Loading
250x250 Free Watch

สมัครสมาชิกเพื่อรับข่าวสารทางอีเมล์:

กรุณาตรวจสอบอีเมล์เพื่อยืนยันหลังจากทำการสมัคร

โพสล่าสุด

แบ่งปัน

เกาะติดจิวเวลรี่บนพรมแดงจาก Gloden Globe Awards 2010

ล่าสุดกับงานประกาศรางวัลลูกโลกทองคำ (Golden Globe Awards 2010) สิ่งที่นักข่าวให้ความสนใจกันมากนอกจากจะลุ้นว่าใครจะได้ครอบครองรางวัลเกียรติยศไปบ้าง อีกเรื่องหนึ่งย่อมไม่พ้น แฟชั่นบนพรมแดง สำหรับจิวเวลรี่ที่โดดเด่นในงานนี้แตกต่างจากปีก่อนอย่างเห็นได้ชัดค่ะ โดยดาวเด่นของปีที่ผ่านมาเป็นสร้อยคอเส้นใหญ่ ที่เซเลบสาวๆใส่มาประชันกันอย่างไม่มีใครยอมใคร แต่สำหรับในปีนี้ ต่างหู กลายเป็นไอเท็มที่เซเลบเลือกใส่มากที่สุด และจิวเวลรี่ประดับพลอยสีก็ได้รับความนิยมสุดๆเช่นกัน ทั้งงานจึงเต็มไปด้วยสีสันของจิวเวลรี่ และเพื่อไม่ให้ชุดสวยขโมยซีนจิวเวลรี่ชิ้นหรู สาวๆจึงพร้อมใจกันใส่ชุดราตรีสีดำมากันเยอะมากๆค่ะ

 

อย่างที่แจ้งไปค่ะว่าต่างหูเป็นไอเท็มที่โดดเด่นที่สุดในงาน ซึ่งชิ้นที่น่าจะเป็นที่กล่าวขานกันมากที่สุด น่าจะเป็น ต่างหูมรกตที่ Julianne Moore ใส่ แน่นอนว่าเป็นผลงานของ Bulgari ที่เธอได้เซ็นสัญญาเป็น brand ambassador คนล่าสุด ส่วน Lea Michele ก็มาพร้อมกับต่างหูมรกตรูปหยดน้ำเม็ดโต ขณะที่ Courtney Cox ก็เลือกต่างหูแซฟไฟร์สีดำรูปหยดน้ำจาก Ofira Schwartz มาใช้

Kate Hudson นั้นมาแนวสวยหวานเช่นเดิม กับต่างหูทองคำที่ทำจากไข่มุกห้อยระย้า ส่วน Meryl Streep เจ้าของรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยม จาก Julie & Julia มาในชุดสีดำเรียบๆกับต่างหูทองคำสไตล์วินเทจ

ส่วนเครื่องประดับเพชรก็ยังคงเป็นจิวเวลรี่สุดโปรดสำหรับสาวๆอยู่เสมอค่ะ อย่างที่นางเอกคนสวย Drew Barrymore เลือกต่างหูเพชรเม็ดเดี่ยวขนาด 20 กะรัตจาก Lorraine Schwartz 
Jennifer Garner กับต่างหูเพชรจาก Bulgari และ Penelope Cruz กับต่างหูเพชรน้ำหนัก 42 กะรัตจาก Chopard

ส่วน Rose Byrne นั้นไม่เหมือนใคร เธอเลือกที่ประดับผมรูปดอกไม้แนววินเทจจาก Neil Lane ในขณะที่ Mo'Nique ใส่ต่างหูและสร้อยข้อมือเพชรจาก Everlon


สำหรับสาวๆอีกกลุ่มหนึ่งที่เลือกเพชรและแพลตินั่มเป็นเครื่องประดับในงานนี้ ก็เสริมความโดดเด่นด้วยสีสันของชุดราตรี ซึ่งเป็นแนวสีพาสเทล ม่วงและชมพู เป็นหลัก ทำให้ไม่ดูจืดชืดและเคร่งขรึมเกินไปนัก

ข้อมูลและภาพประกอบ Jewelry.com

1/19/2553 | Posted in , , , , , , , , | Read More »

ปรากฏการณ์ทางแสง – Gemstone Phenomena

แร่แต่ละชนิดมีคุณสมบัติทางแสงเฉพาะตัว และแร่ที่เป็นอัญมณีคุณสมบัติต่อแสงอย่างพิเศษเฉพาะชนิดของอัญมณีนั้น คุณสมบัติทางแสงที่เกิดกับอัญมณีเป็นผลมาจากคุณลักษณะที่เฉพาะของอัญมณี และ/หรือมลทินแร่ที่ฝังตัวอยู่ในเนื้ออัญมณี
ช่างเจียระไนอัญมณี ตลอดจนถึงผู้ที่สนใจอัญมณีควรรู้ถึงคุณสมบัติทางแสงแบบพิเศษของอัญมณีแต่ละชนิด เพราะอัญมณีแต่ละชนิดได้ซ่อนเร้นความงามของตัวเองไว้ การเลือกอัญมณีและการเจียระไนในทิศทางที่เหมาะสม จะทำให้อัญมณีแสดงความสวยงามเฉพาะตัวที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวอัญมณีออกมา

การเล่นสี (play of colour)
จริงๆ แล้วโอปอล (opal) ไม่มีคุณสมบัติด้านความคงทนที่เหมาะสมที่จะเป็นอัญมณี กล่าวคือ มันมีความแข็ง 5.6-6.5 เปราะและแตกร้าวได้ง่าย การดูแลโอปอล นอกจากต้องระวังเรื่องการกระทบกระแทกแล้ว ยังต้องดูแลไม้ให้โอปอลแห้งจนเกินไป เนื่องมาจากน้ำที่มีอยู่ในสูตรของโอปอลสามารถระเหยออกจากโอปอลได้ ทำให้โอปอลร้าว แต่มีเพียงโอปอลหนึ่งเดียวเท่านั้นที่มีคุณสมบัติการเล่นสีที่สวยที่สุดในบรรดาอัญมณีทั้งหลาย

การเล่นสีของโอปอลมีลักษณะที่สีของโอปอลสามารถเปลี่ยนสีได้ สีต่างๆที่เกิดเป็นจุดเปลี่ยนไป-มาเมื่อเราขยับอัญมณีโอปอลลักษณะเช่นนี้เกิดเนื่องจากรูปแบบโครงสร้างภายใน และปริมาณน้ำที่ไม่เท่ากันในแต่ละส่วนของโอปอล สามารถที่จะหักเหความยาวของคลื่นแสงที่เคลื่อนที่ผ่านเข้าไป และเคลื่อนที่ออกจากเนื้อโอปอลได้ ลักษณะสีคล้ายกับสีที่เห็นจากฟองสบู่

ภาพ White Opal จาก Ethan Lord Jewelers โอปอลขาว (White Opal) จากออสเตรเลียจะเกิดเป็นสาย (vein) แต่ภาษาชาวเหมืองโอปอลเรียกว่าเป็นชั้น (seam) บริเวณด้านข้างของชั้นโอปอลจะเป็นบริเวณที่แสดงการเล่นสีที่ดีที่สุด โอปอลชนิดนี้มักพบว่าเกิดเป็นชั้นที่หนา ในการตัดเพื่อเจียระไนสามารถตัดขวางชั้นของโอปอลได้เลย

ภาพ Black Opal จาก Shay's Jewelers โอปอลดำ ( Black Opal) เป็นโอปอลที่มีราคาสูงกว่าโอปอลขาว โอปอลชนิดนี้มีสีน้ำเงินเข้ม สีเทา สีเขียว และสีดำมัน มักเกิดเป็นชั้นบางๆ ทำให้ไม่สามารถเลือกด้านที่ตัดเพื่อให้ได้บริเวณที่เล่นแสงได้ดีที่สุด การใช้เทคนิคและความพิถีพิถันในการตัดและเจียระไน ทำได้โดยการเลือกบริเวณที่ให้การเล่นสีที่สวยและมีพื้นที่กว้างและเจียระไนได้ ตัดด้านของโอปอลด้านนั้นให้เรียบ ขัดจนกระทั่งการเล่นสีของโอปอลปรากฏ ต่อจากนั้นนำเศษโอปอลหรือแร่ชนิดอื่นมาปะติดทับบนหน้าเรียบนั้น (วิธีการนี้เป็นการเพิ่มความหนาเพื่อทำให้เกิดความแข็ง) กลับด้านโอปอลนั้นตัดและเจียระไนให้เป็นแบบนี้เมื่อเจียระไนเสร็จแล้วจะเรียกว่า ดับเบล็ท (doublet)

 

แชทโตแยนซ์ (chatoyant)
ภาพ Tiger's eye จาก Glitzy Stone ลักษณะแชทโตแยนซ์ หรือลักษณะประกายตาแมว หรือลักษณะประกายตาเสือ เป็นลักษณะแถบสว่างของแสงที่ปรากฏบนผิวของอัญมณีบางชนิด เมื่อเจียระไนแบบหลังเบี้ยแถบสว่างของแสงที่ต่อเนื่องเกิดขึ้นจากขอบด้านหนึ่งของหลังเบี้ยพาดผ่านจุดยอดไปสู่อีกด้านหนึ่งของหลังเบี้ย ลักษณะของการเกิดประกายเช่นนี้ เกิดเนื่องจากการสะท้อนของแสงที่เคลื่อนที่เข้าไปในผลึกแร่ที่มีรูปร่างเป็นเส้นใยหรือเส้นไฟเบอร์ ได้มีการประมาณว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นไฟเบอร์นี้ มีขนาดซึ่งเปรียบเทียบได้ดังนี้คือ ในระยะทางหนึ่งนิ้วจะผ่านเส้นใยเหล่านี้ถึง 65,000 เส้น

ภาพ chrysoberyl cat's eye จาก Gemsoul.com อัญมณีที่ให้ลักษณะของประกายตาแมวที่แท้จริงคือ คริสโซเบริล (chrysoberyl) ซึ่งจัดว่าเป็นอัญมณีที่มีความแข็งเป็นอันดับที่ 3 รองจากเพชรและพลอย กล่าวคือ มีความแข็งเท่ากับ 8.5 มีสีเหลืองน้ำผึ้งและสีเขียวใบตองอ่อน-สีเขียวใบตองแก่ แร่ชนิดอื่นให้ลักษณะแชทโตแยนซ์ได้เช่น ทัวร์มาลีน (tourmaline) และควอทซ์(quartz) เป็นต้น ในเมืองไทยมีชื่อเรียกอัญมณีเหล่านี้ว่า แก้วตาเสือ หรือคตไม้สัก ลักษณะที่กล่าวมาเป็นแร่ควอทซ์ที่เกิดเป็นเส้นใย เข้าไปแทนที่โครงสร้างของแร่เซอร์เพนทีน (serpentine) ซึ่งจะได้เส้นใยไฟเบอร์เป็นสีน้ำตาลทองและสีน้ำเงิน

การตัดเพื่อเจียระไนเพื่อทำให้เกิดลักษณะแชทโตแยนซ์ ทำได้โดยการตัดฐานของรูปหลังเบี้ยให้ขนานกับเส้นไฟเบอร์ ถ้าหลังเบี้ยมีรูปร่างเป็นวงรีหรือรูปไข่เส้นไฟเบอร์ ควรจะวางตัวขนานกับด้านยาวของเส้นผ่าศูนย์กลางด้านที่ยาวของรูปแบบวงรี

แอสเทอริซึม(Asterism) หรือสตาร์ (Star) หรือสาแหรก 
ลักษณะของแอสเทอริซึม คือ ลักษณะประกายรูปดาว 4 แฉก หรือ 6 แฉก ที่ปรากฏอยู่บนผิวอัญมณีที่เจียระไนแบบหลังเบี้ย ลักษณะที่เป็นที่นิยมก็คือ จุดศูนย์กลางของรูปดาวควรอยู่บริเวณจุดยอดของหลังเบี้ย (หรือจุดศูนย์กลางของหลังเบี้ย) ขาดาวต้องมีครบ 4 หรือ 6 ขา โดยที่ความยาวไล่จากจุดศูนย์กลางไปจนถึงขอบของหลังเบี้ย และถ้ารูปแบบการเจียระไนเป็นแบบรูปวงรีควรมีขาคู่หนึ่งอยู่ในทิศทางตามเส้นผ่าศูนย์กลางด้านยาวของรูปวงรี

การเกิดคุณสมบัติแอสเทอริซึม เกิดเนื่องจากการที่อัญมณีมีแร่ที่มีรูปร่างเป็นเข็มฝังตัวอยู่ในเนื้ออัญมณีอย่างเป็นระเบียบ ถ้ามีแร่รูปเข็มฝังตัวอยู่ในอัญมณีอยู่ 2 ชุด การเจียระไนที่ถูกต้องจะได้ลักษณะประกายรูปดาว 4 แฉก และถ้ามีรูปเข็มอยู่ 3 ชุดจะได้ประกายดาว 6 แฉก แต่ถ้ามี 1 ชุดลักษณะที่พบจะเป็นแชทโตแยนซ์หรือตาแมว

ในบางครั้งพบว่า ขนาดของประกายรูปดาวมีขนาดไม่เท่ากัน และขาไม่สมบูรณ์ครบ ลักษณะเช่นนี้เกิดเนื่องจากอัญมณีที่นำมาเจียระไนซึ่งมีรูปเข็มฝังตัวอยู่ มีการกระจายตัวอยู่ไม่สม่ำเสมอหรือเป็นเพราะวิธีการเจียระไนไม่ถูกวิธี แต่ในบางครั้งก็สามารถพบลักษณะประกายดาว 4 แฉก 2 ชุด (มี 8 ขา) หรือประกายดาว 6 แฉก 2 ชุด(มี 12 ขา) ลักษณะดังกล่าวนี้เกิดเนื่องจากมาจากวัตถุดิบอัญมณีมีการเปลี่ยนรูป (deformed) โครงสร้างภายในของมันไปจากเดิม โดยขบวนการทางธรรมชาติเช่น ถูกแรงบีบอัด คุณลักษณะพิเศษแบบหลังนี้ทำให้อัญมณีมีคุณค่ามากขึ้น

star rubyอัญมณีที่แสดงคุณสมบัติประกายรูปดาวที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ พลอยในตระกูลคอรันดัม (corundum) เช่น ทับทิม (ruby) และไพลิน (blue sapphire) การพิจารณาในการตัดเพื่อเจียระไนที่ทำให้ได้รูปดาวที่สมบูรณ์นั้นทำได้ยาก เพราะรูปเข็มที่ฝังตัวอยู่ในพลอยมีขนาดเล็กมาก และวัตถุดิบพลอยมักแสดงหน้าผลึกไม่สมบูรณ์

วิธีการพิจารณาหาจุดศูนย์กลางของประกายดาว และแนวที่จะตัดวัตถุดิบพลอยมีวิธีการพิจารณาดังนี้ นำวัตถุดิบพลอยมาศึกษาหาแกนทางแร่ที่ยาวที่สุด ในสาขาวิชาผลึกศาสตร์ทางแสง (optical ceystallography) เรียกแกนนี้ว่า แกน C ซึ่งจะเป็นแกนเดียวกันกับค่าดัชนีหักเหของพลอยที่เรียกว่า Ne และทางแกนแสง (optic axis) ตัดหน้าเรียบ และขัดมัน โดยให้หน้าเรียบนี้ตั้งฉากกับแกน C นี้ หรือนำวัตถุดิบพลอยมาพิจารณาหาหน้าที่แสดงการเปลี่ยนสีน้อยที่สุด และให้สีของพลอยเข้มที่สุด (ควรใช้กล้องจุลทรรศน์ที่มีแผ่นโพลารอยด์ในการพิจารณา) ตัดหน้าเรียบของพลอยให้ขนานกับหน้านี้ นำหน้าเรียบของพลอยไปส่องกับไฟ (ใช้ไฟโคมชนิดหลอดไฟไม่เคลือบ) พลิกหน้าเรียบของพลอยไปมาอย่างช้าๆ สังเกตจุดศูนย์กลางของประกายรูปดาว และทำเครื่องหมาย ทำการเจียระไนโดยใช้จุดศูนย์กลางของรูปประกายดาวเป็นจุดศูนย์กลางของรูปหลังเบี้ย

ในบางครั้งการพิจารณาอาจจะเห็นเพียงส่วนขาของประกายดาว การหาจุดศูนย์กลางของประกายดาว ทำได้โดยการลากเส้นตรงจากประกายขาอย่างน้อย 2 ขาไปตัดกัน จุดตัดจะเป็นศูนย์กลางของประกายดาว

อาเวนทูเรสเซนต์ (Aventurescence)
ภาพ Aventurine จาก Geology.com เป็นลักษณะของการสะท้อนแสงของอัญมณีที่ใส ซึ่งภายในเนื้ออัญมณีประกอบด้วยแร่มลทิน (mineral inclusions) ที่เรียงตัวเป็นระนาบ มลทินที่เรียงตัวเป็นระนาบนี้จะสะท้อนแสงให้ประกาย อัญมณีในตระกูลควอทซ์ และเฟลด์สปาร์ จะแสดงการประกายสะท้อนแสงเช่นนี้ การเจียระไนเพื่อทำให้เกิดอาเวนทูเรสเซนต์ ต้องตัดให้ฐานของหลังเบี้ยขนานกับระนาบนี้และระนาบของมลทิน ต้องอยู่ตื้นจากผิวโค้งของหลังเบี้ย

อัญมณีที่แสดงคุณลักษณะเช่นนี้มักมีราคาถูก แต่แร่เฟลด์สปาร์จากนอรเวย์ให้ประกายอาเวนทูเรสเซนต์สีส้มวูบวาบ ซึ่งเป็นที่นิยม เฟลด์สปาร์ที่แสดงลักษณะเช่นนี้มีชื่อเรียกว่า ซันสโตน (sunstone)

ชิลเลอร์ (Schiller)
ภาพ Amazonite จาก Pacifier.com ลักษณะประกายการสะท้อนแสงคล้ายกับอาเวนทูเรสเซนต์แต่ประกายการสะท้อนแสงนี้ เกิดเนื่องจากตัวอัญมณีมีชุดของแนวระนาบแนวแตก (เป็นแนว cleavage หรือแนว parting) อะมาโซไนต์ (Amazonite)  และเฟลด์สปาร์ในชนิดอื่นๆเป็นอัญมณีที่แสดงคุณลักษณะเช่นนี้


อะดูลาเรสเซนต์ (Adularescence)
ภาพ Moonstone จาก Jewel for me เป็นชื่อประกายเฉพาะของอะดูลาเรีย(adularia) ซึ่งเป็นแร่ในตระกูลเฟลด์สปาร์ ลักษณะอะดูลาเรสเซนต์คือ ประกายออกสีน้ำเงินนวลอ่อนๆ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ มุกดาหาร หรือมูนสโตน (moonstone) ประกายอะดูลาเรสเซนต์สามารถเห็นได้ง่ายโดยการนำวัตถุดิบอะดูลาเรียไปจุ่มน้ำ และนำขึ้นมาดูโดยพลิกตัวอย่างไป-มาใต้แสงไฟรูปแบบของเจียระไนต้องตัดฐานของหลังเบี้ย ให้ขนานกับด้านของแร่ที่แสดงประกายมากที่สุด

แลบราโดเรสเซนซ์(Labradorescence)
ภาพ labradorite  จาก generousgems.com เป็นลักษณะประกายการเล่นแสงของอัญมณีแลบราโดไรต์ (labradorite) เป็นแร่ชนิดหนึ่งของกลุ่มแร่เฟลด์สปาร์ มีสีดำ เทา ขาวขุ่น เฉพาะแลบราโดไรต์ที่มีประกายเล่นแสงเป็นสีเท่านั้นที่เป็นอัญมณี การเล่นแสงส่วนใหญ่เห็นเป็นสีน้ำเงินแถบกว้างเคลื่อนที่ไป-มาเมื่อขยับ ตัวอย่างประกายการเล่นแสงสีเขียว แดง ส้ม และเหลือง พบได้เช่นกัน

การตัดเพื่อเจียระไน อาศัยหลักการพิจารณาเช่นเดียวกับการพิจารณาวัตถุดิบอัญมณี ที่ต้องการลักษณะของอาเวนทูเรสเซนต์ ชิลเลอร์และอะดูลาเรสเซนซ์ หน้าตัดเรียบของวัตถุดิบควรนำมาทดสอบใต้แสงไฟอีกครั้งหนึ่ง (ควรให้ผิวตัวอย่างเปียก) และอาจจะตบแต่งเพิ่มได้โดยการตัดหน้าที่ทำมุมเพียงเล็กน้อยกับหน้าตัดแรก ซึ่งอาจจะทำให้ได้ลักษณะของการเล่นแสงได้ดียิ่งขึ้น


ไอริดิเซนซ์(lridescence)
ภาพ chalcedony จาก gemselect.com เป็นลักษณะประกายที่เกิดขึ้นกับอัญมณีประเภทคาลซิโดนี (chalcedony) บางประเภท ในบางครั้งแถบชั้นวงในก้อนคาลซิโดนี (chalcedony nodules) มักจะมีชั้นบางๆของสนิมเหล็กขึ้นอยู่ แสงเมื่อเคลื่อนที่ผ่านชั้นเหล่านี้จะสะท้อนเกิดเป็นสีหลากสี คล้ายกับสีที่เห็นจากคราบน้ำมันที่ลอยตัวบนผิวน้ำ

การเจียระไนควรตัดวัตถุดิบให้ขนานกับชั้นสนิมเหล็กนี้ ขัดผิวหน้าให้มัน และให้ชั้นสนิทเหล็กอยู่ตื่นมากที่สุด คาลซิโดนีที่แสดงลักษณะเช่นนี้เรียกว่า อะเกตประกายไฟ (fire agate) หรือโมราประกายไฟ

 

ข้อมูล ตลาดพลอย
ภาพประกอบ gemselect.com, generousgems.com, Jewel for Me, Pacifier.com, Geology.com, Gemsoul.com, Glitzy Stone, Ethan Lord Jewelers, Shay’s Jewelers

 

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

คุณสมบัติของแร่ที่เป็นอัญมณี - คุณสมบัติทางแสง

3/26/2552 | Posted in , , , , , , , , , , , , , , | Read More »

คุณสมบัติของแร่ที่เป็นอัญมณี - คุณสมบัติทางแสง

โดย ผศ.ดร. กาญจนา   ชูครุวงศ์

คุณสมบัติประการสุดท้ายที่ใช้ในการการจำแนกชนิดของอัญมณีก็คือ คุณสมบัติทางแสง (Obtical properties)

คุณสมบัติทางแสง (Optical properties)

เมื่อแสงเดินทางผ่านเข้าสู่ตัวกลางที่แตกต่างกันสองชนิด เช่น อากาศและอัญมณี จะเกิดปรากฏการณ์ขึ้น 3 ลักษณะ ได้แก่
1)แสงบางส่วนจะสะท้อนกลับหรือถูกส่งกลับจากผิวของอัญมณีนั้นไปสู่อากาศ
2)แสงบางส่วนผ่านเข้าไปในเนื้อของอัญมณีแล้วเกิดการหักเหของแสงขึ้น และ
3)อัญมณีนั้นจะดูดกลืนแสงบางส่วนไว้
ลักษณะปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นพร้อมๆกันทั้ง 3 ลักษณะ อาจมีลักษณะหนึ่งแสดงให้เห็นได้เด่นชัดมากกว่าลักษณะอื่นๆ ขึ้นอยู่กับลักษณะตามธรรมชาติ และชนิดของอัญมณีที่แสงมีปฏิกิริยาด้วย เช่น ในโลหะชนิดต่างๆ ที่เป็นวัตถุทึบแสง ลักษณะที่เกิดขึ้นเด่นชัดกว่าลักษณะอื่นๆ คือการดูดกลืนแสง ในขณะเดียวกันก็มีลักษณะของการสะท้อนแสงให้เห็นด้วย ส่วนการหักเหของแสงโดยปกติแล้วจะมองไม่เห็นเลย ในทางกลับกันอัญมณีชนิดต่างๆ ที่เป็นวัตถุโปร่งใสหรือโปร่งแสง ลักษณะการหักเหของแสงจะแสดงให้เห็นได้เด่นชัดกว่าลักษณะอื่น โดยที่มีลักษณะการสะท้อนของแสงและการดูดกลืนของแสง อาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะและชนิดของอัญมณี จากลักษณะปรากฏการณ์ทั้งสามที่กล่าวมาจะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิด สี ความวาว การกระจายแสง การเรืองแสง การเล่นสีประกายแวว ประกายเหลือบรุ้ง และอื่นๆ อีกมากมาย คุณสมบัติทางแสงต่างๆ ได้แก่

ภาพจาก Khulsey.com 

สี (Color)  สีต่างๆ ของอัญมณีชนิดใดๆ เป็นผลเนื่องมาจากลักษณะธรรมชาติของแสงกับอัญมณีนั้นๆ โดยตรง คือจะมองเห็นสีได้ก็ต่อเมื่อมีแสง แสงที่มองเห็นได้ประกอบขึ้นด้วยแสงสีที่เด่น 7 ส่วน หรือที่เรารู้จักกันดีว่า “สีรุ้ง” ในแต่ละส่วนจะมีสีที่แตกต่างกัน ประกอบด้วยสี ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลืองแสด แดง การผสมผสานคลื่นแสงที่มองเห็นได้นี้จะก่อให้เกิดเป็นแสงสีขาว คือ แสงอาทิตย์ เมื่อแสงที่มองเห็นได้นี้ส่องผ่านเข้าไปในอัญมณี ก็จะทำให้อัญมณีนั้นมองดูมีสีขึ้นเนื่องจากอัญมณีนั้นได้ดูดกลืนคลื่นแสงบางส่วนเอาไว้ และคลื่นแสงส่วนที่เหลืออยู่ถูกส่งผ่านออกมาเข้าสู่ตาของเรา มองเห็นเป็นสีจากส่วนของคลื่นแสงที่เหลือนั่นเอง จะมองไม่เห็นเป็นสีขาวอีก เช่น ทับทิมมีสีแดง เนื่องจากทับทิมได้ดูดกลืนคลื่นแสงในช่วงสีน้ำเงิน เหลือง และ เขียว เอาไว้ คงเหลือแต่ส่วนที่มีสีแดงให้เรามองเห็น ในอัญมณีบางชนิดคลื่นแสงที่มองเห็นได้นี้จะส่องผ่านทะลุออกไปหมดโดยไม่ได้ถูกกลืนคลื่นแสงช่วงใดๆ เอาไว้เลย อัญมณีนั้นก็จะดูไม่มีสีแต่ถ้าคลื่นแสงถูกดูดกลืนไว้ทั้งหมด อัญมณีนั้นก็จะดูมีสีดำ หรือถ้าคลื่นแสงทั้งหมดถูกดูดกลืนเอาไว้ในสัดส่วนที่เท่าๆกัน อัญมณีก็จะดูมีสีเทาหรือขาวด้านๆ


ภาพจาก Khulsey.com


สีต่างๆ ของอัญมณีนานาชนิดมีกระบวนการหลายอย่างที่ก่อให้เกิดสี สีบางสีอาจเกิดจากองค์-ประกอบสำคัญทางเคมีและทางกายภาพของอัญมณีชนิดนั้นๆ สีบางสีอาจเกิดจากมลทินทางเคมีภายนอกอื่นๆ หรือจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในอัญมณี หรือตำหนิมลทินต่างๆภายในเนื้อ เป็นต้น ส่วนใหญ่แล้วสีของอัญมณีมักจะเกิดจากมลทินทางเคมีภายนอกอื่นๆที่เข้าไปอยู่ภายในเนื้อของอัญมณี เช่น เบริล (Beryl) บริสุทธิ์จะไม่มีสี แต่ถ้ามีมลทินของธาตุโครเมียมหรือวาเนเดียมเพียงเล็กน้อย ก็จะทำให้เกิดเป็นสีเขียว เรียก มรกต (Emerald) หรือมีมลทินของธาตุเหล็ก ก็จะทำให้เกิดเป็นสีฟ้าอมเขียวหรือน้ำเงินอมเขียว เรียก อะความารีน (Aquamarine) คอรันดัมบริสุทธิ์ก็จะไม่มีสีเช่นกัน แต่ถ้ามีสีแดงก็เป็นทับทิม เนื่องจากมีมลทินธาตุโครเมียมเพียงเล็กน้อย หรือถ้ามีสีน้ำเงินก็เป็นไพลิน เนื่องจากมีมลทินธาตุไทเทเนียมและธาตุเหล็ก ดังนั้นมลทินธาตุหลายๆ ชนิดจึงก่อให้เกิดสีต่างๆ ได้ในอัญมณีชนิดต่างๆ

สำหรับการดูดกลืนแสงของอัญมณีชนิดต่างๆ นั้น อาจมีได้ไม่เท่ากันและอาจเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะธรรมชาติและความหนาของอัญมณีนั้นๆ อัญมณีชนิดหนึ่งๆ ถึงแม้จะมีการเจียระไนจนมีความบางมากแล้ว แต่ก็ยังคงดูดกลืนแสงไว้หมดโดยไม่ให้ส่องทะลุผ่านได้เลยจะเรียกว่า ทึบแสง (Opaque) ส่วนอัญมณีชนิดที่ยอมให้แสงส่องทะลุผ่านไปได้หมดแม้ว่าจะมีความหนามากจะเรียกว่า โปร่งใส (Transparent)  ส่วนอัญมณีที่ดูดกลืนแสงในระหว่างลักษณะสองแบบที่กล่าวมาและยอมให้แสงส่องผ่านได้บ้างมากน้อยแตกต่างกันไปในอัญมณีแต่ละชนิด จะเรียกว่า โปร่งแสง (Translucent)  ดังนั้น ช่างเจียระไนจึงอาจยึดหลักนี้ไว้เป็นประโยชน์ในการพิจารณาตัดและเจียระไนอัญมณีชนิดต่างๆ ด้วย อัญมณีที่มีสีอ่อนจึงมักจะตัดและเจียระไนให้มีความหนาหรือความลึกมากหรือมักจะมีการจัดหน้าเหลี่ยมเจียระไนต่างๆ ที่ทำให้แสงมีระยะถูกดูดกลืนมากขึ้น จะทำให้ดูมีสีเข้ามากขึ้นตามไปด้วย ในทางกลับกันอัญมณีที่มีสีเข้มดำหรือมีสีค่อนข้างมืด มักจะตัดและเจียระไนให้มีความบางหรือตื้นมาก เช่น โกเมนชนิดแอลมันไดต์ ซึ่งมีสีแดงเข้มอมดำ มักจะตัดบางหรือคว้านให้เป็นโพรงอยู่ภายในเนื้อ ไพลินจากบางแหล่งที่มีสีเข้มออกดำมักจะเจียระไนเป็นรูปแบบที่บางกว่าปกติ เป็นต้น

ส่วนใหญ่แล้ว ความเข้มและความสดสวยของสี จะมีความสัมพันธ์โดยตรงควบคู่ไปกับคุณค่าและราคาที่สูง นอกจากนี้ แสงที่ใช้ในการมองดูอัญมณีก็มีความสำคัญและมีผลต่อความสวยงามของสีเช่นกัน แสงอาทิตย์ในเงาร่มหรือแสงแดดอ่อน มีความเหมาะสมมากในการมองดูสีของอัญมณี แสงจากแสงเทียนหรือแสงจากหลอดมีไส้ จะมองดูสีน้ำเงินของไพลินได้ไม่สดสวย แต่จะมองดูมรกตและทับทิมมีสีสวยสด ดังนั้น แสงที่ใช้ส่องมองดูอัญมณีที่ดีและเหมาะสมควรจะมีส่วนผสมที่สมดุลกันระหว่างแสงจากหลอดมีไส้และแสงจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนซ์

อัญมณีบางชนิดอาจจะแสดงการเปลี่ยนสีได้ เมื่อมองดูด้วยแสงต่างชนิดกันหรือมีช่วงคลื่นของแสงที่ต่างกัน เช่น เจ้าสามสี จะมองดูมีสีเขียวหรือน้ำเงินในแสงแดดหรือแสงไฟฟลูออเรสเซนซ์และมีสีแดงหรือม่วงในแสงเทียนหรือแสงจากหลอดมีไส้ อัญมณีบางชนิดมีการแสดงลักษณะสีที่แตกต่างกัน หรือสีที่มีความเข้ม-อ่อนต่างกันเมื่อมองดูในทิศทางที่ต่างกัน ทั้งนี้เนื่องจากความแตกต่างในลักษณะของการดูดกลืนแสงในทิศทางต่างกันของอัญมณีนั้นๆ ลักษณะปรากฏนี้เรียกว่า สีแฝด ซึ่งอาจจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือมองเห็นได้ง่ายมากด้วย "ไดโครสโคป" (Dichroscpoe)

ภาพจาก Gram Faceting

ภาพ Dichroscope จาก Gram Faceting


อัญมณีหลายชนิดที่แสดงสี แฝดได้ 2 สีต่างกันเรียกว่า มีสีแฝด 2 สี (Dichroic) เช่น ทับทิม ไพลิน คอร์เดียไรนต์ ฯลฯ และ
อัญมณีที่แสดงสีแฝดได้ 3 สีต่างกันเรียกว่ามีสีแฝด 3 สี (Trichroic) เช่น แทนซาไนต์ แอนดาลูไซต์ ฯลฯ

ภาพจาก Gram Faceting ภาพจาก Gram Faceting ภาพจาก Gram Faceting

ภาพ Green Tourmaline ที่แสดงคุณสมบัติ Dichroic คือ เมื่อมองตามแนวแกน c (c รูปที่ 2) จะเห็นสีเขียวอมเหลือง และตามแนวแกน a/b (รูปที่ 3) จะเห็นสีเขียวอมฟ้า
ภาพจาก Gram Faceting


อัญมณีที่มีสีแฝดเมื่อเจียระไนแล้ว อาจจะแสดงเพียงสีเดียวหรือมากกว่า 1 สีนั้น ขึ้นอยู่กับการจัดทิศทาง การวางตัวของเหลี่ยมหน้ากระดานของอัญมณีที่จะแสดงให้เห็นสีนั้นๆ นอกจากนี้ ยังมีอัญมณีบางชนิดที่อาจมีสีหรือแสดงสีได้หลายสีแม้เป็นผลึกเดี่ยวและมองดูในทิศทางเดียว เช่น โอปอ ทัวร์มาลีน ลักษณะเช่นนี้เป็นลักษณะตามธรรมชาติของรูปแบบของแร่หรือของผลึกชนิดนั้น ไม่ใช่สีแฝด

สีเป็นลักษณะที่มองเห็นได้ง่ายชัดเจนเป็นสิ่งสะดุดตาและดึงดูดสายตามากที่สุดในเรื่องของอัญมณี และเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมาก ในการพิจารณาถึงคุณค่าและราคาของอัญมณี สีอาจทำให้เกิดความแตกต่างของราคาได้มากจากตั้งแต่ 250-250,000 บาทต่อกะรัตในอัญมณีชนิดเดียวกันแต่มีสีสวยงามแตกต่างกันมาก โดยทั่วไปแล้วสีจะไม่ถือว่าเป็นคุณสมบัติลักษณะสำคัญที่ช่วยในการตรวจจำแนกชนิดอัญมณี เพราะมีอัญมณีต่างชนิดกันแต่มีสีเหมือนกันได้และก็มีอัญมณีชนิดเดียวกันที่สามารถเกิดขึ้นได้หลายสี นอกจากนี้ชื่อลักษณะของสีก็เป็นที่นิยมใช้กับอัญมณีบางชนิดมานานแล้ว เช่น สีเลือดนกพิราบใช้กับทับทิม สีแสดใช้กับแพดพาแรดชา (Padparadcha) สีเหลืองนกขมิ้นและสีแชมเปญใช้กับเพชร เป็นต้น ชื่อลักษณะสีเหล่านี้ในบางครั้งจะกำกวมไม่ชัดเจน ให้ความหมายของสีไม่ตรงกับความจริงหรือเป็นลักษณะสีที่ไม่มีความแน่นอน แม้ว่าจะมีความบกพร่องดังกล่าวชื่อสีเหล่านี้ก็ยังเป็นที่นิยมใช้กันอยู่โดยทั่วไปในตลาดอัญมณี อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนี้ได้มีการประดิษฐ์เครื่องมือที่สามารถวัดหาชนิดและเรียกชื่อของสีของอัญมณีต่างๆ ได้อย่างเที่ยงตรงแม่นยำมากขึ้น เครื่องมือนี้มีขายทั่วไปในตลาดอัญมณี  อาจเป็นวิวัฒนาการใหม่ในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของโลกก็ได้

ค่าดัชนีหักเหของแสง (Refractive index) เมื่อมีแสงส่องผ่านเข้าไปในอัญมณีใดๆ แล้วแสงส่วนหนึ่งจะมีความเร็วลดลงและอาจจะถูกบังคับให้เปลี่ยนทิศทางหรือเกิดการหักเหแสงขึ้น ซึ่งแล้วแต่คุณสมบัติของผลึก ระดับความเร็วของแสงที่ลดลงในอัญมณีนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับความเร็วของแสงในอากาศจะเรียกว่า ค่าดัชนีหักเหแสงของอัญมณี  คือเป็นอัตราส่วนระหว่างค่าความเร็วของแสงในอากาศกับค่าความเร็วของแสงในอัญมณี เช่น ค่าความเร็วของแสงในอากาศเท่ากับ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที และค่าความเร็วของแสงในเพชรเท่ากับ 125,000 กิโลเมตรต่อวินาที ดังนั้นค่าดัชนีหักเหแสงของเพชรจะเท่ากับ 2.4 หรือหมายถึง ความเร็วของแสงในอากาศมีความเร็วเป็น 2.4 เท่าของความเร็วของแสงในเพชร อัญมณีที่มีค่าดัชนีหักเหสูงมากเท่าใด ความเร็วของแสงในอัญมณีนั้นๆ จะลดลงมากตามไปด้วย ค่าดัชนีหักเหของแสงของอัญมณีจะเป็นค่าที่คงที่ อัญมณีแต่ละชนิดจะมีค่าดัชนีหักเหที่แตกต่างกัน อาจมีเพียงค่าเดียว สองค่า หรือ สามค่า ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของผลึกและทิศทางที่แสงผ่านเข้าไป ส่วนใหญ่จะมีค่าอยู่ระหว่าง 1.2 และ 2.6 ดังนั้นจึงสามารถนำไปช่วยในการตรวจจำแนกชนิดของอัญมณีได้ เครื่องมือสำหรับใช้ในการวัดหาค่าดัชนีหักเหแสงของอัญมณีได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำเรียกว่า เครื่องรีแฟรกโตมิเตอร์ (Refractometer) แต่เครื่องมือนี้มีขีดจำกัดอยู่ที่สามารถวัดหาค่าได้สูงสุดเพียง 1.86 เท่านั้น และจะต้องใช้กับอัญมณีที่เจียระไนแล้วหรือพวกที่มีผิวหน้าเรียบด้วย บางครั้งสามารถประมาณค่าได้ในอัญมณีที่เจียระไนแบบโค้งมนหลังเบี้ยหรือหลังเต่า และในบางครั้งค่าดัชนีหักเหแสงของอัญมณีที่เจียระไนแล้ว อาจประมาณได้จากประกายวาวหรือความสว่างสดใส หรือรูปแบบของการเจียระไน

ภาพจาก Khulsey.com การกระจายแสงสี (Dispersion or fire) แสงสีขาวที่มองเห็นได้ในธรรมชาติจะเป็นแสงที่เกิดจากการผสมผสานของคลื่นแสงต่างๆ ในแต่ละคลื่นแสงก็จะมีค่าดัชนีหักเหของแสงเฉพาะตัวเมื่อมีลำแสงสีขาวส่องผ่านเข้าไปในอัญมณี แสงนี้จะเกิดการหักเหเป็นมุมที่แตกต่างกัน และแยกออกเป็นลำแสงหลากหลายสี แล้วสะท้อนออกทำให้เห็นเป็นสีต่างๆ สีที่มองเห็นจะเป็นลำดับชุดของสีรุ้ง เช่นเดียวกับลักษณะของการเกิดรุ้งกินน้ำลักษณะปรากฏการณ์เช่นนี้ เรียกว่า การกระจายแสงสี  หรือ ไฟ ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ง่ายมากในอัญมณีที่มีค่าดัชนีหักเหของแสงสูง มีความโปร่งใสและไม่มีสี
ระดับความมากน้อยของการกระจายแสงสีจะแตกต่างกันไปในแต่ละชนิดของอัญมณี เนื่องจากมีค่าดัชนีหักเหแสงที่แตกต่างกันนั่นเอง ดังนั้น การกระจายแสงสีจึงเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ที่อาจช่วยในการตรวจจำแนกชนิดอัญมณีได้  นอกจากนี้ยังมีความสำคัญต่อความสวยงามของอัญมณีหลายๆ ชนิด โดยเฉพาะในชนิดที่โปร่งใสแต่ไม่มีสีสวยที่จะดึงดูดใจ เช่น การกระจายแสงสีของเพชรซึ่งทำให้เพชรเหมือนมีสีสันหลากหลายสวยงามกระจายทั่วไปในเนื้อหรือ เรียกว่า ประกายไฟ  ในอัญมณีที่มีสีก็สามารถมองเห็นการกระจายแสงสีได้เช่นกัน เช่นในโกเมนสีเขียวชนิดดีมันทอยด์ (Demantoid) และสฟีน (Sphene) การกระจายแสงสีของอัญมณีชนิดหนึ่งๆ อาจสามารถทำให้มองเห็นสวยงามมากขึ้นได้โดยการเจียระไนที่ได้สัดส่วนถูกต้อง โดยพื้นฐานทั่วไปแล้วถ้าคลื่นแสงมีการแบ่งแยกออกได้ชัดเจนมากเท่าใดการกระจายแสงสีก็จะมีมากเพิ่มขึ้นเท่านั้น พร้อมกับจะให้สีที่มีความเข้มสวยมากเช่นกัน

ความวาว (Luster)  ความวาวของอัญมณีชนิดหนึ่งๆเป็นผลมาจากคุณสมบัติทางแสงของอัญมณีซึ่งเกิดจากการสะท้อนของแสงจากผิวนอกของอัญมณีนั้นๆ ความวาวจะขึ้นอยู่กับค่าดัชนีหักเห และลักษณะสภาพของผิวเนื้อแร่ ไม่เกี่ยวข้องกับสีของอัญมณีเลย ถ้าอัญมณีนั้นมีค่าดัชนีหักเหแสงและมีความแข็งมากเท่าใด ก็จะยิ่งแสดงความวาวมากขึ้นเท่านั้นลักษณะธรรมชาติ สภาพผิวเนื้อแร่ที่ขรุขระไม่เรียบก็จะมีผลทางลบต่อความวาวของอัญมณีที่ยังไม่เจียระไน ในขณะที่อัญมณีที่เจียระไนแล้ว การขัดมันผิวเนื้อแร่จะมีผลดีต่อความวาว ความวาวของอัญมณีที่มีความสวยงามเป็นที่ต้องการมากคือความวาวเหมือนเพชร ส่วนความวาวที่พบเห็นได้ในอัญมณีทั่วไป ได้แก่ ความวาวเหมือนแก้ว (Vitreous)  ส่วนความวาวที่พบได้ยากในอัญมณี ได้แก่ความวาวเหมือนโลหะ (Metallic) เหมือนมุก (Pearly) เหมือนยางสน (Resinous)  เหมือนน้ำมัน (Oily) เหมือนเทียนไขหรือขี้ผึ้ง (Waxy) เป็นต้น แต่สำหรับอัญมณีที่ไม่แสดงความวาวเลยจะเรียกว่า ผิวด้าน (Dull)

ภาพจาก about.com

Resinous Luster

ภาพจาก about.com

Dull or Earthy Luster

ภาพจาก about.com 

Vitreous Luster

ภาพจาก about.com

Metallic Luster

ภาพจาก about.com

Pearly Luster

ภาพจาก about.com

Waxy Luster


ประกายวาว (Brilliancy)  ประกายวาวของอัญมณีชนิดหนึ่งๆ เกิดจากการที่มีแสงสะท้อนออกมาจากภายในตัวอัญมณีเข้าสู่ตาของผู้มองอัญมณีที่เจียระไนได้เหลี่ยมมุมที่ต้องการทำให้แสงที่ส่องผ่านเข้าไปในอัญมณีนั้น เกิดการสะท้อนอยู่ภายในหน้าเหลี่ยมต่างๆ และสะท้อนกลับออกมาเข้าสู่ตาของผู้มองเป็นประกายวาวของสีของอัญมณีนั้น การเกิดลักษณะแบบนี้ได้เนื่องจากลักษณะการสะท้อนกลับหมดของแสงนั่นเอง ดังนั้นรูปแบบของการเจียระไนและเหลี่ยมมุมที่หน้าเหลี่ยมต่างๆ ทำมุมกัน จึงมีความสำคัญมากในการเกิดประกายวาว ถ้าเหลี่ยมมุมต่างๆ ไม่เหมาะสมพอดีกับค่าดัชนีของการหักเหแสงของอัญมณี แสงที่ส่องผ่านเข้าไปก็จะไม่สะท้อนกลับออกมาสู่ตาผู้มอง แสงอาจจะส่องทะลุผ่านออกไปทางด้านล่างหรือสะท้อนเบี่ยงเบนออกไปทางด้านข้าง มีผลทำให้อัญมณีนั้นดูไม่สว่างสดใส หรือไร้ประกาย

ภาพจาก about.com การเรืองแสง (Fluorescence and Phosphorescence)  การที่อัญมณีมีการเปล่งแสงหรือแสดงความสว่างที่มองเห็นได้ออกจากตัวเองภายใต้การฉายส่องหรืออิทธิพลของแสง หรือรังสีบางชนิด หรือจากอิทธิพลของปฏิกิริยาทางกายภาพหรือทางเคมีบางอย่าง ปรากฏการณ์การเรืองแสงที่ถือว่ามีความสำคัญและมีประโยชน์ใช้ในการตรวจสอบอัญมณีได้คือ การเรืองแสงของอัญมณีภายใต้รังสีอัลตราไวโอเลตซึ่งเรียกว่า การเรืองแสงปกติ (Fluorescence)  การเรืองแสงแบบนี้ หมายถึง การที่อัญมณีมีการเรืองแสงที่มองเห็นได้ภายใต้การฉายส่องรังสีอัลตราไวโอเลตและจะหยุดทันทีที่ไม่มีการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตกระทบกับอัญมณีนั้นๆ แต่อัญมณีใดที่ ยังเรืองแสงอยู่อย่างต่อเนื่องไปอีกชั่วขณะหนึ่งถึงแม้ว่าจะหยุดการฉายส่องรังสีอัลตราไวโอเลตแล้ว ลักษณะการเรืองแสงแบบนี้เรียกว่า  การเรืองแสงค้าง (Phosphorescence)  โดยทั่วไปแล้วจะมีเพียงอัญมณีพวกที่แสดงการเรืองแสงปกติเท่านั้น ที่จะแสดงการเรืองแสงค้างได้ และมีจำนวนไม่น้อยที่แสดงทั้งการเรืองแสงปกติและการเรืองแสงค้าง

สาเหตุของการเรืองแสงในอัญมณีนั้นเป็นผลมาจากความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสภาวะของการถูกกระตุ้นโดยแสงอัลตราไวโอเลต ภายในระดับอะตอมของธาตุต่างๆ ที่มีผลต่อการเกิดสีของอัญมณีนั้นๆ ด้วยเหตุที่อัญมณีชนิดต่างๆ มีมลทินธาตุต่างๆ แตกต่างกันไป ดังนั้น การเรืองแสงจะไม่เกิดขึ้นในอัญมณีทุกชนิด หรืออาจมีการเรืองแสงให้สีที่เหมือนกันหรือแตกต่างกันกับสีของอัญมณีได้ การทดสอบการเรืองแสงของอัญมณีใดๆสามารถกระทำได้ภายใต้รังสีอัลตราไวโอเลต ทั้งคลื่นยาว (365 นาโมมิเตอร์) และคลื่นสั้น (254 นาโนมิเตอร์) อัญมณีบางชนิดอาจเรืองแสงได้เฉพาะในชนิดคลื่นสั้นบางชนิดอาจเรืองแสงได้ในชนิดคลื่นยาวหรืออาจจะเรืองแสงได้ในคลื่นทั้งสองชนิด หรือไม่แสดงการเรืองแสงเลย อัญมณีบางชนิดปฏิกิริยาของการเรืองแสงในคลื่นสั้นแสดงให้เห็นได้ชัดเจนหรือสว่างมากกว่าในคลื่นยาว บางชนิดอาจแสดงในทางกลับกัน บางชนิดอาจมีปฏิกิริยาการเรืองแสงเท่าๆ กัน การเรืองแสงของอัญมณีมีประโยชน์ช่วยในการตรวจจำแนกชนิดอัญมณีได้ และในบางครั้งก็มีประโยชน์ช่วยในการตรวจแยกอัญมณีธรรมชาติออกจากอัญมณีสังเคราะห์ ส่วนใหญ่แล้วอัญมณีสังเคราะห์ต่างๆ มักจะมีการเรืองแสงสว่างมาก ในขณะที่อัญมณีธรรมชาติจะไม่ค่อยเรืองแสง เช่น สปิเนล สังเคราะห์สีฟ้าอ่อน ซึ่งทำเทียมเลียนแบบอะความารีน จะแสดงการเรืองแสงสีแดงในรังสีอัลตราไวโอเลตชนิดคลื่นยาวและเรืองแสงสีน้ำเงินอมเขียวในชนิดคลื่นสั้น โดยที่อะความารีนจะไม่เรืองแสงเลย ไพลินสังเคราะห์จะเรืองแสงสีน้ำเงินอมเขียวนวลในชนิดคลื่นสั้นเท่านั้นซึ่งไพลินธรรมชาติมักจะไม่เรืองแสง คุณประโยชน์และความได้เปรียบในการทดสอบอัญมณีโดยทดสอบการเรืองแสง คือทำได้รวดเร็ว ง่าย และไม่ทำให้ตัวอย่างเสียหาย

 

ข้อมูล : วิชาปฎิบัติการวิเคราะห์อัญมณี สาขาวิชา วัสดุศาสตร์ (อัญมณีและเครื่องประดับ) คณะวิทยาศาสตร์   มหาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, About.com
ภาพประกอบ : Khulsey.com, About.com, Gram Faceting

 
หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

คุณสมบัติของแร่ที่เป็นอัญมณี - คุณสมบัติทางกายภาพ

คุณสมบัติของแร่ที่เป็นอัญมณี - คุณสมบัติทางเคมี

3/17/2552 | Posted in , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | Read More »

All About Gemstones by Khulsey.com

จุดประสงค์ของเวบ All About Gemstones คือ รวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับจิวเวลรี่ดีไซน์เป็นหลัก อาทิเช่น ประวัติศาสตร์ของการออกแบบ การเจียระไน เทคนิคการทำตัวเรือน จิวเวลรี่ดีไซน์เนอร์ เป็นต้น และยังให้ความรู้เกี่ยวกับอัญมณีศาสตร์ด้วย เพราะเป็นพื้นฐานของการออกแบบจิวเวลรี่นั่นเอง มีการแบ่งแยกหัวข้อเป็นหมวดหมู่ชัดเจน ทำให้ง่ายต่อการค้นหาข้อมูล พร้อมภาพประกอบที่สวยงาม ชัดเจน ช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดที่มีจะเหมือนกับได้เรียนวิชา Introduction to Gemology เลยทีเดียว

ขอแนะนำ Glossary ที่รวบรวมคำศัพท์เทคนิคต่างๆไว้ 3 หมวดหมู่ ได้แก่ อัญมณีศาสตร์ โลหะ จิวเวลรี่ดีไซน์และเทคนิค

3/17/2552 | Posted in , , , , , , , , , , , , , , , , , | Read More »

คุณสมบัติของแร่ที่เป็นอัญมณี - คุณสมบัติทางเคมี

โดย ผศ.ดร. กาญจนา   ชูครุวงศ์

การจำแนกชนิดของอัญมณีจะอาศัยความแตกต่างทางด้านกายภาพ ทางเคมี และทางแสง  ของอัญมณีแต่ละชนิด ซึ่งในครั้งที่ผ่านมาเราได้เรียนรู้ถึง คุณสมบัติทางกายภาพ (Physical properties) กันไปแล้ว สำหรับในครั้งนี้จะเป็นส่วนของคุณสมบัติทางเคมี

คุณสมบัติทางเคมี (Chemical properties)

การที่แร่ชนิดต่าง ๆ มีสารประกอบทางเคมีและโครงสร้างผลึกแตกต่างกัน ทำให้แร่แต่ละชนิดมีสมบัติทางกายภาพและทางแสงที่คงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งในสาขาวิชาวิทยาแร่จะจำแนกประเภทลักษณะที่เหมือนกันของแร่ไว้เป็นกลุ่มเดียวกัน เช่นเดียวกับนักชีววิทยาที่จำแนกพืชและสัตว์ออกเป็น genera, species และ varieties นักอัญมณี ศาสตร์และนักวิทยาแร่จำแนกแร่เป็น ตระกูล (group) , ประเภท (species) และชนิด (varieties)  ซึ่งในทางวิทยาแร่จะมีแร่มากกว่า 2000 ชนิด (varieties) ซึ่งจำแนกเป็นตระกูล (group) และประเภท (species)ต่าง ๆ

แร่อัญมณีส่วนใหญ่จะมีส่วนของสารประกอบเคมีอยู่ในกลุ่ม silicates ซึ่งได้แก่ beryl, topaz, quartz, tourmaline, zircon, garnets ทั้งหมด และ feldspars
กลุ่ม oxides ได้แก่ corundum อันได้แก่ ทับทิมและไพลิน chrysoberyl และ spinel
กลุ่ม phosphates ได้แก่ turquoise และ apatite
กลุ่ม corbonates ได้แก่ malachite, azurite, rhodochrosite และ calcite
ทั้งนี้กลุ่มของสาร ประกอบทางเคมี 4 กลุ่มนี้จะรวมอัญมณีเกือบทั้งหมดที่มีในวงการอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ยกเว้นเพชรซึ่งประกอบ ด้วยธาตุเพียงชนิดเดียว คือคาร์บอน

ตระกูล (Group)
แร่อัญมณีสองกลุ่มหรือมากกว่ามีโครงสร้างและคุณสมบัติตล้ายคลึงกัน แต่จะมีสมบัติทางเคมีที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย สมาชิกในตระกูลเดียวกันจะเรียกว่าประเภท (species) และชนิด(variety) ในอัญมณีชนิดเดียวกันจะมีโครงสร้างผลึกและสารประกอบทางเคมีเหมือนกัน จะแตกต่างกันที่สีของอัญมณี ซึ่งสีที่แตกต่างกันนี้เนื่องมาจากธาตุผ่านหรือสารเจือปน เช่น ทับทิม และไพลินเป็น varieties ที่มีสีแตกต่างกันของอัญมณีประเภท (species) corundum

นอกจากชนิด (varieties) ของอัญมณีจะแตกต่างกันที่สีแล้ว ยังจำแนกตามลักษณะของการกระจายสี (color distribution) การยอมให้แสงผ่าน (transparency) และปรากฏการณ์ทางแสง (optical phenomena)

ตระกูล (group) ของแร่จะประกอบด้วย แร่ประเภท (species) ต่าง ๆ ที่มีสมบัติใกล้เคียงกัน เช่น ตระกูล garnet เป็นตระกูลของแร่ที่มีแร่ประเภทต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก tourmaline อยู่ในตระกูล tourmaline และ spinel ก็เป็นแร่ ประเภทหนึ่งใน spinel group แร่ประเภทต่าง ๆ ในตระกูล garnet, tourmaline และ spinel จะมีโครงสร้างผลึกเหมือนกันแต่มีสารประกอบทางเคมีที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่ในตระกูล feldspar แร่ประเภท (species) จะมีสูตรทางเคมีเหมือนกันแต่มีความแตกต่างกันเล็กน้อยในผลึกโครงสร้าง

อัญมณีในตระกูลเดียวกัน มีสารประกอบทางเคมีที่ผสมกันในระหว่างอัญมณีประเภทต่าง ๆ ของตระกูลนั้น สารประกอบทางเคมีที่แตกต่างกันอาจแทนที่กันในโครงสร้างผลึกโดยยังคงรักษาลักษณะภายนอกไว้ได้ กล่าวคือมีการเปลี่ยนแปลงอะตอมภายในโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ทำให้ยังคงมีรูปผลึกเหมือนกัน แต่ส่วนประกอบต่างกันเล็กน้อย การแทนที่ในลักษณะเช่นนี้เรียกว่า isomorphous replacement หรือ isomorphous substitution ผลที่เกิดขึ้นจะได้ผลึกผสม mixed crystal หรือ solid solution การจำแนกอัญมณีในรูปแบบเช่นนี้ จึงเป็นไปได้ยากมากทำให้ในบางกรณีจึงจำเป็นต้องจำแนกลำดับของสารประกอบทางเคมีต่าง ๆ เป็น series

ตัวอย่างเช่น

ตระกูล garnet มี 2 series คือ Pyrope-almandite-spessartite series และ Grossular-andradite-uvarovite series

ภาพจาก Khulsey.com

Pyrope
Mg3Al2(SiO4)3
Almandite
Fe3Al2 (SiO4)3
Spessartite
Mn3Al2(SiO4)3

Grossularite
Ca3Al2(SiO4)3
Andradite
Ca3Fe2(Sio4)3
Uvarovite
Ca3Cr2(Sio4)3

Pyrope, Almandite และ Spessartite จะอยู่ใน series เดียวกัน ในขณะที่ Grossulsrite, Andradradite และ Uvarovite อยู่ใน series เดียวกัน

ประเภท (Species)  
สารประกอบทางเคมีและโครงสร้างผลึกจะเป็นเครื่องชี้ลักษณะเฉพาะของแร่ และเป็นลักษณะเฉพาะของประเภทแร่ (Species) นั้น ๆ ด้วย แต่ละประเภทของแร่จะมีชื่อเรียก เช่น Quartz เป็นต้น หากมีการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นสารประกอบทางเคมีหรือโครงสร้างผลึก ก็จะได้ Species ของแร่ใหม่ ๆ ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกัน เช่น

ความแตกต่างแม้เพียงสารเคมีหรือธาตุเพียงตัวเดียวก็จะให้แร่ต่างประเภทกัน เช่น สูตรทางเคมี Al2O3 คือ species Corundum แต่หากมีสูตรทางเคมี Fe2O3 ก็จะได้ specie  Hematite เป็นต้น

ความแตกต่างในสัดส่วนของสารประกอบทางเคมีและมีโครงสร้างผลึกเหมือนกันให้แร่ต่างประเภทกัน เช่น สูตรทางเคมี Cu2(CO3)(OH)2 ได้ species Malachite หากสูตรทางเคมีเป็น Cu3(CO3)2(OH)2 จะได้ species Azurite เป็นต้น

ความแตกต่างของโครงสร้างผลึกแต่มีสารประกอบและสูตรทางเคมีเหมือนกัน เช่น สูตรทางเคมี C มีเพชร และ graphite ที่ต่างกัน

ตัวอย่างของ group แร่ต่าง ๆ ที่เป็นแร่อัญมณีและ species ใน group ต่าง ๆ เหล่านี้ได้แก่

ภาพจาก Khulsey.com

-Garnet group:
Almandine, Andradite, Grossulsr, Hydrogrossulsr, Kimzeyite, Goldmanite, Pyrope, Schorlomite, Spessartine,Uvarovite, Knorringite และ Yamatoite

 ภาพจาก Khulsey.com

- Spinel group :
Chromite, Franklinite, Gahnite, Galaxite, Hercynite, Magesiochromite, Magnetite และ Spinel

ภาพจาก Khulsey.com

- Tourmaline group :
Buergerite, Dravite, Uvite, Elbaite, Schorl, Liddicoatite, Ferridravite, Chromdravite และ Tsilaisite

 

ชนิด (Varieties)
อัญมณีที่อยู่ในประเภท (species) เดียวกันมักจะต่างกันในเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอกที่มองเห็น ตัวอย่างเช่น มีสีต่างกัน การยอมให้แสงผ่านหรือความโปร่งต่างกัน หรือมีปรากฎการณ์ต่างกันซึ่งทำให้จำแนกเป็นอัญมณีชนิดต่าง ๆ กัน นอกจากนี้พบว่า แม้กระทั่งมลทินหรือตำหนิ (inclusion) ก็อาจทำให้เกิดชนิดของอัญมณีต่าง ๆ กันด้วย เช่น quartz ที่มีตำหนิเป็นผลึก rutile ทำให้เกิดชนิดของ quartz ที่เรียกว่า rutilated quartz และชนิดของอัญมณีมีการเรียกชื่อแตกต่างกันไป บางกรณีเรียงตามสีของอัญมณี บางกรณีเรียกตามลักษณะปรากฏการณ์ หรือเรียกชื่อเฉพาะ

rutilated quartz จาก Freewebs.com
ภาพ Rutilated quartz จาก Freewebs.com

ตัวอย่าง ชนิดของ (varieties) ของอัญมณีได้แก่

Variety

species

ลักษณะ

Alexandrite chrysoberyl มีปรากฏการณ์การเปลี่ยนสี (color change)
Amethyst                                     quartz สีม่วง
Aquamarine beryl สีฟ้าถึงฟ้าแกมเขียว
Citrine quartz สีส้มถึงสีเหลือง
Emerald beryl สีเขียว
Ruby corundum สีแดง
Sapphire corundum สีต่าง ๆ ยกเว้นสีแดง
Tiger’s-eye quartz ทึบแสง สีเหลืองถึงสีน้ำตาล มีปรากฏการณ์ตาแมว (cat’s eye effect)

อัญมณีที่ไม่มีลักษณะเด่นชัดไม่มีชื่อเรียก varieties ก็จะใช้ชื่อ species และบอกชนิดของอัญมณีโดยใช้สีหรือปรากฏการณ์ เช่น red spinel, yellow beryl, blue topaz, cat’s eye chrysoberyl และ star diopside
ในอัญมณีบางประเภทจะไม่มีชื่อของ varieties เฉพาะ แต่ใช้ชื่อเรียกตามสี เช่น spinel, topaz และ zircon
อัญมณีบางประเภทใช้เรียกลักษณะสีเปรียบเทียบ เช่น quartz ที่มีสีน้ำตาลใกล้ดำโปร่งใสว่า smoky quartz หรือ quartz ที่มีลักษณะถึงโปร่งใสถึงโปร่งแสงชมพูว่า rose quartz

Smokey Quartz จาก crystalage.com rose quartz จาก ebay.com

ภาพ Smoky quartz quartz จาก crystalage.com

ภาพ Rose quartz จาก ebay.com

 
อัญมณี opal ที่มีลักษณะโปร่งใสมีเนื้อสีเหลืองส้ม หรือแดงซึ่งไม่มีการ เล่นสี เรียกว่า fire opal
ในบางครั้งเราเรียกชนิดของอัญมณีด้วยสีและปรากฎการณ์เพื่อให้เห็นลักษณะเด่นชัดเช่น ruby หรือ sapphire ที่มีสาแหรก (star) ว่า star ruby หรือ star sapphire หรือเรียก aquamarine ที่มีปรากฏการณ์ตาแมวว่า cat’s eye aquamarine เป็นต้น

star ruby จาก Palagems.com 
ภาพ Star ruby จาก Palagems.com

นอกจากนี้บางชื่อเรียก varieties ตามแหล่งของอัญมณีชนิดนั้น ๆ เช่น Tanzanite ซึ่งเป็นชื่อเรียก zoisite สีน้ำเงินแกมม่วงที่พบในประเทศ Tanzania เป็นต้น

 

ข้อมูล : วิชาปฎิบัติการวิเคราะห์อัญมณี สาขาวิชา วัสดุศาสตร์ (อัญมณีและเครื่องประดับ) คณะวิทยาศาสตร์   มหาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ภาพประกอบ : Khulsey.com

 
หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

คุณสมบัติของแร่ที่เป็นอัญมณี - คุณสมบัติทางกายภาพ

3/14/2552 | Posted in , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | Read More »

คุณสมบัติของแร่ที่เป็นอัญมณี - คุณสมบัติทางกายภาพ

โดย นายโพยม อรัณยกานนท์  , ผศ.ดร. กาญจนา   ชูครุวงศ์

อัญมณีส่วนใหญ่เป็นแร่ เราจึงสามารถศึกษาเรียนรู้และเข้าใจถึงโครงสร้างและคุณสมบัติในด้านต่างๆของอัญมณีได้อย่างค่อนข้างสะดวกและรวดเร็ว แร่ทุกชนิดจะจัดแบ่งแยกจากกันได้โดยลักษณะโครงสร้างทางผลึกและส่วนประกอบทางเคมี ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมาก เนื่องจากว่าจะไม่มีแร่หรืออัญมณี 2 ชนิดใดที่มีลักษณะโครงสร้างทางผลึกและองค์ประกอบทางเคมีที่เหมือนกันทุกประการ คือ อาจมีความแตกต่างในคุณสมบัติทางกายภาพ ทางแสง และทางเคมี ดังนั้น จึงสามารถใช้ความแตกต่างในคุณสมบัติดังกล่าว มาช่วยในการตรวจจำแนกชนิดและคุณค่าราคาของอัญมณีต่างๆ ได้

คุณสมบัติทางกายภาพ (Physical properties)

รูปแบบที่อะตอมต่างๆของธาตุที่ประกอบเป็นอัญมณี จัดเรียงตัวเกาะกลุ่มในโครงสร้างของผลึกของอัญมณีนั้นๆ เป็นตัวกำหนดถึงคุณสมบัติทางกายภาพที่แตกต่างกันของอัญมณีนั้นกับอัญมณีชนิดอื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้ในการตรวจจำแนกชนิดของอัญมณีได้ โดยวิธีการที่ไม่ทำให้อัญมณีนั้นเสียหายหรือถูกทำลายไป บางวิธีอาจจะใช้การคาดคะเน หรือโดยการใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ หรือเครื่องมือธรรมดาโดยทั่วไป คุณสมบัติทางกายภาพต่างๆ ได้แก่

ความแข็ง (Hardness)  คือความสามารถของอัญมณีในการต้านทานต่อการขูดขีด ขัดสี สึกกร่อนบนผิวหน้าเรียบ เป็นสิ่งที่พิจารณาได้ว่า อัญมณีชนิดใดมีความสามารถต่อการสวมใส่เพียงใด อัญมณีชนิดสามารถนำมาจัดเรียงลำดับความสามารถต้านทานต่อการขูดขีด จัดเป็นชุดลำดับของความแข็งที่มากกว่าหรือน้อยกว่า ในการวัดหาค่าความแข็งของอัญมณี ทำได้โดยการทดสอบการขูดขีดด้วยแร่ หรือด้วยปากกา
วัดค่าความแข็ง ระดับค่าความแข็งที่เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในทุกวันนี้ เป็นค่าความแข็งสัมพัทธ์ของโมส์ (Moh's scale) ซึ่งจัดแบ่งเรียงลำดับความแข็งของแร่ที่เพิ่มขึ้นจาก 1-10 ดังนี้
          1. ทัลก์ (Talc)  ความแข็ง  1-2  สามารถขูดขีดได้โดยเล็บมือ
          2. ยิปซัม  (Gypsum) สามารถขูดขีดได้โดยเหรียญทองแดง
          3. แคลไซต์  (Calcite) ความแข็ง  2-3  สามารถขูดขีดได้โดยใบมีดหรือกระจกหน้าต่าง
          4. ฟลูออไรต์ (Fluorite) ความแข็ง  3.5-4.5
          5. อะพาไทต์ (Apatite) ความแข็ง 5-6.5 มีดเล็ก ๆ ไม่สามรถขูดขีดได้ง่าย
          6. ออร์โทเคลส (Orthocleas) เฟลด์สปาร์ (Feldspar)
          7. ควอตซ์ (Quartz)
          8. โทพาซ (Topaz) แข็งมาก ไม่สามารถขูดขีดได้ด้วยแท่งเหล็ก
          9. คอรันดัม (Corrundum)
          10. เพชร (Diamond)

Mohs Hardness Scale
ภาพประกอบ AllAboutGemstones.com

แร่แต่ละชนิดดังกล่าว จะสามารถขูดแร่ พวกที่มีเลขต่ำกว่าได้แต่จะไม่สามารถขูดขีดแร่พวกที่มีเลขสูงกว่าได้ ตัวอย่างเช่น เพชร สามารถขูดขีดแร่ได้ทุกชนิด คอรันดัมจะไม่สามารถขูดขีดเพชรให้เป็นรอยได้ แต่สามารถขูดขีดโทแพซ ควอตซ์ ออร์โทเคลส ที่มีความแข็งรองลงมาได้ เป็นต้น อัญมณีที่มีค่าความแข็งเท่ากันสามารถขูดขีดกันให้เป็นรอยได้ ความแข็งของอัญมณีชนิดเดียวกันอาจจะ มีการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยได้ตามส่วนประกอบและลักษณะของการเกาะกลุ่มรวมกันของเนื้อแร่ หรือตามการผุเสื่อมสลายโดยธรรมชาติ ค่าความแข็งดังกล่าวนี้ เป็นค่าความแข็งที่เปรียบเทียบกันเท่านั้น มิใช่เป็นหน่วยวัดค่าความแข็ง ความแตกต่างของค่าความแข็งในแต่ละระดับก็ไม่เท่ากันเช่น ความแตกต่างของความแข็งระหว่างเพชร กับ คอรันดัม จะไม่เท่ากับความแตกต่างของความแข็งระหว่างคอรันดัมกับโทแพซ โดยทั่วไปแล้วอัญมณีที่มีค่าความแข็งตั้งแต่ 7 ขึ้นไปจะมีความคงทนเหมาะสมต่อการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ในการตรวจสอบชนิดของอัญมณีนั้นจะไม่นิยมใช้การทดสอบความแข็งกัน เนื่องจากจะทำให้อัญมณีที่ถูกทดสอบนั้นเสียหาย และอาจทำลายคุณค่าความสวยงามได้ แต่ในบางครั้งอาจจะใช้ได้ในกรณีจำเป็นสำหรับอัญมณีที่ยังไม่ได้เจียระไนหรือแกะสลัก ซึ่งมีความโปร่งแสงถึงทึบแสง แต่ไม่ควรใช้ทดสอบอัญมณีที่โปร่งใสเจียระไนแล้วเป็นอันขาด

ความแข็งของอัญมณีมีผลต่อการขัดเงาเมื่อเจียระไนคือ ความวาวและการสะท้อนของแสงที่ผิวหน้าของอัญมณีนั้น ๆ ซึ่งโดยทั่วไปอัญมณีที่มีความแข็งมากก็จะขัดเงาได้ง่าย มีความวาวสูงและสะท้อนแสงได้มาก การดูแลความวาวของอัญมณีก็จะคาดเดาความแข็งของอัญมณี และอาจเป็นแนวทางการวิเคราะห์อัญมณีได้

ในบางครั้งพบว่าอัญมณีจากแหล่งที่ต่างกันหรือมีสีต่างกัน มีความแข็งต่างกันด้วย ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากความแตกต่างของสารประกอบในตัวอัญมณีนั้น ๆ เพียงเล็กน้อยก็ส่งผลต่อความแข็งของอัญมณีได้ เช่น ช่างเจียระไนพบว่าทับทิมเนื้อนิ่มกว่าแซปไพร์ (sapphire) สีอื่น ๆ หรือ เพชรที่มาจากแหล่ง Australia และ Bumeo มีเนื้อที่ผิดปกติจากเพชรจาก แหล่งอื่น ทำให้เจียระไนยากซึ่งช่างเจียระไนจะต้องหาแนวที่จะเจียระไนให้เหมาะสม

 
ความเหนียว (Toughness) คือ ความสามารถของอัญมณีในการต้านทานต่อการแตกหักแตกร้าว การเกาะเกี่ยว เกาะกลุ่มอยู่ติดกันแน่นมาก แต่ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่มีบทบาทในการลดค่าความเหนียวของอัญมณี เช่น
การมีแนวแตกเรียบ (cleavage) เป็นการแตกอย่างมีทิศทางแน่นอน ขึ้นกับลักษณะโครงสร้างของผลึกแร่การแตกมีระนาบเรียบตามโครงสร้างอะตอมในผลึกแร่อาจเป็นแนวเดียวหรือหลายแนวก็ได้
การแตกแบบขนาน (parting) เป็นการแตกที่เกิดขึ้นในแนวโครงสร้างของแร่ที่ไม่แข็งแรงมักเป็นรอยต่อของผลึกแฝด
รอยแตกร้าว (fracture) เป็นการแตกที่เกิดขึ้นโดยไม่มีทิศทางที่แน่นอน มักมีลักษณะแตกต่างกันไปและเป็นลักษณะเฉพาะของแร่ เช่น แบบโค้งเว้าเหมือนก้นหอย หรือแบบเสี้ยนไม้ เป็นต้น

ความเหนียวไม่จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับความแข็ง ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายและชัดเจน ได้แก่ เพชร ซึ่งเป็นวัตถุธรรมชาติที่มีความแข็งมากที่สุดในโลก  สามารถขูดขีด ตัดสลักวัตถุหรืออัญมณีใดๆ ได้ แต่เพราะมีแนวแตกเรียบ (cleavage) ที่สมบูรณ์ ซึ่งสามารถแตกละเอียดได้หากถูกกระแทกในรอยแยกแนวเรียบ ดังนั้นในการตำหรือบดเพชรให้ละเอียดเพื่อนำเอาผงเพชรมาทำเป็นผงขัดหรือประลงในผิวใบเลื่อยต่างๆจึงใช้เหล็กซึ่งมีความเหนียวมากกว่าเป็นตัวตำให้ละเอียดลงไป ในขณะที่หยกเจไดต์ (Jadite) หรือเนไฟรต์ (Nephrite) ซึ่งเป็นอัญมณีที่มีความเหนียวมากเป็นพิเศษ สามารถที่จะนำมาเจียระไนตัดเป็นแผ่นบาง หรือแกะสลักในรูปแบบที่ซับซ้อนได้โดยไม่มีการแตกร้าว นำมาทำเครื่องประดับได้อย่างคงทนสวยงามดี การจัดแบ่งระดับความเหนียวของอัญมณีโดยทั่วไปแบ่งได้ดังนี้

Jadite and nephriteexceptional ได้แก่ หยก jadeite และ nephrite
excellent ได้แก่ corundum
good ได้แก่ quartz และ spinel
fair ได้แก่ tourmaline
poor  ได้แก่ feldspar และ topaz

 

ความถ่วงจำเพาะ  หรือ ความหนาแน่นสัมพัทธ์ (Specific gravity) เป็นอัตราส่วนระหว่างน้ำหนักของวัตถุกับน้ำหนักของน้ำที่มีปริมาตรเท่ากัน (ในอุณหภูมิ 4°c) ตัวอย่างเช่นทับทิมที่มีน้ำหนัก 5 กะรัตและน้ำที่มีปริมาณเท่ากันมีน้ำหนัก 1.25 กะรัต ค่าความถ่วงจำเพาะของทับทิมจะเท่ากับ 4.00 หรืออัญมณีใดๆ ที่มีค่าความถ่วงจำเพาะเท่ากับ 3 อัญมณีนั้นๆก็จะมีน้ำหนักเป็น 3 เท่าของน้ำหนักของน้ำที่มีปริมาตรเท่ากันนั่นเอง โดยทั่วไปแล้วค่าความถ่วงจำเพาะของอัญมณีแทบทุกชนิด จะมีค่าอยู่ในช่วงระหว่าง 1-7
อัญมณีที่มีค่าต่ำกว่า 2 ถือว่าเป็นชนิดเบา เช่น อำพัน
พวกที่มีค่าอยู่ระหว่าง 2 และ 4 เป็นชนิดปกติ เช่น ควอตซ์
พวกที่มีค่ามากกว่า 4 เป็นชนิดหนัก เช่น ดีบุก
สามารถนำค่าความถ่วงจำเพาะมาใช้เป็นข้อมูลเสริมช่วยในการตรวจจำแนกชนิดของอัญมณีได้ โดยเฉพาะพวกที่ไม่ได้อยู่ในตัวเรือน เพราะค่าความถ่วงจำเพาะของอัญมณีแต่ละชนิดนั้นมักจะมีค่าที่ค่อนข้างคงที่และสามารถตรวจสอบได้ง่ายโดยไม่ทำให้อัญมณีเสียหายด้วย วิธีการตรวจสอบค่าความถ่วงจำเพาะที่ได้ผลดี และเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป มีอยู่ 2 วิธีคือ
1) วิธีการชั่งน้ำหนักอัญมณีแบบแทนที่น้ำในเครื่องชั่ง (ใช้หลักการของอาร์คีมีเดส)
2) การใช้น้ำยาเคมีหนัก เช่น เมทิลีนไอโอไดด์โบรโมฟอร์ม ฯลฯ เป็นหลักในการตรวจสอบ

แต่ก็ยังมีปัญหาไม่ว่าในวิธีใดๆ นั่นคือ การมีมลทินตำหนิภายในเนื้ออัญมณี หรือรอยแตกร้าวต่างๆ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะมีผลต่อการตรวจสอบเพราะอาจทำให้ค่าที่ได้มีความผิดพลาดไปจากความเป็นจริง ถึงแม้ว่าอัญมณีนั้นจะเป็นผลึกเดี่ยวก็ตาม จึงควรจะต้องพิจารณาดูอัญมณีให้ละเอียดถึงลักษณะผิวเนื้อภายนอกและภายในทำความสะอาดอัญมณีให้หมดจด ระมัดระวังในการเตรียมตัวอย่างและเครื่องมือ มีการควบคุมอุณหภูมิขณะทำการตรวจให้คงที่ มีความละเอียดและทำการตรวจหลายๆ ครั้ง เพื่อนำมาสรุปผลให้ได้ค่าที่ถูกต้องมากขึ้น

ค่าความถ่วงจำเพาะยังช่วยในการคาดคะเนน้ำหนักและขนาดของอัญมณีได้ด้วย เช่น เพชรที่มีน้ำหนัก 1 กะรัตจะมีขนาดเล็กกว่าอะความารีนที่มีน้ำหนัก 1 กะรัตและเจียระไนแบบเดียวกัน ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากเพชรมีค่าความถ่วงจำเพาะหรือมีความหนาแน่นมากกว่าอะความารีน อัญมณีต่างชนิดกันแม้ว่ามีน้ำหนักเท่ากันแต่จะมีขนาดที่แตกต่างกันเสมอและอีกประการหนึ่ง อัญมณีที่มีค่าความแข็งสูงก็มักจะมีค่าความถ่วงจำเพาะสูงด้วย

รูปแบบของผลึก (Forms)  เป็นรูปร่างลักษณะผลึกภายนอกของแร่ที่เป็นอัญมณีชนิดต่างๆ ที่มองเห็นและพบได้โดยทั่วๆ ไปส่วนใหญ่มักจะเกิดเป็นผลึกเดี่ยวและมีการเติบโตขยายออกเป็นรูปร่างเห็นเด่นชัดเฉพาะตัว เช่น โกเมน (Garnet) มักจะพบในลักษณะรูปร่างแบบกลมคล้ายลูกตะกร้อ เพชร และ สปิเนล มักจะพบในรูปร่างลักษณะแบบแปดหน้ารูปพีระมิดประกบฐานเดียวกัน รูปแบบของผลึกยังอาจหมายถึง ชนิดของลักษณะผลึก (habits) ซึ่งอาจจะเป็นลักษณะแผ่นแบน รูปเข็มเล็กยาว แผ่นเรียวยาว แท่งหกเหลี่ยม แผ่นหนาก้อน กลุ่ม คล้ายเข็มคล้ายต้นไม้ คล้ายพวงองุ่น คล้ายไต เป็นต้น ในธรรมชาติจริงๆ แล้ว ผลึกอัญมณีที่เกิดขึ้นเป็นผลึกเดี่ยวและมีรูปร่างครบทุกหน้าผลึกที่ได้สัดส่วนหรือรูปร่างสมบูรณ์จะพบได้ยากมาก โดยมากจะพบเป็นผลึกขนาดเล็กละเอียดเกาะกลุ่มรวมกันเป็นผลึกแฝด หรือเป็นผลึกแฝดซ้ำซ้อน ชนิดของอัญมณีที่เป็นแร่ประเภทเดียวกันถ้าเกิดอยู่ในแหล่งหรือบริเวณที่แตกต่างกัน ก็อาจจะมีรูปร่างลักษณะผลึกภายนอกที่ต่างกันได้ โดยสรุปแล้วความรู้และความเข้าใจถึงความแตกต่างที่หลากหลายของรูปแบบของผลึก และรูปร่างลักษณะภายนอกของอัญมณีอาจมีประโยชน์ช่วยในการตรวจจำแนกชนิดอัญมณีที่เป็นผลึกก้อนได้อย่างง่ายๆ หรือบางครั้งอาจสามารถบอกแหล่งกำเนิดได้ด้วย


ภาพผลึกของโกเมน จาก www.khulsey.com

ข้อมูล : วิชาปฎิบัติการวิเคราะห์อัญมณี สาขาวิชา วัสดุศาสตร์ (อัญมณีและเครื่องประดับ) คณะวิทยาศาสตร์   มหาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 20

3/13/2552 | Posted in , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | Read More »

ความคิดเห็นล่าสุด

บทความล่าสุด