อกว่า 30 ปีก่อนที่เขาเข้ามาดำเนินธุรกิจ บิวตี้ เจมส์ จนสามารถขยายอาณาจักรสืบทอดมาถึงวันนี้ 3 เจเนอเรชันแล้ว
บิวตี้ เจมส์ มีมาตั้งแต่ปี 2507 พรสิทธิ์ย้อนอดีตให้ฟังและเล่าว่า รากฐานธุรกิจเดิมเริ่มมาตั้งแต่ยุคคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งทำร้านค้าเพชรพลอยและเงินจำหน่ายในประเทศ มาถึงยุคพี่ชายคนโตก็เข้ามาขยายด้านการส่งออก แต่จุดเปลี่ยนที่ชัดเจนเกิดขึ้นเมื่อ 38 ปีก่อน เมื่อพรสิทธิ์เดินทางกลับมาจากสหรัฐฯ หลังจากไปใช้ชีวิตและเรียนหนังสืออยู่ 6 ปี เนื่องจากตอนเด็กค่อนข้างเกเร ชอบหนีเที่ยว เป็นนักเลงตรอกโรงภาษีย่านบางรัก และลูกคนกลาง ตอนเด็กเรียนหนังสือที่โรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก แต่ไปต่อมัธยมที่โรงเรียนปานะพันธุ์ จึงมีเพื่อนเยอะและเรียกกันว่า “ฮ้อน” พออายุ 15 ก็ไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา เลือกเรียนสาขาบริหารธุรกิจด้าน Merchandising และโฆษณาจากมหาวิทยาลัย Youngstown State ที่มลรัฐโอไฮโอ
ตอนกลับมาอายุประมาณ 21-22 กำลังเป็นหนุ่มไฟแรง หลังจากช่วยงานพี่ชายได้ 2 ปี ก็เกิดแนวคิดอยากวางรากฐานด้านการค้าของครอบครัวใหม่ ด้วยการคิดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าแทนการซื้อมาขายไป ด้วยการเป็นผู้เจียระไนเพชรพลอยเอง
เขายอมรับว่าตอนนั้นใช้เวลาศึกษาและเรียนรู้อยู่หลายปี ทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งพบปัญหาเยอะมาก ทั้งกฎเกณฑ์รัฐ ข้อห้าม แต่สุดท้ายก็เคลียร์ปัญหาได้หมดทั้งในส่วนธุรกิจและปัญหาอุปสรรคของอุตสาหกรรม “คนส่วนใหญ่พูดว่าถ้าจะทำอะไรต้องให้ตัวเองประสบความสำเร็จก่อนแล้วค่อยไปเผื่อแผ่คนอื่น แต่ผมคิดกลับกัน คือ ทำไปพร้อมๆ กันจะได้มีพลังและโอกาสมันเหลือเฟือ”
บิวตี้ เจมส์ จึงกลายเป็นบริษัทแรกที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ในการตั้งโรงงานและโรงเรียนเจียระไนรวมทั้งริเริ่มตั้งสมาคมผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับ การจัดงานแสดงสินค้า Bangkok Gems & Jewelly “การบุกเบิกธุรกิจและอุตสาหกรรมตอนนั้นก็ได้ตัวแทนภาครัฐจากหลายส่วนที่มีวิสัยทัศน์ช่วยกันผลักดันจนสำเร็จมาได้ และทำให้อาณาจักรธุรกิจบิวตี้ เจมส์ วันนี้ไม่เพียงมียอดขายที่อยู่ระดับแถวหน้าของประเทศจากกระบวนการผลิตที่ควบวงจร แต่ยังสร้างแบรนด์สินค้าเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ ถ้าถามว่าวันนี้ผมแฮปปี้ไหม กับเป้าหมาย โดยส่วนร่วมทั้งหมดแล้วใช่ แต่ว่าดวงดาวไปถึงจริงไหม แบบที่เรามอง ก็ถึงนะแต่ยังเกรงๆ อยู่ว่า ต้องมีคนสานต่อ เพราะถ้าเราหยุดพัฒนาก็จะล้าหลัง แต่ถ้ามีคนใหม่เข้ามาก็จะทำให้เราแข็งแรงขึ้น”
ซึ่งเขาก็โชคดีที่ได้ลูกชายทั้งสองคนเข้ามารับถ่ายโอนการบริหารธุรกิจไปเต็ม 100% แล้ว มีเพียงข้อคิดที่ใช้แนะนำลูกคือ ”ให้รู้ตัวเองเสมอว่ากำลังทำอะไรอยู่ และอย่ากลัว ต้องกล้าทำกล้าลองผิดลองถูก ก็คือเรียนรู้ และมีเราคอยดูอยู่ข้างหลัง ซึ่งผมก็โดนมาอย่างเดียวกันนี้ในตอนแรกๆ” บวกกับประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมาก็ถ่ายทอดให้ลูกๆไปใช้เป็นบทเรียน ข้อคิดในการทำงาน ซึ่งโดยส่วนตัวพรสิทธิ์มักจะยึดหลัก วางแผน ป้องกัน ไว้ก่อนที่จะต้องแก้ “ผมเป็นคนแก้ปัญหาไม่เก่ง ผมก็ไม่อยากให้มีปัญหา จึงพยายามวางแผน คือให้เกิดปัญหาน้อยที่สุดและจัดการได้ง่ายเพื่อจะได้เดินหน้าได้ต่อไป”
หลักอีกสิ่งที่นำมาใช้บ่อยคือ “การยืดหยุ่น หรือ ถอยบ้าง ไม่ใช่ถอยเพื่อถอย แต่ผมถอยเพื่อรุก เพราะเราจะสร้างมิติได้ตลอดเวลา และเผชิญกับความเป็นจริง ใช้เหตุและผลในการทำงาน” และเขาเชื่อว่า “สิ่งที่เราทำไป ผลมันย่อมกลับมาเสมอ พระพุทธศาสนาก็สอนไว้ง่ายๆ ตนเป็นที่ตั้งของตน ทำอะไรไปแล้วมันก็ย้อนกลับมาเสมอ แนวคิดนี้ผมใช้มาตลอด และดูผลข้างเคียงว่า จะเกิดอะไรบ้าง ต่อไปข้างหน้า ต้อง balance”
”ผมไม่ใช่นักบริหาร เพราะผมบริหารไม่เก่ง แต่ผมชอบคิด ชอบขายไอเดีย” ช่วงที่เหลือของชีวิต ตอนนี้แม้จะเคยคิดเกษียณตอนอายุ 45 แต่มาถึงวันนี้ 60 แล้ว เขาก็ยังมุ่งมั่นที่จะทุ่มเทให้กับการทำงานเชิงยุทธศาสตร์ในระดับชาติ รวมทั้งสานงานต่อหลังจากวางพิมพ์เขียวให้กับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไว้ครบวงจร โดยเฉพาะหลักสูตรการศึกษา ตั้งแต่ศึกษาวิจัยวัตถุดิบ การออกแบบ การบริหารจัดการ ผ่านมหาวิทยาลัยต่างเพื่อผลิตบุคลากรป้อนให้กับอุตสาหกรรม ที่จะช่วยต่อยอดสร้างรายได้ให้กับประเทศได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น
พรสิทธิ์อธิบายว่า แนวคิดการพัฒนาอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับนั้นอาวุธที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือการขุนคนเก่งที่สุดในโลก แล้วเชื่อมต่อความคิดคนเหล่านี้เข้าด้วยกัน หากแข็งแกร่งทั้งโปรดักชันและการเพิ่มมูลค่า(value) ให้สินค้าได้ จะช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศเพิ่มอย่างมหาศาล แต่เนื่องจากหลังๆ มานี้ ที่น่าเป็นห่วงคือ นอกจากการแข่งขันจากเพื่อนบ้าน เช่น จีน และอินเดีย ที่มีคนเป็นพันล้านสามารถผลิตบุคลากรได้จำนวนมากและราคาถูกแล้ว ยังมีผลจากการเปิดเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ของไทยกับหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น
จุดนี้หากผู้ประกอบการไทยเราไม่แข็งแรง ก็เหมือนเป็นการเปิดประตูให้ต่างชาติเข้ามาเทกโอเวอร์กิจการในไทย เพื่อใช้ไทยเป็นฐานผลิตแต่ไปสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการตลาดเข้ากระเป๋าประเทศตัวเอง “เราจึงจำเป็นต้องร่วมกันวางยุทธศาสตร์ สร้างทีมงานและแข่งขันร่วมกันในระดับชาติ”
อีกเรื่องที่พรสิทธิ์คาดหวังที่จะผลักดันให้เกิดขึ้น คือ แนวคิดพัฒนาอัญมณีเป็นสินค้าแฟชั่นที่ทุกคนสวมใส่ได้ไม่ต่างจากเสื้อผ้าแฟชั่นแต่ราคาไม่แพง เพื่อเป็นการสร้างมิติใหม่ในวงการ ด้วยการทำให้เกิดตลาดใหม่ อาจจะแยกเป็น 2-3 ตลาด คือ กลุ่มตลาดที่นิยมอัญมณีจากธรรมชาติ (nature) กลุ่มตลาดที่นิยมกึ่งธรรมชาติ( half nature) หรือนาโนที่ราคาไม่แพง และกลุ่มตลาดซินเทติก (synthetic - อัญมณีสังเคราะห์) เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมนี้เติบโตอย่างยั่งยืน “ผมอยากเห็นการสร้างตลาดใหม่และพัฒนาต่อยอดอัญมณีไทยให้เป็นเหมือนสินค้าที่คนอยากบินมาซื้อในไทย เหมือนกับที่คนนิยมบินไปซื้อน้ำหอมที่ปารีส
ข้อมูล Experience Business End Zone
1/04/2553 |
Posted in
Marketing,
OpenMind
|
Read More »
ทองคำจัดเป็นเครื่องประดับที่มีคุณค่าทางจิตใจและมูลค่าทรัพย์สิน การมีทองคำไว้คอบครองแสดงถึงความมั่งคั่ง โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ร้านขายทองคำต่างได้รับผลกระทบจากจำนวนยอดขายที่ลดลง ซึ่งถ้าลวดลายหรือรูปแบบไม่โดดเด่นจริง ก็ไม่สามารถเรียกเงินจากลูกค้าได้ สำหรับดีไซน์เนอร์เองก็พยายามที่จะออกแบบทองคำให้มีความโดดเด่นไม่เฉพาะเรียกเงินจากกระเป๋าเศรษฐีเมืองไทย แต่ยังคาดหวังตลาดเครื่องประดับในต่างประเทศ
ล่าสุดทีมนักวิจัยคนไทยได้ค้นพบความสำเร็จในการทำทองคำสีม่วง (Purple Gold) ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และจัดเป็น 1 ใน 6 ประเทศของโลกที่ประสบความสำเร็จในการทำทองคำสีม่วง ผลงานการคิดค้นของ ดร.ขจีพร วงศ์ปรีดี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งใช้เวลาในคิดค้นและทดลองอยู่นานกว่า 2 ปี ก่อนจะออกมาเป็นทองคำสีม่วง ที่ไม่ใช่การชุบเพียงผิวภายนอก แต่เป็นสีม่วงที่อยู่ในเนื้อของทองคำ เพื่อตอบสนองกับความต้องการทองคำสีของตลาดทั่วโลกในยุคปัจจุบัน
ดร.ขจีพร เล่าว่า ทองคำสีม่วงเกิดขึ้นการผสมทองคำบริสุทธิ์ 75% กับ อลูมินั่ม 25% โดยการทำปฏิกริยาทางเคมีในห้องทดลอง ลักษณะของทองคำสีม่วงต่างจากทองคำสีเหลืองที่มี่อยู่ในปัจจุบันตรงที่จะมีความแข็งและเปราะหักได้ง่ายกว่า ซึ่งนักออกแบบจะต้องเข้าใจและต้องออกแบบให้เหมาะสมกับลักษณะของทองด้วย โดยการคิดค้นทองคำสีม่วงขึ้นมาในครั้งนี้ จุดประสงค์เพื่อนำมาใช้ออกแบบเป็นเครื่องประดับสำหรับผู้ที่ต้องการเครื่องประดับแนวดีไซน์ที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร
การคิดค้นดังกล่าว ทางมหาวิทยาลัยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และทางบริษัท เจมส์ พาวิลเลี่ยน ครีเอชั่น ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งทางบริษัทจะได้รับลิขสิทธิ์ในการเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายทองคำสีม่วง โดยทางมหาวิทยาลัยได้ถ่ายทอดให้กับทางบริษัทและผู้ประกอบการทั่วไป ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถมาติดต่อขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีได้ด้วยเช่นกัน
สำหรับราคาเครื่องประดับจากทองคำสีม่วง จะมีราคาสูงกว่าเครื่องประดับทองคำที่จำหน่ายทั่วไปประมาณ 1.5 -2 เท่า สาเหตุเนื่องมาจากกระบวนการผลิตที่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากและแพงกว่า ทำให้ราคาทองคำสีม่วงมีราคาสูง ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการทำทองคำเพื่อใช้ในวงการเครื่องประดับและจิวเวอรี่อย่างเดียว แต่ผลการวิจัยทองคำสีม่วงยังสามารถนำไปใช้ในวงการอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอิเลกทรอนิกส์ เพื่อลดแรงเสียดทานได้ด้วย โดยได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปแล้ว
ทั้งนี้ในส่วนของ 6 ประเทศที่สามารถผลิตทองคำสีม่วงได้ประกอบไปด้วย สิงคโปร์ อิตาลี อัฟริกา ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ และไทย ในส่วนของโอกาสของทองคำสีม่วงอยู่ในกลุ่มของผู้ที่ต้องการเครื่องประดับในแนวดีไซน์ และแสดงถึงความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีการผลิตทองคำของเมืองไทยเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ ส่วนความเสี่ยงอยู่ที่ผู้นำไปจัดจำหน่ายเนื่องจากในช่วงนี้ราคาทองคำมีราคาสูง โอกาสและความต้องการของคนที่จะซื้อทองคำมีน้อยลงไปด้วย
สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันทองคำที่บริโภคกันทั่วไปจะเป็นทองสีเหลือง รองลงมาเป็นทองสีขาว สุดท้ายทองสีแดง ส่วนในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศในแถบยุโรป จะนิยมบริโภคทองคำสีขาวเป็นส่วนใหญ่ ส่วน ตลาดทองสีในโลกปัจจุบัน จะมี สีฟ้า สีน้ำตาล สีส้ม สีดำ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการทำสีภายนอก สามารถลอกออกได้ เช่น สีดำ และสีฟ้า ส่วนสีน้ำตาลนั้น กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน ซึ่งสีน้ำตาลจะเป็นลักษณะสีอยู่ในเนื้อทองเช่นกัน ลักษณะคล้ายกับทองคำสีแดง หรือ ที่บ้านเราเรียกว่า นาค
ดร.ขจีพร กล่าวในท้ายที่สุดว่า ทางทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีแผนที่จะทำทองคำสีอื่นๆ ออกมาอีก เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้ผู้ประกอบการที่จำหน่ายทองคำได้มีทางเลือกมากขึ้น เพราะเชื่อว่าเทรนด์ของทองคำสีในประเทศไทยน่าจะได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเทรนด์ทองคำสีในต่างประเทศก็ได้รับความสนใจค่อนข้างมาก ถ้าเรามีทองคำสีต่างๆ เพิ่มมากขึ้น โอกาสในตลาดในการส่งออกเครื่องประดับไปต่างประเทศน่าจะมีเพิ่มมากขึ้น
ข้อมูลและภาพประกอบ thaismefranchise
12/28/2552 |
Posted in
December09,
Gold,
Jewelry making,
Marketing,
News,
precious metal
|
Read More »
ปี 53 อุตสาหกรรมอัญมณีฯ อุ่นเครื่องยกระดับร้านค้าคุณภาพ ได้มาตรฐานรับใบรับรอง พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์ในตลาด-งานแสดงสินค้าทั่วโลก จัดติวดูพลอยฟรี ชี้แหล่งวัตถุดิบโมซับบิกมาแรง
นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า ตามที่ได้รับมอบหมายจากนายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ ให้ดูแลสินค้าที่เป็นครีเอทีฟ อีคอร์โนมี โดยเฉพาะสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ที่มีการจ้างงานถึง 1 ล้านคนว่า ในราวกลางเดือนธันวาคมนี้ จะมอบใบรับรองคุณภาพแก่ร้านค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่น่าเชื่อถือ ทั้งในด้านคุณภาพและราคา เพื่อเป็นมาตรฐานกลาง เพื่อส่งเสริมการค้าอัญมณีและเครื่องประดับ
พร้อมกันนี้จะประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการ-ผู้ซื้อทั้งใน-นอกประเทศมีความเข้าใจและมั่นใจในธุรกิจอัญมณีฯ อันจะเป็นการส่งเสริมการจำหน่ายของไทยให้ยั่งยืน ด้วยการจัดคณะผู้แทนการค้าไปเยือนตลาดใหม่ เช่น อิหร่าน ซาอุดิอาระเบีย รัสเซีย โปแลนด์ ออสเตรเลีย อังกฤษ บราซิล ชิลี จีนและอินเดีย รวมถึงการร่วมงานแสดงสินค้าขนาดใหญ่เป็นมีการจัดแสดงตัวอย่างและเจรจาการค้าในคราวเดียวกัน อาทิ ในงานบราเซล เวิลด์ ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ งาน Vicenza ที่ประเทศอิตาลี งานประชาสัมพันธ์พลอยไทย ในจีนและญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งจะเป็นแผนงานจะดำเนินการต่อเนื่องและครอบคลุมในปี 2553
“การพัฒนาธุรกิจนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วและยั่งยืน ตามเป้าหมายกระทรวงพาณิชย์จึงได้มีคณะกรรมการพัฒนาธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับไทย และได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการต่างๆ รวม 14 คณะ อาทิ การพัฒนาตลาดใน-ต่างประเทศ และการจัดหาวัตถุดิบ การสัมมนาอาชีพ การพัฒนาผู้ประกอบการในสาขาช่างไทยโบราณต่างๆ อาทิ ช่างทองสิบหมู่เป็นต้น”
ทั้งนี้เรื่องเร่งด่วนธุรกิจขณะนี้ คือ การจัดหาวัตถุดิบและความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งเหมืองพลอยเกิดใหม่ที่ประเทศโมซัมบิก นับเป็นแหล่งทับทิมที่มีคุณภาพดีและมีปริมาณมาก โดยมีราคาจำหน่ายที่ถูก โดยในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ จะเปิดสัมมนาให้ผู้สนใจจะมีอาชีพการแสวงหาอัญมณีในต่างประเทศรายใหม่ ฟรี เพื่อแนะนำเทคนิคและวิธีการด้านต่างๆ ในการนำวัตถุดิบออกมา เพิ่มมูลค่าเป็นอัญมณีและเครื่องประดับ โดยที่ผ่านมาบางรายเจียระไนแล้วได้ราคาสูงกว่าเดิมถึง 5 —10 เท่าตัว
“โครงการยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ในพลอยดิบนำเข้า ซึ่งผ่านมติครม.แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการในพระราชกฤษฏีกาและแก้กฎกระทรวงการคลัง ซึ่งนอกจากเป็นการลดต้นทุนวัตถุดิบแล้ว ยังเป็นการสร้างบรรยากาศให้ผู้ค้าพลอยต่างชาติจากทั่วโลก โดยเฉพาะอินเดียและ แอฟริกานำวัตถุดิบมาค้าในไทยเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยให้ไทยสามารถเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลก” นางศรีรัตน์ กล่าว
อย่างไรก็ตามการจะพัฒนาสินค้าในกลุ่มนี้เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศให้ยั่งยืน ต้องยอมรับว่าเมื่อหักตัวเลขการส่งออกทองคำยังไม่ขึ้นรูป (ทองคำแท่ง) ที่มีสัดส่วนกว่า 60% ของการส่งออกหมวดอัญมณีฯ การส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ลดลงเกือบทุกตัว ยกเว้นเครื่องประดับเทียมเพิ่มขึ้น 7.33% และเครื่องประดับเงินเพิ่มขึ้น 0.57%แล้ว จะได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่า อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับควรจะมีแนวทางอย่างไร
“อัญมณีนับเป็นสินค้าฟุ่มเฟื่อยที่ย่อมได้รับผลกระทบโดยตรงและรุนแรง ไม่เพียงแต่อุตสาหกรรมนี้ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย ทุกอุตสาหกรรมก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน สิ่งที่ควรทำ คือ การแสวงหาแนวทางในการพัฒนาที่ทำให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้” อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าว
ข้อมูล กรมส่งเสริมการส่งออก
12/22/2552 |
Posted in
December09,
gemstone,
Marketing,
News
|
Read More »
ปัจจุบันผู้จำหน่ายเครื่องประดับออนไลน์ต้องแข่งขันกันสูง เพื่อไม่ให้ต้องเจ็บตัวจากการแข่งขันด้านราคา EternityDiamonds.com เวบไซต์จำหน่ายเพชรและเครื่องประดับสำหรับเจ้าสาว จึงได้นำกลยุทธ์การให้สิทธิ์ลูกค้าได้ลองสวมใส่เครื่องประดับก่อนจะตัดสินใจซื้อ โดยการส่งตัวอย่างเครื่องประดับไปให้โดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆว่าลูกค้าจะต้องซื้อสินค้าหลังจากนี้ แต่ลูกค้าจะต้องส่งตัวอย่างกลับคืนภายใน 7 วัน
ด้วยเหตุผลของความปลอดภัย เครื่องประดับตัวอย่างเหล่านี้จะผลิตขึ้นโดยใช้วัสดุที่มีราคาถูก เช่น หากลูกค้าเลือกแหวนทองคำขาวฝังเพชร ก็จะส่งแหวนตัวอย่างที่เป็นแหวนเงินฝัง cubic zirconia ไปแทน แต่เนื่องจากน้ำหนักและความรู้สึกของการสวมใส่แหวนตัวอย่างจะแตกต่างจากแหวนที่มีจำหน่าย ในเวบไซต์จึงให้รายละเอียดกับลูกค้าก่อนทำการตัดสินใจซื้อด้วย นับว่าเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่สร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่งอย่างมาก
ข้อมูล National Jeweler
ภาพประกอบ EternityDiamonds.com
12/11/2552 |
Posted in
December09,
diamond,
Marketing,
News,
website,
Wedding Ring
|
Read More »
อินเดียเป็นตลาดทองคำใหญ่ที่สุดในโลก ทั้งนี้ปัจจุบันเริ่มมีคนไทยไปบุกเบิกตลาดกันแล้ว ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง คนอินเดียคลั่งไคล้อัญมณีและเครื่องประดับกันเป็นชีวิตจิตใจ สาวๆ ยังนิยมใส่ส่าหรีพร้อมด้วยกำไล แหวน สร้อยคอทองคำเสมอ สำหรับผู้ชายก็ไม่แพ้กัน บางคนสวมแหวนทองคำเกือบครบทุกนิ้ว พร้อมสายนาฬิกาทองคำแท้เหลืองอร่ามไปทั้งตัว ทำเอาอาเสี่ยเมืองไทยอายกันไปเลยทีเดียว วันนี้เราจะไปสำรวจร้านทอง ร้านเพชรในอินเดียกันให้จุใจ
คนอินเดียไม่มีใครออกจากบ้านโดยไม่สวมใส่อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นวัฒนธรรมที่ไม่สามารถเปลี่ยนกันได้ง่ายๆ จนถึงสหัสวรรษหน้า โดยเฉพาะทองคำจะนิยมกันเป็นพิเศษ อีกทั้งทองคำยังถือเป็นการลงทุนชนิดหนึ่งด้วย เนื่องจากซื้อง่ายขายคล่อง แม่บ้านอินเดียจึงนิยมทองคำมาก มักจะสะสมกันตั้งแต่วันแต่งงาน เจ้าสาวทุกรายจะแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยทองและอัญมณีตั้งแต่หัวจรดเท้าแม้แต่นิ้วเท้าก็ไม่ละเว้น อย่างไรก็ตามเครื่องประดับเพชรยี่ห้อดังอย่างเช่น GRT, Joy Alukkas, Gili, Prince Jewellery ก็กำลังมาแรงด้วยกำลังแรงของการโหมโฆษณาอย่างดุเดือดสะท้อนให้เห็นกำลังซื้อของชาวโรตีที่สูงขึ้น การจับจ่ายทองคำในอินเดียมีสัดส่วนถึง 85% ของการจับจ่ายอัญมณีและเครื่องประดับทั้งหมด ส่วนเครื่องประดับเงินมีสัดส่วน 8% ขณะที่เพชรและพลอยสี มีสัดส่วน 4% และ 2% ตามลำดับ สำหรับแพลตินัมมีสัดส่วน 1%
วางตลาดที่เมืองไหนดี
ในภาพรวมความนิยมทองคำมีสูงในทุกภูมิภาคของอินเดีย ในภาคใต้อย่างรัฐทมิฬนาฑู เกเรลา และการ์นาตากะ ดูจะนิยมมากเป็นพิเศษโดยมีการบริโภคทองคำถึง 90% ของการบริโภคอัญมณีและเครื่องประดับ (สาเหตุอาจเนื่องมาจากคนทางใต้ผิวคล้ำ เมื่อประดับด้วยทองจะขับให้ทองคำดูสุกสกาวขึ้นทันใด) สำหรับแพรตตินัมเริ่มเป็นที่นิยมในภาคเหนือและภาคตะวันออก โดยเฉพาะกรุงนิวเดลีและโกลกัตตา ส่วนเครื่องประดับพลอยสีเป็นที่นิยมในภาคเหนือและภาคตะวันออกมากกว่าภาคอื่นๆ
การบริโภคอัญมณีและเครื่องประดับของคนอินเดียในภูมิภาคต่างๆ ของอินเดีย
ทั่วประเทศ เหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก
เครื่องประดับทอง 85 85 90 82 83
เครื่องประดับเงิน 8 8 7 9 11
เครื่องประดับเพชร 4 3 2 4 5
พลอยสี 2 2 1 4 1
แพลตตินัม 1 1 - 1 -
ใครควรเป็นลูกค้าเป้าหมาย
ทองคำยังคงเป็นที่นิยมอันดับ 1 ทั้งในกลุ่มคนรวย คนชั้นกลาง และคนชั้นล่าง ส่วนเพชรเป็นที่นิยมในกลุ่มคนรวยและคนชั้นกลางเป็นหลัก
การบริโภคอัญมณีและเครื่องประดับของคนอินเดียในกลุ่มต่างๆ
รวมทุกกลุ่ม คนรวย คนชั้นกลาง คนชั้นล่าง
เครื่องประดับทอง 85 85 85 87
เครื่องประดับเงิน 8 8 9 10
เครื่องประดับเพชร 4 5 4 2
พลอยสี 2 2 2 1
แพลตตินัม 1 1 1 -

เมืองไหนน่าสนใจ
เครื่องประดับทองเป็นที่นิยมในเมืองทุกขนาด โดยมีสัดส่วนราว 80% ขึ้นไป ตามมาด้วยพลอยสี 8% เป็นที่สังเกตว่าเมืองที่มีประชากร 1.5-3 ล้านคน 1-1.5 ล้านคน และ 5 หมื่น-2 แสนคนมีความนิยมเครื่องประดับพลอยสีในเกณฑ์ที่สูง
แต่ตัวเลขนี้ในความเป็นจริงอาจเป็นภาพลวงตาได้ เนื่องจากร้านทองส่วนใหญ่อยู่ในเขตเมือง ขณะที่ผู้ซื้อที่แท้จริงเป็นทั้งคนในเมืองและคนที่อยู่ในชนบทใกล้เมืองนั้น จากการศึกษาพบว่า 70% ของผู้บริโภคเครื่องประดับทองเป็นคนชนบท ดังนั้น หากต้องการจับตลาดใหญ่ก็ต้องศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคในชนบทเป็นหลัก สาเหตุที่คนในชนบทนิยมซื้อทองกันมากก็เพราะ
1. ถือเป็นการออมทรัพย์และเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง
2. รัฐบาลไม่เก็บภาษีเงินได้ของเกษตรกรซึ่งส่วนใหญ่ยากจน
3. การขึ้นลงของความต้องการทองคำมีผลอย่างมีนัยสำคัญจากระดับราคาของสินค้าเกษตรในช่วงเวลานั้นๆ
4. คนในชนบทมีการศึกษาน้อย เมื่อถึงคราวจำเป็นจะไปกู้เงินก็กลัวถูกหลอก การซื้อขายทองง่ายกว่าและทำกำไรชัดเจนกว่าการลุงทุนแบบอื่นที่ตนเองไม่ค่อยเข้าใจ
บุกตลาดตอนไหนดี
ช่วงเดือนตุลาคม-พฤษภาคมเป็นช่วงเทศกาลแต่งงานของคนอินเดียซึ่งโดยปกติคนอินเดียทุ่มไม่อั้นและเฉลิมฉลองกันมโหฬาร นอกจากนั้นช่วงเดือนตุลาคม-มกราคมและมีนาคม-พฤษภาคมเป็นช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองต่างๆ มากมาย เช่น เทศกา]ดิวาลีในเดือนตุลาคมซึ่งเป็นวันปีใหม่ของอินเดีย เทศกาลพระพิฆเณศวรต้นเดือนสิงหาคม รวมทั้งเทศกาลเฉลิมฉลองเทพเจ้าต่างๆ ที่มีมากมายนับหมื่นองค์ ในเทศกาลเหล่านี้คนอินเดียมักมีการซื้อทอง อัญมณีและเครื่องประดับเป็นของขวัญแจกจ่ายกัน
เศรษฐีใหม่ : ตลาดที่ไม่ควรมองข้าม
ในอดีตคนอินเดียส่วนใหญ่จะค่อนข้างจนแต่ปัจจุบันต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่จะค่อนข้างมีเงินที่จะฟุ่มเฟือยได้มากขึ้น ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผลจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้จำนวนของคนชั้นกลางค่อนข้างรวย (upper middle class)และคนชั้นกลาง (middle class)ได้ขยายตัวถึง 158.6%และ 62% ตามลำดับ ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังซื้อขึ้นสูงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน กลุ่มที่เป็นตลาดเป้าหมายสำคัญของธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับเป็นกลุ่มล่าง 80% ของคนชั้นกลางค่อนข้างรวยรวมกับกลุ่มบน 50%ของคนชั้นกลาง ซึ่งในที่นี้เราเรียกว่าเศรษฐีใหม่ ดังนั้น หากคุณจะไปเปิดตลาดทองรูปพรรณในอินเดียก็ต้องประกบกลุ่มนี้ให้ติด
แอบมองอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับอินเดีย
- การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับอินเดียมีมูลค่ากว่า 15% ของการส่งออกรวม โดยมีการจ้างงานโดยตรงและโดยอ้อม 1.3 ล้านคน
- การบริโภคทองคำในอินเดียคิดเป็น 85% ของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ
- อินเดียบริโภคทองแท่งราว 800 ตันต่อปี คิดเป็นสัดส่วน 20% ของการบริโภคทั้งโลก ในจำนวนนี้ประมาณ 600 ตันไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมทองรูปพรรณ
- มูลค่าตลาดอัญมณีและเครื่องประดับของอินเดียมีมูลค่าปีละประมาณ 18 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 8% ของตลาดโลก
- อินเดียส่งออกเพชรปีละ 11 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนการส่งออกทองรูปพรรณมีมูลค่าปีละ 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ
- ตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับอินเดีย ได้แก่ สหรัฐ ฮ่องกง ยูเออี สิงคโปร์ และเบลเยี่ยมตามลำดับ
- อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและการปล่อยสินเชื่อโดยธนาคารพาณิชย์เป็นอย่างดี โดยมีธนาคารกว่า 50 แห่งปล่อยสินเชื่อราว 3 พันล้านเหรียญให้กับธุรกิจเพชรในอินเดีย
- อินเดียเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดในโลกของการเจียรนัยเพชร ประมาณ 70% ของเพชรทั่วโลกผ่านการเจียรนัยที่อินเดีย อินเดียมีช่างเจียรนัยประมาณ 1 ล้านคน โดยศูนย์ใหญ่อยู่ที่มุมไบและสุรัต
แพรนดา: ผู้บุกเบิกตลาดอินเดีย
แม้ว่าจะมีธุรกิจไทยเข้าไปแล้วหลายราย แต่ยังไม่มีใครที่บุกตลาดหนักเช่นแพรนดา แพรนดาได้เข้าไปในตลาดอินเดียตั้งแต่กลางปี 2551 โดยการร่วมทุนกับบริษัท Gunjan Jewels ตลาดเป้าหมายของบริษัทคือกลุ่มที่อายุ 25 ปีขึ้นไปที่มีกำลังซื้อสูงโดยเฉพาะในกลุ่มเศรษฐีใหม่ กลยุทธของแพรนดามีความรวดเร็ว หนักแน่น เจาะลึก และตรงเป้าหมาย โดยการโจมตีที่จุดอ่อนของคู่แข่งด้วยทอง 24 กะรัตเนื้อบริสุทธิ 99.9% ขณะที่ผู้ผลิตอินเดียทำได้แค่ 22 กะรัต ทั้งนี้เนื่องจากแพรนดาสามารถผลิตเครื่องประดับทองให้ไม่อ่อนตัวได้แม้จะมีความบริสุทธิสูงก็ตาม นับเป็นจุดแข็งอย่างสำคัญในการเจาะตลาดอินเดีย
กลยุทธ์เด็ดอีกอันหนึ่งก็คือการปูพรมและปิดล้อมคู่แข่งด้วยการนำเสนอรูปแบบสินค้าที่หลากหลายและแปลกใหม่ดูทันสมัย (ขณะที่คู่แข่งท้องถิ่นยังคงต้วมเตี้ยมกับรูปแบบเดิมๆ) ตั้งแต่เครื่องประดับเครื่องเคียงชุดเจ้าสาว (อินเดียก็เป็นตลาดใหญ่ที่สุดในโลกในธุรกิจงานแต่งงาน) แบบคลาสสิก แบบหรูเลิศ แบบเรียบๆไปจนถึงแบบกิ๊บเก๋แนววัยรุ่น นอกจากนั้นแพรนดายังเจาะตลาดเทวรูปเนื้อทองบริสุทธิ 99.9% ไม่ว่าจะเป็นพระพิคเณศวร หรือพระนารายณ์ ภายใต้แบรนด์ Pranda art เป็น Collection ที่น่าสะสม ซึ่งน่าสนใจไม่น้อยสำหรับตลาดที่มีเทพเจ้ามากมายอย่างอินเดีย การกระจายสินค้าของแพรนดาได้ดำเนินการผ่านร้านเพชร-ทองชื่อดังของอินเดีย เช่น GRT, CKC, Khuranas, Naggi, Damodardas ล่าสุดแพรดาได้คาดการณ์ว่าการเติบโต ของสาขาในอินเดียในปี 2252 จะสูงถึงร้อยละ 30
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ
- ตลาดทองรูปพรรณอินเดียเป็นตลาดที่ควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปทำตลาดมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นตลาดทองรูปพรรณที่ใหญ่ที่สุดในโลก และสินค้าไทยสามารถเข้าไปแข่งขันได้เป็นอย่างดี
- ตลาดเทวรูปทองคำเป็นตลาดที่มีศักยภาพเช่นกัน เนื่องจากไทยก็มีความนิยมเทพเจ้าฮินดูไม่ใช่น้อย และมีรูปแบบสวยงามแปลกตาน่าสนใจสำหรับคนอินเดียรุ่นใหม่ที่แสวงหาความแปลกใหม่ให้กับชีวิต จะเป็นตลาดที่มีศักยภาพอีกส่วนหนึ่ง สำหรับตลาดที่มีเทพเจ้ามากมายอย่างอินเดีย
- เมื่อประสบความสำเร็จในตลาดทองรูปพรรณแล้ว ก็สามารถขยายไปสู่เครื่องประดับพลอยสีได้ด้วย ซึ่งไทยมีศักยภาพสูงในอุตสาหกรรมดังกล่าวและสามารถไปได้ดีกับเครื่องประดับทอง
- ไทยสามารถใช้อินเดียซึ่งมีเครื่อข่ายทั่วโลกในการเป็นหุ้นส่วนการทำตลาดทั่วโลกในอนาคต
ข้อมูล กรมส่งเสริมการส่งออก
11/24/2552 |
Posted in
Database,
Gold,
Library,
Marketing,
November09
|
Read More »
ถ้าจะให้เลือกเพชรสำหรับแหวนหมั้นหรือแหวนแต่งงาน เพชรทรงกลม (round cut) จะเป็นอันดับหนึ่งในใจสาวๆ รองลงมาก็คือ princess cut ถึงแม้ว่าปัจจุบันเทรนด์ความต้องการแหวนที่เป็นเอกลักษณ์และมีความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร แต่รูปทรงของเพชรที่เลือกมาใช้ก็ยังคงเป็นทรงกลมที่ยังครองใจสาวๆอยู่ดี
แต่ในบรรดาเพชรทรงแฟนซีที่มีหลากหลายรูปทรงนั้น cushion cut เป็นทรงที่ได้รับความนิยมสูงสุด และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วย จากข้อมูลสนับสนุนของ American Gem Society Laboratory ที่รับเพชร cushion cut มาตรวจสอบในปีนี้เพิ่มขึ้น 0.8% จากปีที่แล้ว (2008) ส่วน International Gemological Institute (IGI) มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในส่วนของการประเมิน และ 3 เท่าในส่วนของการตรวจสอบคุณภาพ ถึงจะเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นไม่มาก แต่หลายๆสถาบันที่รับประเมินและตรวจสอบคุณภาพเพชรก็ต่างลงความเห็นไปในทางเดียวกันว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เพชร cushion cut ถูกส่งมาเข้ารับบริการที่สถาบันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในส่วนของผู้จำหน่ายได้ให้ข้อมูลว่า cushion cut เป็นเพชรทรงแฟนซีที่เป็นที่นิยมอันดับหนึ่งของสาวๆในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ค และได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ความต้องการของผู้บริโภคมีแนวโน้มที่เลือกหาสิ่งที่แปลกใหม่และแตกต่าง และ princess cut ดูเหมือนจะไม่สร้างความแตกต่างซักเท่าไหร่แล้ว นอกจากนี้ cushion cut ยังได้รับกระแสความนิยมเพิ่มขึ้นจากการที่เซเลบในฮอลีวูดมักใช้เป็นแหวนหมั้น อย่างเช่น Avril Lavigne, Ashlee Simpson หรือแม้แต่ Kevin Jonas จากวง The Jonas Brothers ได้ให้สัมภาษณ์ว่าแหวนหมั้นเพชร cushion cut เป็นทรงที่เขาจะเลือกให้กับเจ้าสาวในอนาคต ดูท่าทาง cushion cut จะเป็นที่นิยมในบรรดาเซเลบวัยรุ่นใช่มั๊ยคะ? ไม่ใช่แค่นั้นค่ะ ในงานประกาศผลรางวัลลูกโลกทองคำ (Golden Globe Awards) ในปีนี้ Elizabeth Banks, Mary-Louise Parker และ Susan Sarandon ก็เลือกสวมใส่เครื่องประดับเพชรทรง cushion cut เช่นกัน

แหวนหมั้นเพชร cushion cut 4.1 กะรัต ของนักร้องสาว Avril Lavigne
แหวนหมั้นเพชร cushion cut ของ Ashlee Simpson
เหตุผลหนึ่งนอกเหนือจากกระแสความนิยมที่มาจากเซเลบ และมีอิทธิพลต่อผู้ซื้อค่อนข้างสูงอีกเหตุผลหนึ่งที่อาจเป็นไปได้ก็คือ ราคาของเพชร cushion cut จะต่ำกว่า round cut เล็กน้อย ซึ่งเป็นธรรมดาของการตลาดที่เมื่อ demand สูง ราคาก็ย่อมสูงตามความต้องการ ตัวอย่างเช่น เพชรจาก Blue Nile’s Diamond น้ำหนัก 1.04 กะรัต VS2 E-color ทรง cushion cut จำหน่ายที่ราคา 4,474 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ round cut คุณสมบัติเดียวกันมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 6,483 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ จะเห็นว่าราคาของเพชรทรงกลมนั้นแพงกว่าถึง 2,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ
แต่ก็มีผู้จำหน่ายบางรายแย้งว่า ราคาอาจไม่ใช่เหตุผลเสมอไป แต่น่าจะเป็นเพราะความสวยงามของ cushion cut มากกว่าที่สามารถสร้างความแตกต่างได้ เพราะหากเป็นเรื่องของราคาแล้ว เหตุใดเพชรทรงแฟนซีอื่นๆถึงไม่ได้รับความนิยมเท่ากับ cushion cut
ข้อมูล National Jeweler
ภาพประกอบ weddingobsession, Ringenvy, UKdiamond
10/29/2552 |
Posted in
Celebrity,
diamond,
Fashion,
Marketing,
News,
October09,
Trend,
Wedding Ring
|
Read More »
บริษัท Rio Tinto ได้เผยโฉมของเพชรสีเงิน หรือที่ได้ชื่อว่า “Silvermist” ซึ่งถูกค้นพบในเหมือง Argyle ประเทศออสเตรเลีย สีเงินที่เห็นนี้เป็นสีตามธรรมชาติ ไม่ได้ผ่านการเพิ่มคุณภาพแต่อย่างใด
เพชรสีเงินสามารถนำมาสร้างสรรค์ชิ้นงานสไตล์วินเทจได้อย่างสวยงามและดูนุ่มนวลกว่าการใช้เพชรสีดำและเพชรสีขาว ซึ่ง ณ เวลานี้มีเพียงโรงงาน Interjewel ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้นเป็นผู้ผลิตเพียงรายเดียว
สำหรับราคาของเพชรสีเงินนั้น จะมีราคาสูงกว่าเพชรสีแชมเปญ (campagne diamond) เล็กน้อย เนื่องจากการเจียระไนเพชรสีเงินนี้ต้องการความสามารถของช่างที่มีทักษะสูง
ข้อมูลและภาพประกอบ National Jeweler
10/21/2552 |
Posted in
diamond,
gemstone,
Marketing,
natural gemstone,
News,
October09
|
Read More »
จากภาพที่เห็น อาจจะเข้าใจว่านี่คือ มุกน้ำเค็ม แต่จริงๆแล้วสร้อยเส้นนี้เป็นสร้อยมุกน้ำจืดค่ะ ซึ่งเป็นมุกที่มีประกายคล้ายโลหะ จึงได้ชื่อเรียกกันอย่างไม่เป็นทางการในขณะนี้ว่า “เมทัลลิค”
ไข่มุกเมทัลลิคนี้เป็นมุกเลี้ยงจากประเทศจีนค่ะ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6-9 มิลลิเมตร รูปร่างกลมมน มีประกายคล้ายมุกน้ำเค็ม Akoya pearl และลักษณะพิเศษที่มีสีสันคล้ายกับมุกน้ำเค็ม Southsea pearl ซึ่งไม่สามารถพบได้ในมุกน้ำจืดทั่วไป
ซึ่งโอกาสที่จะเกิดมุกแบบนี้มีเปอร์เซนต์น้อยมากๆในแต่ละปี จึงทำให้การเกิดมุกชนิดนี้ดูจะเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่าที่จะเป็นความตั้งใจค่ะ แต่เนื่องจากปัจจุบันสามารถเก็บผลผลิตมุกชนิดนี้ได้ในปริมาณที่ค่อนข้างจะสม่ำเสมอ จึงอาจเป็นไปได้ว่าจะมีการบรรจุมุกชนิดนี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของมุกเลี้ยงน้ำจืดต่อไป
สำหรับผู้ขายในสหรัฐอเมริกา มีเพียงเวบไซต์ PearlParadise.com แห่งเดียวเท่านั้นค่ะ ซึ่งมุกทั้งหมดที่มีนั้นถูกรวบรวมจากฟาร์มเลี้ยงมุกหลายร้อยฟาร์ม โดยจะวางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ จำนวน 500 เส้น โดยมี 98% เป็นมุกคละสี และเพียง 2% เท่านั้นที่ทำการคัดให้มีสีเดียวกันตลอดเส้น ราคาจะอยู่ที่ 200 – 1,500 เหรียญสหรัฐต่อเส้น ซึ่งขึ้นกับขนาดของไข่มุก หลังจากที่ขายได้จนหมดแล้ว PearlParadise.com ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะขายมุกชนิดนี้ให้ได้เดือนละ 200 เส้น จนกว่าจะไม่สามารถผลิตมุกชนิดนี้ได้
จากการที่ราคาของมุกเมทัลลิคนั้นเป็นเพียงแค่ 1 ใน 10 ของมุกน้ำเค็มคุณภาพดีจากญี่ปุ่นและเกาะตาฮิติ จึงทำให้ผู้เลี้ยงมุกน้ำเค็มรู้สึกหวั่นใจกับการเข้าสู่ตลาดของมุกเมทัลลิคเป็นอย่างมาก แต่ตราบใดที่ยังไม่สามารถคิดค้นวิธีการผลิตมุกชนิดนี้ได้อย่างถาวร มุกเมทัลลิคก็ดูจะมีค่ามากกว่านะคะ เพราะเปรียบเสมือนกับงานศิลปะที่ธรรมชาติสรรสร้างขึ้นมานั่นเอง
ข้อมูลและภาพประกอบ Colored-Stone.com
10/20/2552 |
Posted in
Marketing,
News,
organic gemstone,
Pearl
|
Read More »
ฝรั่งเศสถือเป็นประเทศผู้ผลิตเครื่องประดับอันดับสามของสหภาพยุโรปรองจากอิตาลีและอังกฤษ โดยมีศูนย์กลางการผลิตและออกแบบอยู่ที่กรุงปารีสและเมืองลิยง (Lyon) ทั้งนี้ผู้ผลิตแบ่งเป็นสองประเภท ได้แก่ ผู้ผลิตรายเล็กที่มีความชำนาญเฉพาะด้านและมีการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ หรือผู้ผลิตรายใหญ่ (จากการควบรวมกิจการ) ที่สามารถผลิตในปริมาณมาก เพื่อป้อนให้กับผู้ผลิตรายเล็กอีกทอดหนึ่ง
ปัจจุบันผู้ผลิตหันมาเพิ่มประเภทสินค้าเนื่องจากได้วัตถุดิบใหม่ๆ จากคู่ค้าชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งส่งผลให้การแข่งขันในตลาดเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก จนกระทั่งผู้ผลิตจำนวนไม่น้อยในฝรั่งเศสต้องปิดตัวไป นอกจากนี้ผู้ผลิตฝรั่งเศสยังจ้างผลิตในบางส่วน โดยเฉพาะบริษัทในเอเชียเพื่อลดต้นทุน
-
สินค้าเครื่องประดับหลัก ตลาดเครื่องประดับฝรั่งเศสถือว่าค่อนข้างอยู่ตัว แต่กระแสความนิยมต่างไปตามประเภทของเครื่องประดับ
ทอง
เครื่องประดับประเภททองรูปพรรณได้รับผลกระทบจากราคาทองที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ซึ่งส่งผลกระทบถึงอำนาจการซื้อของผู้บริโภค ส่วนเครื่องทองประดับพลอยยังไม่เป็นที่นิยมนัก
นอกจากนี้ เครื่องประดับประเภททองยังได้รับผลกระทบจาก
- การซื้อทองเพื่อการลงทุนที่ลดลง
- ผู้บริโภครุ่นใหม่หันไปเลือกซื้อสินค้าอื่นเพื่อเป็นของขวัญ แทนเครื่องประดับทองที่มีราคาแพง
อย่างไรก็ตาม สมาคมเครื่องประดับฝรั่งเศสออกมาตรการส่งเสริมการขายอย่างได้ผล ซึ่งรวมถึงกระตุ้นกลุ่มลูกค้าผู้หญิงให้ซื้อเครื่องประดับนอกเหนือจากโอกาสพิเศษ และแนวโน้มที่หันกลับมานิยมความหรูหรา โรแมนติก หรือของเก่า ก็ช่วยกระตุ้นการซื้อเครื่องประดับเช่นกัน
เงิน เครื่องประดับเงินมีแนวโน้มที่ดีมาโดยตลอด โดยเฉพาะความนิยมในหมู่ผู้บริโภครุ่นใหม่ เนื่องจากสามารถออกแบบให้เข้าได้กับผู้บริโภคทุกประเภท รวมทั้งมีให้เลือกในระดับราคาที่หลากหลาย ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยอื่นช่วยหนุนตลาดด้วย ได้แก่
- สามารถวางจำหน่ายได้ในร้านค้าหลายประเภท
- ความนิยมในการประดับตามส่วนต่างๆ ของร่ายกาย (ห่วงจมูก เจาะสะดือ หรือส่วนอื่นๆ)
- ความนิยมเครื่องประดับรูปแบบตะวันออก (ประเภทเครื่องรางต่างๆ) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องเงิน
- เพศชายให้ความนิยมเครื่องประดับเงิน
- ความนิยมให้เป็นของขวัญในโอกาศพิเศษ
ดังนั้น ผู้ผลิตและผู้ออกแบบจึงหันมาเน้นตลาดเครื่องประดับเงิน ขณะเดียวกันผู้บริโภคเองก็เริ่มให้ความ สำคัญกับตราสินค้า เช่นเดียวกับรูปแบบและการออกแบบ มากกว่าราคา
Costume jewelry ฝรั่งเศสเคยเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปด้าน Costume jewelry แต่ปัจจุบันได้รับความนิยมลดลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากการแข่งขันจากจีนและประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม
ตลาดนี้ยังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ จากปัจจัยเหล่านี้
- รูปแบบของ costume jewelry เข้ากันได้ดีกับโอกาสลำลอง
- ผู้หญิงรุ่นใหม่ที่นิยมแฟชั่นและวัยรุ่นนิยมซื้อเครื่องประดับราคาไม่สูงนัก
- ราคาที่ไม่สูงนักของ costume jewelry สามารถตอบสนองกระแสความนิยมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้
- ห้างสรรพสินค้าและร้านค้านิยมจำหน่ายเครื่องประดับประเภทนี้เนื่องจากสามารถทำกำไรส่วนต่างได้มากกว่าเครื่องประดับประเภทอื่น
- กลุ่มผู้บริโภคขยายไปยังกลุ่มวัยรุ่นและเด็กซึ่งต้องการเลือกซื้อด้วยตัวเอง
- costume jewelry ตลาดบน เริ่มกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง
จะเห็นได้ว่าเครื่องประดับประเภทนี้ น่าจะมีแนวโน้มดีในกลุ่มตลาดล่างราคาไม่สูง และตลาดบนที่เน้นการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์
-
ลักษณะและความนิยมของผู้บริโภค 
เครื่องประดับยังเป็นสินค้าที่นิยมซื้อเพื่อเป็นของขวัญในโอกาสพิเศษ เช่น งานแต่งงาน วันเกิด หรือคริสมาสต์ อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มาตรการส่งเสริมการขายรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะโฆษณา ทำให้การซื้อเครื่องประดับในกลุ่มผู้หญิงกลายเป็นซื้อเพื่อตัวเองมากขึ้น ซึ่ง
ปัจจุบันร้อยละ 25-30 ของการซื้อเครื่องประดับ เป็นการซื้อให้ตัวเอง ซึ่งหมายความว่าผู้หญิงเหล่านี้เป็นผู้ไปเลือกซื้อเองที่ร้าน ทำให้ผู้ผลิตเครื่องประดับหันมาให้ความสำคัญกับการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มนี้มากขึ้น
การซื้อเครื่องประดับเพื่อการลงทุนมีแนวโน้มชะลอตัวลง แม้ว่าในด้านมูลค่าสินค้าที่ไม่เคยตก น่าจะเป็นปัจจัยหนุนก็ตาม
โดยทั่วไป ผู้บริโภคนิยมเครื่องประดับและอัญมณีขนาดเล็ก เช่น ผู้หญิงนิยมสวมแหวนหลายวงในนิ้วเดียวกัน มากกว่าที่จะสวมวงใหญ่เด่นๆ เพียงวงเดียว ทั้งนี้เนื่องจาก
ชาวฝรั่งเศสไม่นิยมใช้เครื่องประดับเป็นเครื่องบ่งบอกฐานะ แต่เพื่อเสริมบุคลิกหรือบ่งบอกถึงตัวตนของผู้สวม -
เครือข่ายการจัดจำหน่าย ทั้งที่ตลาดมีแนวโน้มชะลอตัว แต่บรรดาร้านที่มีชื่อเสียงเก่าแก่ยังสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดเอาไว้ได้ โดยเฉพาะเครื่องประดับประเภททอง (เกือบร้อยละ 50) ขณะที่เครื่องประดับเงินมีส่วนแบ่งประมาณร้อยละ 30 ส่วนกลุ่มร้านเครื่องประดับในห้างสรรพสินค้าเข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดเพิ่มขึ้น (ประมาณร้อยละ 15 ในช่วงปีล่าสุด) ตัวอย่างเช่น ร้าน Manège à Bijoux ของกลุ่มเครือข่ายค้าปลีกขนาดใหญ่ E. Leclerc ที่กลายมาเป็นนายหน้าจัดจำหน่ายเครื่องประดับทองในฝรั่งเศสด้วย ด้านส่วนแบ่งของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่และกลุ่มห้างค้าปลีกอื่นๆ ยังอยู่ในระดับคงที่ (ไม่ถึงร้อยละ 15 สำหรับเครื่องประดับทอง และกว่าร้อยละ 30 สำหรับเครื่องประดับเงิน)
ขณะเดียวกัน ร้านจำหน่ายอื่นๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านจำหน่ายเสื้อผ้ารายใหญ่ๆ หรือการสั่งซื้อทางไปรษณีย์ เป็นต้น มีส่วนแบ่งตลาดค่อนข้างคงที่เช่นกัน คือประมาณร้อยละ 8 สำหรับเครื่องประดับทอง และร้อยละ 25-30 สำหรับเครื่องประดับเงิน ด้านผู้ผลิตเครื่องประดับหลายรายหันมาเปิดร้านของตนเองเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างตราสินค้าให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่ผู้บริโภคแล้ว หลังจากที่ตลาดเริ่มหันกลับไปนิยม Costume jewelry ร้านค้าจำหน่ายเครื่องประดับก็ขยายตัวตามไปด้วย ทั้งในแง่จำนวนและความหลากหลาย เนื่องจากเป็นสินค้าประเภทที่ทำกำไรได้มากกว่าเครื่องประดับประเภทอื่น ผู้ผลิตสินค้าประเภทอื่น เช่น เสื้อผ้า จึงหันมาผลิตและจำหน่ายสินค้านี้มากขึ้น โดยถือเครื่องเสริมการแต่งกาย
ทั้งนี้ส่วนหนึ่งของตลาดเครื่องประดับในฝรั่งเศสมาจากสินค้านำเข้า(ที่ไม่มีตราสินค้าของตัวเอง) ผ่านเครือข่ายผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง หรือนายหน้า ซึ่งผู้นำเข้าเหล่านี้มีทั้งที่ขายตรงให้กับร้านจำหน่ายปลีกที่มาเลือกซื้อที่สำนักงาน หรือขายให้กับร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ผ่านตัวแทนติดต่อของตนเอง ที่สำคัญการขายและจัดส่งสินค้าต้องมีเป็นไปตามกำหนดแน่นอน เนื่องจากร้านค้าปลีกมักจะสั่งสินค้าต่อเนื่องตลอดปี ไม่ใช่เฉพาะช่วงฤดูร้อนหรือฤดูหนาวตามการออกคอลเล็กชันเสื้อผ้าเท่านั้น ไม่เช่นนั้นอาจจะเสียลูกค้าได้ แม้ว่าคุณภาพสินค้าและราคาจะดีแค่ไหนก็ตาม
-
ประเทศคู่ค้ารายสำคัญ
อิตาลียังคงเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญ แม้ว่าส่วนแบ่งตลาดจะค่อยๆ ลงลงในเครื่องประดับทุกกลุ่มประเภท ส่วนประเทศสหภาพยุโรปอื่นๆ ยังรักษาตำแหน่งทางการตลาดที่ดีในฝรั่งเศส เมื่อเทียบกับผู้ผลิตเครื่องประดับต้นทุนต่ำรายอื่น เช่น คู่ค้าจากเอเชีย อย่างไรก็ดี ตัวเลขการนำเข้าเครื่องประดับทองจากอังกฤษสู่ฝรั่งเศสที่เพิ่มสูงขึ้นมาก เป็นผลจากวิธีการคำนวนสถิติการค้า
ด้านผู้ผลิตชาติเอเชียโดยรวมมีส่วนแบ่งในตลาดฝรั่งเศสเพิ่มขึ้น ด้วยรูปแบบสินค้าที่แตกต่างไปจากประเทศกลุ่มอื่นๆ แต่ในส่วนของประเทศจีนเริ่มประสบปัญหาด้านคุณภาพสินค้าและการลอกเลียนแบบ อย่างไรก็ตาม ผู้นำเข้าฝรั่งเศสสามารถหาแหล่งผลิตที่ได้คุณภาพ ซึ่งน่าจะทำให้เครื่องประดับจากจีนกลับมาเติบโตในตลาดฝรั่งเศสได้ต่อไป ส่วนผู้ผลิตที่ส่งสินค้าเข้าสู่ฝรั่งเศสรายใหม่ๆ ได้แก่ อินเดีย เวียตนาม และฟิลิปปินส์ (ประเภท costume jewelry) ซึ่งประเทศเหล่านี้ได้เปรียบในด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำ
สำหรับประเทศไทยไม่สามารถรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดเครื่องประดับทองคำในตลาดฝรั่งเศสเอาไว้ได้ โดยประสบปัญหาเช่นเดียวกับประเทศจีน (แต่ส่วนใหญ่ไทยประสบปัญหาสินค้าราคาสูงมากกว่าสินค้าไม่ได้คุณภาพ) แต่ผู้ผลิตฝรั่งเศสรายใหญ่ที่มาลงทุนโรงงานผลิตในประเทศไทยเริ่มเพิ่มปริมาณนำเข้าเครื่องประดับทองจากไทยอีกครั้ง ปัจจุบันการนำเข้าจากประเทศไทยกระจุกตัวอยู่ในมือของผู้ผลิตไทยไม่กี่ราย โดยเฉพาะผู้ผลิตตัวแทนของฝรั่งเศส และกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าสู่ตลาดของผู้ผลิตไทยรายอื่น โดยเฉพาะในแง่ความเชื่อถือต่อคุณภาพสินค้าและความน่าเชื่อถือของตัวผู้ผลิตเอง แต่ในกลุ่มเครื่องประดับเงินและเครื่องประดับมีค่าชนิดอื่น ผู้ผลิตไทยค่อนข้างประสบความสำเร็จในตลาดฝรั่งเศส ขณะเดียวกัน costume jewelry ยังเป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับผู้ผลิตและส่งออกเครื่องประดับไทย จากแนวโน้มความนิยมรูปแบบสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์
-
โอกาสสำหรับผู้ส่งออกไทย
ไทยถือเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกเครื่องประดับรายหลักสู่ฝรั่งเศส เทียบกับทั้งในกลุ่มประเทศยุโรปหรือประเทศนอกกลุ่มยุโรปด้วยกันเอง แม้ว่าไทยจะประสบปัญหาการส่งออกในหมวดเครื่องประดับทองคำ แต่ไทยยังมีโอกาสทางการตลาดที่ดีในหมวดเครื่องประดับอื่นๆ โดยเฉพาะเครื่องประดับเงิน นอกจากนี้ตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche market) ที่กำลังขยายตัวก็เป็นอีกหนึ่งตลาดที่ไทยมีโอกาสเจาะเข้าไป เช่น ในกลุ่มเครื่องประดับสำหรับผู้ชาย หรือเครื่องประดับส่วนอื่นๆ ของร่างกาย
อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกไทยต้องระวังปัจจัยเหล่านี้
- ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในฝรั่งเศส ทำให้ราคากลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
- ผู้บริโภคชาวฝรั่งเศสให้ความสำคัญต่อแนวโน้มและกระแสความนิยมเป็นอย่างมาก ผู้ผลิตไทยต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้ทันกระแสความนิยมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
- ผู้นำเข้าและร้านจำหน่ายปลีกคาดหวังงวดการชำระเงิน (Credit terms) และบริการสั่งซ้ำ เช่นเดียวกับที่ได้จากประเทศผู้ส่งออกสหภาพยุโรปอื่นๆ ขณะเดียวกันก็ต้องสามารถส่งสินค้าได้ตามที่กำหนดไว้ได้ด้วยเช่นกัน
- ผู้ผลิตต้องรักษามาตรฐานคุณภาพและการส่งมอบ เพราะความเชื่อถือเป็นปัจจัยสำคัญในการค้ากับร้านจำหน่ายปลีกฝรั่งเศส
บริษัทฝรั่งเศสจำนวนไม่น้อยที่ย้ายฐานการผลิตมาตั้งอยู่ในประเทศไทย ดังนั้นกฎระเบียบด้านการลงทุนที่จูงใจจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้าเพื่อผลิตต่อ เพื่อการส่งออก ตัวอย่างล่าสุด ได้แก่ กรณีที่บริษัทฝรั่งเศสยกเลิกโครงการลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากภาษีนำเข้าสินค้าเพื่อผลิตต่อมีอัตราสูงเกินไป แม้ว่าบริษัทจะเป็นบริษัทร่วมทุนกับคนไทยและตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมก็ตาม
-
ระเบียบทางการค้า
ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ตัวแทนจำหน่าย ที่ประกอบธุรกิจสินค้าเครื่องประดับในฝรั่งเศสต้องขึ้นทะเบียนต่อ Bureau de Garantie ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเศรษฐกิจ การเงิน และอุตสาหกรรม ของฝรั่งเศส นอกจากนี้เครื่องประดับที่ผลิตในประเทศไทยและต้องการส่งออกสู่ฝรั่งเศสต้องส่งเอกสารข้อมูลสินค้าและบริษัทโดยละเอียดต่อ Bureau de Garantie เพื่อการตรวจสอบว่าสินค้าเป็นไปตามระเบียบของฝรั่งเศส โดยเฉพาะมาตรฐานน้ำหนักของเงินและทอง
เครื่องประดับทุกชิ้นที่จำหน่ายในฝรั่งเศสต้องมีตรารับรองสองชนิด (เรียกว่า ‘Poincon’)
- ‘Poincon d’Etat’ หรือตรารับรองจากทางการ ที่แสดงชนิดและลักษณะของโลหะมีค่า ซึ่งหลักๆ ได้แก่
* ตราหัวอินทรีย์สำหรับทอง 750/1000 หรือทอง 18K
* ตราหัว (Minerva) สำหรับเงิน 925/1000
* ตราดอกจิกสำหรับทองผสม 375/1000 หรือทอง 9K
* ตรา ‘V’ สำหรับเงินชุบ
- ‘Poincon Responsabilite’ ตรารูปวงรีแทนความรับผิดชอบ สำหรับผู้นำเข้าฝรั่งเศส
เครื่องหมายเหล่านี้อาจจะได้รับผ่านบริษัทตัวแทนที่มีอำนาจเต็ม ได้เช่นกัน ทั้งนี้การตรวจสอบ ได้แก่ การตรวจสอบหมายเลขเครื่องประดับ ชั่งน้ำหนัก และตรวจสอบมาตรฐานโลหะมีค่า
-
ภาษีนำเข้าสำหรับเครื่องประดับ มีดังนี้
- ภาษีศุลกากร ตั้งแต่อัตราร้อยละ 0-4 ตามรายละเอียดดังนี้
* เครื่องประดับโลหะมีค่า ร้อยละ 2.5
* เครื่องประดับแผ่นโลหะมีค่า ร้อยละ 4
* เครื่องประดับมุก พลอยเนื้อแข็ง พลอยเนื้ออ่อน ร้อยละ 0
- ภาษีมูลค่าเพิ่มอัตรามาตรฐานร้อยละ 19
- ค่าธรรมเนียมตรารับรอง 8 ยูโรต่อชิ้น สำหรับเครื่องประดับประเภททอง และ 4 ยูโรต่อชิ้นสำหรับเครื่องประดับประเภทเงิน
-
งานแสดงสินค้า งานแสดงสินค้าสำคัญสำหรับเครื่องประดับที่จัดในฝรั่งเศส ได้แก่ งาน ‘Eclat de Mode - Bijorhca’ ซึ่งจัดปีละสองครั้ง ในเดือนกุมภาพันธ์และเดือนกันยายน
ข้อมูลเพิ่มเติม
www.bijorhca.com ข้อมูลจาก http://www.depthai.go.th
10/14/2552 |
Posted in
Database,
Library,
Marketing,
October09
|
Read More »