Loading
250x250 Free Watch

สมัครสมาชิกเพื่อรับข่าวสารทางอีเมล์:

กรุณาตรวจสอบอีเมล์เพื่อยืนยันหลังจากทำการสมัคร

โพสล่าสุด

แบ่งปัน

เตือนระวังซื้อ'ทองยัดไส้'

ภาพจาก namchiang.comนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า เนื่องจากปัจจุบันราคาทองคำมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจึงทำให้มีกลุ่มมิจฉาชีพที่เคยเป็นช่างทองตกงานร่วมมือกับนายทุนนำทองคำจริงมาดัดแปลงนำสิ่งที่ไม่ใช่ทองยัดไส้เข้าไปในทองรูปพรรณ แล้วนำไปหลอกขายให้กับร้านทอง หรือโรงรับจำนำ น้ำหนักเส้นละ 2-3 บาท ซึ่งเรียกกันว่า “ทองยัดไส้” ซึ่งกำลังระบาดอย่างหนักในขณะนี้ โดยเฉพาะร้านทองและโรงรับจำนำย่านชานเมืองและอำเภอรอบนอก เพราะร้านทองและโรงรับจำนำเหล่านี้ไม่มีผู้เชี่ยวชาญเรื่องทองโดยเฉพาะ จึงทำให้ถูกหลอกได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม สคบ. ได้เชิญสมาคมผู้ค้าทองคำ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ และกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับผู้บริโภค และอนุกรรมการป้องปราบปรามการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มาหาแนวทางร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาทองคำที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยสมาคมผู้ค้าทองคำได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งดำเนินคดี และขยายผลจับกุมมิจฉาชีพเหล่านี้ให้ถึงต้นตอ เพื่อตัดวงจรทองยัดไส้ไม่ให้แพร่หลายในท้องตลาดอีกต่อไป

นายองอาจ กล่าวว่า ในฐานะประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) จะทำหนังสือถึง ผบ.ตร.เพื่อให้สั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศดำเนินคดีกับมิจฉาชีพ เหล่านี้อย่างเด็ดขาดต่อไป แม้ในปัจจุบันบทลงโทษของผู้กระทำผิดในกรณีนี้ยังไม่มากเท่าใดก็ตาม โดยมีโทษจำคุกเพียง 1 เดือน และที่ผ่านมาเวลามีการตรวจจับได้ มักจะมีการยอมความกัน ทำให้มิจฉาชีพเหล่านี้ไม่ถูกดำเนินคดี จึงทำให้มีทองยัดไส้หมุนเวียนอยู่ในท้องตลาด และนับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคไม่สามารถทราบได้เลยว่าทองที่ไปซื้อมานั้นเป็นทองยัดไส้หรือ ไม่ ซึ่งในส่วนของภาครัฐต้องใช้วิธีตรวจสอบ โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกตรวจสอบตามร้านค้าและโรงงานผู้ผลิตทองคำอย่างเข้มงวด

“นอกจากทองคำยัดไส้แล้ว ยังมีทองคำที่มีเปอร์เซ็นต์ทองต่ำ ไม่ได้มาตรฐาน 96.5% ที่กำหนด หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ทองเขียว เริ่มมีการนำออกมาจำหน่ายอีกครั้ง ซึ่งทองเหล่านี้ จะออกมาจากโรงงานผู้ผลิตโดยตรง ที่ผ่านมา สคบ. เข้มงวดกับโรงงงานผู้ผลิต ร้านค้าส่งและสุ่มตรวจร้านทองต่าง ๆ ก็ทำให้ทองเขียวหายไปจากท้องตลาดแต่พอทองคำมีราคาแพงขึ้น การเข้มงวดน้อยลง จึงทำให้เริ่มมีทองเขียวออกมาสู่ท้องตลาดอีกครั้ง จึงได้มอบให้ สคบ. ร่วมกับสมาคมผู้ค้าทองคำ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ อนุกรรมการป้องปราบปรามการละเมิดสิทธิผู้บริโภค และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปคบ. ไปตรวจสอบคุณภาพทองคำตามโรงงาน ร้านค้าส่ง และร้านทองอย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อป้องกันไม่ให้มีทองเขียวออกวางจำหน่ายตามร้านทองอีก”

ทั้งนี้ ราคาทองคำปัจจุบันมีราคาสูงขึ้น ทำให้แก๊งมิจฉาชีพคิดหาทางที่จะออกกลโกงต่าง ๆ มาหลอกผู้บริโภค ซึ่งเรื่องนี้ประชาชนหากซื้อทองต้องตรวจสอบให้รอบคอบ

ข้อมูล เดลินิวส์ 14 ธันวาคม 2553

เพิ่มเติม เทคนิคการดูทองปลอม

12/15/2553 | Posted in , , , | Read More »

Spring 2011 Jewelry Trend

หลังจากที่ Pantone ได้ทำการสำรวจเทรนด์การเลือกใช้สีของดีไซน์เนอร์ชื่อดังจาก New York Fashion Week ก็ได้บทสรุปของเทรนด์สีประจำ Spring 2011 ตามภาพข้างล่างนี้ค่ะ

ภาพจาก jewelry.com

ซึ่งเมื่อนำมาแปลผลสำหรับเทรนด์ของอัญมณีและเครื่องประดับ ก็จะพบว่า โลหะสีขาวแวววาวนั้นมาแรงค่ะ ส่วนอัญมณีนั้น เทอร์ควอยส์ซึ่งฮิตในปี 2010 ยังคงครองตำแหน่งอยู่ และมีอัญมณีสีพาสเทลหวานๆ อย่างเช่น tanzanite ametyhst และ pink sapphire มาให้เห็นด้วย ส่วนเครื่องประดับพวกกำไลไม้ และสร้อยลูกปัดก็จะกลับมาฮิตอีกครั้งหนึ่ง ส่วนเทรนด์นี้จะเป็นจริงแค่ไหน ต้องคอยติดตามกันค่ะ

ข้อมูลและภาพประกอบ Pantone's Pink Prediction

10/28/2553 | Posted in , , , , , , , , , , , | Read More »

กำไล 46664

ภาพจาก www.justluxe.com ภาพจาก www.justluxe.com

กำไลที่เห็นนี้กำลังเป็นที่ฮิตกันมากในเหล่าเซเลบและดาราฮอลีวู้ดค่ะ ซึ่งเป็นกระแสมาจาก Morgan Freeman ที่ได้สวมกำไลแพลตินั่มประดับด้วยมรกตและเพชรสีดำ ซึ่งมีตัวเลข 46664 ในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นานนี้ ออกแบบโดย Sabina Roemer

กระแสฮิตของกำไล 46664 นี้ ไม่เพียงแค่ว่ามันเป็นกำไลที่ดูมีสไตล์เมื่อสวมใส่เท่านั้น แต่ผู้ที่สวมใส่ยังมีโอกาสได้ร่วมสนับสนุนโครงการการกุศลของ Nelson Mandela ผู้นำการต่อต้านการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ อีกด้วย คล้ายๆกับการซื้อ wrist band ช่วยการกุศลนั่นเองค่ะ เพียงแต่ว่ากำไล 46664 นี้ทำจากโลหะมีค่า ซึ่งสนนราคาเริ่มต้นที่ 23.95 เหรียญสหรัฐสำหรับกำไลทองแดง ไปจนถึง 12,900 เหรียญสหรัฐสำหรับกำไลแพลตินั่ม

แรงบันดาลใจของตัวเลข 46664 นั้นมาจาก466 ซึ่งเป็นหมายเลขประจำตัวนักโทษของ Nelson Mandela ที่ถูกจองจำในปี 1964

ข้อมูล Luxist

3/17/2553 | Posted in , , , , , , , | Read More »

เหรียญทองมีมูลค่าเท่าไหร่กันนะ?

http://www.luxist.com/category/jewelry เคยสงสัยมั๊ยคะว่า เหรียญรางวัลที่นักกีฬาได้รับในการแข่งขันกีฬานั้นจะเป็นทองจริงๆรึเปล่า และมีมูลค่าเท่าไหร่

มีการเปิดเผยเรื่องนี้โดยยกกรณีศึกษาจาก เหรียญรางวัลในกีฬาโอลิมปิคฤดูหนาว 2010 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เมื่อพิจารณาส่วนประกอบของเหรียญรางวัลแต่ละชนิด พบว่าเหรียญทองทำมาจากเงิน 550 กรัม ชุบทอง 6 กรัม เหรียญเงินทำมาจากทองแดง 41 กรัม ผสมกับเงิน 509 กรัม ส่วนเหรียญทองแดงนั้นทำจากโลหะผสมระหว่างทองแดง ตะกั่วและสังกะสี ซึ่งถ้าเทียบจากมูลค่าตามตลาด ณ ปัจจุบัน มูลค่าของเหรียญทองจะตกที่ราว 494 เหรียญสหรัฐ เหรียญเงิน 260 เหรียญสหรัฐ ส่วนเหรียญทองแดงนั้นมีมูลค่าเพียง 3 เหรียญสหรัฐเท่านั้นเอง

ที่มา Luxist

3/12/2553 | Posted in , , , | Read More »

Jewelry from 52nd Grammy Awards

ทราบผลกันไปแล้วสำหรับงานของคนดนตรี Grammy Awards ครั้งที่ 52 ที่จัดไปเมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา งานนี้ต่างหูเพชรและสร้อยข้อมือเพชรดูจะได้รับความนิยม ซึ่งคงจะเป็นเทรนด์ของปีนี้จริงๆ แฟชั่นในงานนอกจากสาวๆแล้ว หนุ่มๆก็ยังใส่เครื่องประดับมาโชว์กันด้วย ซึ่งนับว่าเป็นสีสันของงาน Grammy Awards ในทุกๆปี

Beyonce ดาวเด่นของงานนี้ กับรางวัลที่ได้รับไปทั้งหมด 6 รางวัล มาพร้อมกับต่างหูห่วงโดย Lorraine Schwartz ทำจากแพลตินั่มประดับเพชรกว่า 400 กะรัต เข้ากันได้ดีกับชุดราตรีที่ถักทอได้อย่างอัศจรรย์

งานนี้นักร้องสาวเสียงดี Taylor Swift เลือกแต่งดำทั้งตัว เครื่องประดับที่ใช้ก็เป็นต่างหูแพลตินั่มรมดำประดับเพชรจาก Ofira

Carrie Ann Inaba มาพร้อมกับต่างหูรูปร่างแปลกตาที่ทำจากทองคำประดับเพชรเม็ดใหญ่จาก Neli Lane

 

Pink สาวซ่ามาในชุดเกาะอกชีฟองสีขาวที่มีลูกเล่นตรงที่มีการประดับคริสตัลบริเวณหน้าอก เธอเลือกต่างหูแพลตินั่มประดับเพชรทรงหยดน้ำ จาก Niel Lane น้ำหนักเพชรทั้งหมดราว 30 กะรัต ที่น่าสนใจคือ กิ๊บติดผมรูปดาวที่ทำจากเพชร มูลค่าเครื่องประดับที่เธอเลือกมาใส่นั้นสูงถึง 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ

ต่างหูของ Shaila Durcal นั้นน่ารักมาก ทำจากเพชรเม็ดเล็กๆฝังบนตัวเรือนรูปดอกไม้ ซึ่งช่วยให้ไม่ข่มความสดใสของชุดที่ใส่

แม้ว่าเพชรจะได้รับความนิยมยามออกงาน แต่ Giuliana Rancic กลับเลือกต่างหูคริสตัลขนาดใหญ่มาใช้

นอกจากต่างหูแล้ว Pink ยังเลือกใส่แหวนเพชรและสร้อยข้อมือเพชรตัวเรือนแพลตินั่มจาก Neil Lane ซึ่ง Fergie ก็มาในสไตล์ที่ใกล้เคียงกันทั้งโทนสีของชุดและสร้อยข้อมือเพชรจาก Cartier มูลค่า 268,000 เหรียญสหรัฐ ส่วน Giuliana Rancic นั้นแหวกแนวกว่าสาวคนอื่นๆ เธอเลือกสร้อยข้อมือคริสตัลสีแดงเข้มที่สร้างลุค glam rock และเข้าชุดกับต่างหูที่ใส่

มาดูจิวเวลรี่ของหนุ่มๆกันบ้าง ซึ่งน่าทึ่งไม่แพ้ของสาวๆ อย่างนาฬิกาฝังเพชรและแหวนเพชรวงบิ๊กบึ๊มที่ Twista ใส่นั้นส่องประกายทะลุเสื้อสูทออกมาเลยทีเดียว

ลุง Bill Miller มาในลุคของอินเดียนแดงกับเครื่องประดับชนเผ่า

ส่วน Jay Manuel ซึ่งเราคุ้นหน้ากันดีจาก American’s Next Top Model มาพร้อมกับสร้อยคอ 3 เส้นรูปทรงต่างๆกันไป

ข้อมูลและภาพประกอบ About.com

2/03/2553 | Posted in , , , , , , , , | Read More »

อัญมณีกับชิ้นงานที่แพงที่สุดในโลก

ถ้าอยากจะทำให้สิ่งของธรรมดาๆ มีมูลค่าสูงขึ้นมาทันตาเห็น วิธีการใช้อัญมณีเป็นตัวช่วยน่าจะเป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุดนะคะ เนื่องจากอัญมณีนั้นมีคุณค่าและราคาสูงอยู่ในตัวเอง ช่วยสร้างความหรูหรา น่าครอบครองให้กับสิ่งของที่นำไปประดับตกแต่งได้อย่างมาก และยังทำให้กลายเป็น talk of the town ได้ด้วยค่ะ ดังจะเห็นได้จากการนำเสนอข่าวของสินค้าที่แพงที่สุดในโลก ส่วนใหญ่ล้วนผลิตมาจากโลหะมีค่าและประดับด้วยอัญมณีทั้งนั้น เมื่อแพงที่สุดในโลก จำนวนชิ้นก็ย่อมน้อยตามความแพงไปด้วยค่ะ จึงถือว่าเป็นสุดยอดชิ้นงานจริงๆ เราได้รวบรวมตัวอย่างของชิ้นงานที่แพงที่สุดในโลก จากการสร้างสรรค์ของนักออกแบบที่ใช้อัญมณีมาทำให้ชิ้นงานธรรมดาๆที่ใครๆก็สามารถเป็นเจ้าของได้ กลายเป็นชิ้นงานที่มีเพียงน้อยชิ้นในโลกเท่านั้น

 

เข็มขัด Gucci แพงที่สุดในโลก
ผลงานการออกแบบของ Stuart Hughes เจ้าของธุรกิจและดีไซเนอร์ชาวอังกฤษ ที่ได้จัดการแปลงโฉมเข็มขัดยี่ห้อกุชชี่เส้นนี้ขึ้นใหม่  โดยใช้แพลตินัม 250 กรัมและเพชรเม็ดจิ๋ว น้ำหนักรวม 30 กะรัต ฝั่งลงบนตัว G ซึ่งเป็นโลโก้หัวเข็มขัด จนกลายเป็นเข็มขัดกุชชี่เวอร์ชั่นสุดหรูนี้ ซึ่งเป็นการผลิตตามคำสั่งของลูกค้ารายหนึ่ง และทางผู้จัดจำหน่าย ซึ่งก็คือ Republica จะผลิตตามคำสั่งอีกเพียง 2 เส้นเท่านั้น สนนราคาเส้นละ 155,995 ปอนด์

 

iDiamond_pdf

iPod เพชร แพงที่สุดในโลก
เครื่องเล่น iPod นี้ทำจากทองคำประดับด้วยเพชรจำนวน 430 เม็ด เป็นผลงานของ Thomas Heyerdahl ชาวนอรเวย์ ซึ่งได้นำไปประมูลเพื่อการกุศลในลอนดอน ราคาประมูลตั้งไว้เริ่มต้นที่ 31,000 ยูโร ซึ่งไม่มีการเปิดเผยราคาสูงสุดจากการประมูล แต่ที่แน่ๆคือ เป็น iPod ที่ทำขึ้นเพียงชิ้นเดียวในโลก และตอนนี้ก็มีเจ้าของไปแล้วด้วย



มือถือ Nokia ที่แพงที่สุดในโลก
Nokia Supreme ได้รับตำแหน่งมือถือโนเกียที่แพงที่สุดในโลก ตัวเครื่องทำจากทองคำขาว 83 กรัม ฝังเพชรสีชมพูอีก 1,225 เม็ด เม็ดกลางตรงปุ่มควบคุมทิศทางขนาด 3 กะรัต สนนราคา 5.6 ล้านบาท

 610x
คิดตี้ที่แพงที่สุดในโลก
ส่วน Hello Kitty ตัวนี้ (ภาพซ้าย) เป็นเหมียวคิตตี้ที่แพงที่สุดในโลก ทำจากทองคำขาวเพื่อฉลองในงานครบรอบ 30 ปีของคิตตี้ โดยมีการเปิดตัวครั้งแรกที่ห้างสรรพสินค้า Mitsukoshi ในประเทศญี่ปุ่นเช่นกัน ตัวตุ๊กตามีความสูง 41 มิลลิเมตร น้ำหนัก 75 กรัม ตกแต่งด้วยผ้าคลุมที่ประดับด้วยเพชร 205 เม็ด น้ำหนักรวม 4.1 กะรัต และถือคฑาประดับด้วยเพชรสีชมพูน้ำหนัก 0.753 กะรัต สนนราคา 10 ล้านเยน!!!

แต่แล้วเหมียวคิตตี้ทองคำขาวตัวนี้ก็โดนโค่นแชมป์ด้วย น้องคิตตี้ตัวใหม่ล่าสุด (ภาพขวา) ซึ่งผลิตขึ้นสำหรับเฉลิมฉลองงานคริสต์มาสในปี 2006 ที่ห้างสรรพสินค้า Mitsukoshi เช่นเดิม คิตตี้ตัวล่าสุดนี้มีโบว์ที่ประดับด้วยทับทิม เเซฟไฟร์ และเพชร มีความสูง 56 มิลลิเมตร น้ำหนัก 590 กรัม ราคา 18.9 ล้านเยน

 

เค้กแต่งงานที่แพงที่สุดในโลก
ด้วยมูลค่าถึง 20 ล้านเหรียญสหรัฐ เพชรพลอยและเครื่องประดับถูกตกแต่งอย่างงดงามอลังการบนเค้กแต่งงานก้อนนี้ โดยฝีมือของนักออกแบบจิวเวลรี่ "มีมี่ โซ"  มีการจัดโชว์อยู่ในงานรวบรวมแบรนด์หรูเกี่ยวกับเจ้าสาว ย่านเบเวอรี่ ฮิลล์ ในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

 


ขนมหวานที่แพงที่สุดในโลก

"Frozen Haute Chocolate " จากร้าน Serendipity 3 ในนิวยอร์ค มีราคาถึงถ้วยละ 25,000 เหรียญสหรัฐ สร้างสรรค์โดยสตีเฟน บรูซ เจ้าของร้าน จับมือกับร้านเพชรหรู ยูโฟเรียนิวยอร์ค ขนมหวานถ้วยนี้ทำจากเมล็ดโกโก้ 28 พันธุ์ ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นพันธุ์ที่หายากและราคาแพงที่สุดในโลก ด้านบนโรยด้วยทองคำกินได้ 23 กะรัต ในปริมาณ 2 ออนซ์ และช็อคโกแลต La Madeline au Truffle จากร้าน Knipschildt Chocolatier ซึ่งปกติขายในราคาปอนด์ละ 88,440 บาท เสริ์ฟมาในถ้วยแก้วที่มีทองคำ 18 กะรัตตกแต่งเป็นสร้อยโอบรอบโคนถ้วย ด้านล่างตกแต่งด้วยกำไลข้อมือทองคำ 18K และเพชรขาว 1 กะรัต
นอกจากนี้ช้อนที่ใช้ตักกินก็เป็นช้อนทองคำที่ประดับด้วยเพชรสีขาว และสีช็อคโกแลต หลังจากอิ่มหน่ำสำราญแล้ว ทั้งหมดนี้สามารถนำกลับบ้านเป็นที่ระลึกได้ด้วย

 

ค็อกเทลที่แพงที่สุดในโลก
" Flawless" คือชื่อของค็อกเทลแก้วนี้ ที่มีราคา 3,5000 ปอนด์ ส่วนผสมหลักประกอบด้วยสุราคอนญัก "หลุยส์ ที่ 12-Louis XII" ยุคพระเจ้าหลุยส์ ที่ 12 และ แชมเปญ "คริสตัล โรส-Crystal Rose" ซึ่งล้วนแพงระยับ นอกนั้นมีน้ำตาลทรายแดง สมุนไพรกาลิพีรสขมนิดๆ ปิดทับด้วยแผ่นทองคำเปลวชนิดรับประทานได้อีกเล็กน้อย
แต่มูลเหตุของความแพงอยู่ตรงก้นถ้วยแก้วคริสตัลที่ใช้บรรจุ เพราะเมื่อละเลียดดื่มจนหมด จะพบแหวนเพชรขาวพราวแพรว น้ำหนัก 11 กะรัต ที่ถูกจัดไว้ให้เป็นของกำนัล

 

น้ำดื่มแพงที่สุดในโลก

น้ำดื่ม Bling h2o ได้รับการยอมรับว่าแพงที่สุดในโลก ซึ่งไม่มีความพิเศษตรงแหล่งน้ำเหมือนกับน้ำดื่มแพงๆขวดอื่น แต่ความพิเศษนั้นอยู่ที่ตัวขวดประดับด้วยคริสตัลSwarovski และจุกไม้ก๊อกแท้ พร้อมด้วยสโลแกนว่า "ขวดน้ำที่คุณถือแล้วแสดงความเป็นตัวคุณเอง" ตัวขวดทำด้วยทรายชนิดพิเศษ และเจ้าของไอเดียน้ำดื่มสุดแพงนี้ก็เป็นถึงนักเขียนบทระดับรางวัลเอ็มมี่ที่เดียว  ราคาที่แสดงความเป็นคุณคือ 4,280 บาท สำหรับน้ำในขวดปริมาณ 750 มิลลิลิตร

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการนำอัญมณีมาประดับลงบนชิ้นงานเพื่อสร้างมูลค่าและความฮือฮาให้กับสังคม และแน่นอนว่ายังคงมีการคิดค้น ออกแบบ และผลิตชิ้นงานที่สร้างความสนใจได้มากมายแบบนี้ออกมาอีกเรื่อยๆแน่ค่ะ

ข้อมูลและภาพประกอบ Thaidirr, @Cloud, whatphone, Mahacode, FukDuk

1/27/2553 | Posted in , , , , , , | Read More »

สนิมของทองคำ

จากการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการขุดค้นพบแร่ทองคำในประเทศไทย ทำให้มีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการทำเหมืองแร่ทองคำ วันนี้จึงขอนำบทความจาก ดร. ไสว บุญมา ซึ่งได้ให้ความรู้เกี่ยวกับปัญหาของการทำเหมืองแร่ทองคำในลุ่มน้ำอะเมซอนค่ะ


ณ วันนี้ ผู้ที่ลงทุนซื้อทองคำเก็บไว้เมื่อหลายปีก่อน คงนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับกำไรที่ทำได้อย่างงดงาม โดยเฉพาะผู้ที่ซื้อไว้เป็นเวลากว่าห้าปี เนื่องจากไม่มีการลงทุนหรือการเก็งกำไรชนิดไหนในช่วงห้าปีที่ผ่านมา จะทำกำไรได้ถึงสามเท่าของเงินทุนเช่นการซื้อทองคำ แต่ผู้ที่เพิ่งซื้อเมื่อเดือนสองเดือนที่ผ่านมา คงจะตกอยู่ในภาวะหายใจไม่ค่อยทั่วท้องบ้างเป็นครั้งคราว ภาวะเช่นนี้จะคงอยู่ต่อไปแม้จะมีผู้ทำนายว่าราคาทองคำจะ ยังเพิ่มขึ้นอีก ทั้งนี้ เพราะในเวลาเดียวกันมีผู้แย้งว่า ย้อนไปห้าปีบรรดาผู้เชี่ยวชาญก็พากันยืนยันอย่างแข็งขันว่าราคาบ้านใน อเมริกาจะไม่มีทางตก เนื่องจากผมไม่มีความสามารถที่จะฟันธงลงไปว่าราคาทองคำจะวิวัฒน์ไปทางไหน ผมจะไม่เขียนถึงเรื่องราคาในอนาคต แต่จะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลพวงที่ทองคำทำให้เกิดขึ้น

ผู้สนใจในเรื่องราวของทองคำคงทราบแล้วว่า ผู้ผลิตทองคำราย ใหญ่ ได้แก่ จีน แอฟริกาใต้ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย รัสเซีย และเปรู เมื่อเร็วๆ นี้ มีสำนักข่าวหลายแห่งส่งพนักงานไปดูการทำเหมืองทองคำที่ เปรูและนำเรื่องราวมาเล่าไว้ในสื่อต่างๆ รวมทั้งในหนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์ และในเว็บไซต์ของบีบีซี เนื้อเรื่องชี้ให้เห็นกระบวนการและปัญหาของการทำเหมืองทองคำในเขตป่าอะเมซอนซึ่งครั้งหนึ่งผมได้ไปดู จึงขอนำมาเล่าสู่กัน

เราทราบดีแล้วว่าป่าอะเมซอนเป็นป่าดงดิบขนาดใหญ่ ซึ่งอยู่ในเขตของประเทศบราซิลเป็นส่วนมาก นอกจากนั้น ส่วนหนึ่งยังครอบคลุมไปถึงอีกหลายประเทศ รวมทั้งเปรูทางตะวันตกและกายอานาทางตะวันออกของทวีปอเมริกาใต้อีกด้วย รายงานการทำเหมืองทองคำในเปรูไม่ต่างกับการทำเหมืองทองคำที่ผมเห็นในกายอานา ยกเว้นในแง่ที่มันมีขนาดใหญ่โตกว่าเท่านั้น ราคาของทองคำที่พุ่งขึ้นไปทำให้การขุดค้นหาทองคำและการทำเหมืองทั้งในกายอานาและในเปรูแพร่ขยายออกไปอีก


www.churchtimes.co.uk

เหมืองแร่ทองคำ Eldorado do Juma wildcat ในบราซิล

การขุดค้นหาทองคำและการทำเหมืองดังกล่าวเป็นการทำที่ไม่มีใบอนุญาตและการควบคุมของรัฐบาล และเป็นกิจการขนาดเล็กจำพวกร่อนทรายหาทองคำตาม ลำธารไปจนถึงการใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ไถ ขุด เจาะพ่นน้ำและร่อนหาแร่ทอง พวกร่อนทรายไม่ต้องตัดต้นไม้หรือทำลายชายฝั่งของลำน้ำเพื่อค้นหาแร่ ฉะนั้นกิจการของพวกเขามักไม่มีผลกระทบทางลบในด้านการตัดไม้ทำลายป่าและแหล่ง น้ำ อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการแยกละอองทองคำออก จากทราย พวกเขาใช้ปรอทผสมลงในทราย เพื่อให้ละอองของทองเกาะปรอท หลังจากแยกปรอทออกทรายได้แล้ว พวกเขาก็จะเผาปรอทโดยการเอาใส่ลงในภาชนะ อาทิเช่น กระทะ แล้วนำขึ้นลนไฟ ปรอทจะระเหยไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งทองไว้ที่ก้นภาชนะ ผู้เผาปรอทมักสูดควันอันแสนจะเป็นอันตรายเข้าไปในปอด นอกจากนั้น ในกระบวนการนี้มักมีปรอทตกหล่นอยู่ตามต้นน้ำ สารอันเป็นอันตรายสูงนี้จะถูกสัตว์น้ำตัวเล็กๆ กินเข้าไปและเมื่อปลาตัวใหญ่กว่ากินปลาเล็ก ปรอทก็จะเข้าไปอยู่ในวงจรอาหาร ซึ่งในที่สุดจะทำอันตรายให้แก่คน

พวกที่มีเครื่องจักรขนาดใหญ่จะทำลายสิ่งแวดล้อมสูงมาก เนื่องจากพวกเขาจะตัดต้นไม้ทำลายป่าดงดิบ ไถ ขุด เจาะพื้นดินและพ่นน้ำเข้าตามฝั่งลำธาร รายงานในหนังสือพิมพ์มีรูปการพังทลายของพื้นดินประกอบ และอ้างว่าถ้าอยากจะเห็น "แผลเป็น" ของการตัดต้นไม้พร้อมกับการทำลายสิ่งแวดล้อม จะต้องนั่งเครื่องบินขึ้นไปวนเวียนดูจึงจะรู้ว่ามันเป็นอย่างไร ย้อนไปเมื่อสมัยผมไปกายอานาบ่อยๆ ผมเคยนั่งเครื่องบินไปวนดูแผลเป็นดังกล่าว จึงนึกออกทันทีว่ามันน่าวิตกขนาดไหน นอกจากจะตัดต้นไม้จนเตียนหมดแล้ว การขุดดินเป็นสระเล็กใหญ่ยังก่อให้เกิดการพังทลายจนสายน้ำลำธารกลายเป็นสี โคลนอย่างกว้างขวางอีกด้วย นักขุดแร่พวกนี้มักใช้วิธีแยกทองด้วยการใช้ปรอทเช่นกัน ฉะนั้น พวกเขาสร้างผลกระทบเช่นเดียวกับพวกร่อนทรายในด้านการทิ้งปรอทไว้ในสิ่งแวดล้อม

http://news.mongabay.com/2006/1109-atbc.html http://news.mongabay.com/2006/1109-atbc.html
(ขวา) ภาพของแม่น้ำ Caura ที่ถูกทำลายหลังจากมีการทำเหมืองแร่ทองคำ เปรียบเทียบกับภาพซ้ายมือซึ่งแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าก่อนหน้านี้

นอกจากการทำเหมืองที่ไม่มีใบอนุญาตและขาดการควบคุม จะสร้างผลเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและทำอันตรายให้แก่ผู้กินปลาที่มีปรอทอยู่ใน ตัวแล้ว การทำเหมืองแร่ที่มีใบอนุญาตก็อาจทำอันตรายได้สูงด้วยเช่นกัน ในกรณีที่ผมมีโอกาสได้เห็นในกายอานา ผู้ประกอบการเหมืองทองคำใช้ กระบวนการแยกทองที่ต้องใช้ไซยาไนด์ ซึ่งเป็นอันตรายสูงมากในตัวของมันเองอยู่แล้ว กระบวนการนั้นเกิดน้ำผสมไซยาไนด์เป็นผลพลอยได้จำนวนมาก แต่หากทิ้งน้ำนั้นไว้ในสระที่ปลอดภัย สารไซยาไนด์จะค่อยๆ ระเหยไปโดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง แต่ถ้าผู้ประกอบการมักง่าย และปล่อยน้ำผสมไซยาไนด์ออกไปตามคลอง อันตรายร้ายแรงจะเกิดขึ้นกับสัตว์น้ำและคน แม้ผู้ประกอบการในกายอานาจะไม่มักง่ายเช่นนั้น แต่การที่กายอานามีฝนตกหนักเป็นครั้งคราว เมื่อฝนตกหนักเกินความคาดหมาย น้ำในสระที่มีไซยาไนด์ผสมอยู่ก็ล้นออกมา ยิ่งกว่านั้น ถ้าการสร้างสระดังกล่าวไม่รัดกุม ก้นสระอาจจะรั่ว หรือเขื่อนรอบสระอาจจะพังทลาย ปล่อยไซยาไนด์ออกไปจำนวนมากเช่นกัน เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในกายอานา และเมื่อปี 2543 ในโรมาเนีย สระดังกล่าวแตก น้ำผสมไซยาไนด์ทำปลาตายไปราว 150 ตัน และแหล่งน้ำดื่มน้ำใช้ถูกทำลายไปจำนวนมาก

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าทองคำทำ ประโยชน์ได้หลายอย่าง เนื่องจากมันไม่เป็นสนิม อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่ถูกนำไปทำเครื่องประดับ และเก็บไว้ในรูปของทองแท่ง ซึ่งส่วนหนึ่งธนาคารกลางของประเทศต่างๆ เก็บไว้แทนเงินสำรอง และอีกส่วนซื้อขายกันในตลาด เพื่อเก็งกำไร เนื่องจากในปัจจุบันนี้ ไม่มีการใช้ทองคำประกันค่าของเงินตราอีกแล้ว การเก็บทองคำไว้ในธนาคารกลาง จึงไม่มีความจำเป็นเช่นเดียวกับการซื้อเก็บไว้เพื่อเก็งกำไร จริงอยู่ตัวของทองคำไม่เป็นสนิม แต่อันตรายอันเกิดจากการทำลายสิ่งแวดล้อมดังที่เล่ามาอาจมองได้ว่าเป็นสนิมของทองคำ หวังว่าการพูดเช่นนี้ จะไม่ทำให้ผู้มีทองคำเก็บไว้เพื่อเก็งกำไรขุ่นเคืองมากนัก

ดย : ดร.ไสว บุญมา - http://www.namchiang.com/th/goldstory/353-2010-01-08-12-35-06.html

1/11/2553 | Posted in , , , , | Read More »

“ทองคำสีม่วง” เทรนด์ใหม่ตลาดทองสี

Purple-Gold01 ทองคำจัดเป็นเครื่องประดับที่มีคุณค่าทางจิตใจและมูลค่าทรัพย์สิน การมีทองคำไว้คอบครองแสดงถึงความมั่งคั่ง โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ร้านขายทองคำต่างได้รับผลกระทบจากจำนวนยอดขายที่ลดลง ซึ่งถ้าลวดลายหรือรูปแบบไม่โดดเด่นจริง ก็ไม่สามารถเรียกเงินจากลูกค้าได้ สำหรับดีไซน์เนอร์เองก็พยายามที่จะออกแบบทองคำให้มีความโดดเด่นไม่เฉพาะเรียกเงินจากกระเป๋าเศรษฐีเมืองไทย แต่ยังคาดหวังตลาดเครื่องประดับในต่างประเทศ

ล่าสุดทีมนักวิจัยคนไทยได้ค้นพบความสำเร็จในการทำทองคำสีม่วง (Purple Gold) ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และจัดเป็น 1 ใน 6 ประเทศของโลกที่ประสบความสำเร็จในการทำทองคำสีม่วง ผลงานการคิดค้นของ ดร.ขจีพร วงศ์ปรีดี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งใช้เวลาในคิดค้นและทดลองอยู่นานกว่า 2 ปี ก่อนจะออกมาเป็นทองคำสีม่วง ที่ไม่ใช่การชุบเพียงผิวภายนอก แต่เป็นสีม่วงที่อยู่ในเนื้อของทองคำ เพื่อตอบสนองกับความต้องการทองคำสีของตลาดทั่วโลกในยุคปัจจุบัน

ดร.ขจีพร เล่าว่า ทองคำสีม่วงเกิดขึ้นการผสมทองคำบริสุทธิ์ 75% กับ อลูมินั่ม 25% โดยการทำปฏิกริยาทางเคมีในห้องทดลอง ลักษณะของทองคำสีม่วงต่างจากทองคำสีเหลืองที่มี่อยู่ในปัจจุบันตรงที่จะมีความแข็งและเปราะหักได้ง่ายกว่า ซึ่งนักออกแบบจะต้องเข้าใจและต้องออกแบบให้เหมาะสมกับลักษณะของทองด้วย โดยการคิดค้นทองคำสีม่วงขึ้นมาในครั้งนี้ จุดประสงค์เพื่อนำมาใช้ออกแบบเป็นเครื่องประดับสำหรับผู้ที่ต้องการเครื่องประดับแนวดีไซน์ที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร

Purple-Gold02 การคิดค้นดังกล่าว ทางมหาวิทยาลัยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และทางบริษัท เจมส์ พาวิลเลี่ยน ครีเอชั่น ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งทางบริษัทจะได้รับลิขสิทธิ์ในการเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายทองคำสีม่วง โดยทางมหาวิทยาลัยได้ถ่ายทอดให้กับทางบริษัทและผู้ประกอบการทั่วไป ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถมาติดต่อขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีได้ด้วยเช่นกัน

สำหรับราคาเครื่องประดับจากทองคำสีม่วง จะมีราคาสูงกว่าเครื่องประดับทองคำที่จำหน่ายทั่วไปประมาณ 1.5 -2 เท่า สาเหตุเนื่องมาจากกระบวนการผลิตที่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากและแพงกว่า ทำให้ราคาทองคำสีม่วงมีราคาสูง ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการทำทองคำเพื่อใช้ในวงการเครื่องประดับและจิวเวอรี่อย่างเดียว แต่ผลการวิจัยทองคำสีม่วงยังสามารถนำไปใช้ในวงการอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอิเลกทรอนิกส์ เพื่อลดแรงเสียดทานได้ด้วย โดยได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปแล้ว

ทั้งนี้ในส่วนของ 6 ประเทศที่สามารถผลิตทองคำสีม่วงได้ประกอบไปด้วย สิงคโปร์ อิตาลี อัฟริกา ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ และไทย ในส่วนของโอกาสของทองคำสีม่วงอยู่ในกลุ่มของผู้ที่ต้องการเครื่องประดับในแนวดีไซน์ และแสดงถึงความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีการผลิตทองคำของเมืองไทยเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ ส่วนความเสี่ยงอยู่ที่ผู้นำไปจัดจำหน่ายเนื่องจากในช่วงนี้ราคาทองคำมีราคาสูง โอกาสและความต้องการของคนที่จะซื้อทองคำมีน้อยลงไปด้วย

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันทองคำที่บริโภคกันทั่วไปจะเป็นทองสีเหลือง รองลงมาเป็นทองสีขาว สุดท้ายทองสีแดง ส่วนในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศในแถบยุโรป จะนิยมบริโภคทองคำสีขาวเป็นส่วนใหญ่ ส่วน ตลาดทองสีในโลกปัจจุบัน จะมี สีฟ้า สีน้ำตาล สีส้ม สีดำ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการทำสีภายนอก สามารถลอกออกได้ เช่น สีดำ และสีฟ้า ส่วนสีน้ำตาลนั้น กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน ซึ่งสีน้ำตาลจะเป็นลักษณะสีอยู่ในเนื้อทองเช่นกัน ลักษณะคล้ายกับทองคำสีแดง หรือ ที่บ้านเราเรียกว่า นาค

ดร.ขจีพร กล่าวในท้ายที่สุดว่า ทางทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีแผนที่จะทำทองคำสีอื่นๆ ออกมาอีก เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้ผู้ประกอบการที่จำหน่ายทองคำได้มีทางเลือกมากขึ้น เพราะเชื่อว่าเทรนด์ของทองคำสีในประเทศไทยน่าจะได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเทรนด์ทองคำสีในต่างประเทศก็ได้รับความสนใจค่อนข้างมาก ถ้าเรามีทองคำสีต่างๆ เพิ่มมากขึ้น โอกาสในตลาดในการส่งออกเครื่องประดับไปต่างประเทศน่าจะมีเพิ่มมากขึ้น

ข้อมูลและภาพประกอบ thaismefranchise

12/28/2552 | Posted in , , , , , | Read More »

Silver Handcraft เรื่องเงินๆ ทั่วไทย ทั่วโลก

Silver Handcraft เกิดจากเจ้าของบลอคผู้ชื่นชอบในเครื่องเงินเป็นพิเศษ จึงได้รวบรวมเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเครื่องเงินไว้มากมาย ที่น่าสนใจมากๆคือ ประวัติความเป็นมาของเครื่องเงินจากแหล่งต่างๆในประเทศไทย เช่น เครื่องเงินศรีสัชนาลัย เครื่องเงินสุโขทัย เครื่องเงินวัวลาย ซึ่งคงจะรู้จักและเคยได้ยินชื่อกันดี แต่สำหรับเครื่องเงินชมพูภูคาของน่าน คงจะมีน้อยคนที่รู้จัก ดังนั้นควรรีบเข้าไปอ่านด่วนค่ะ

ไม่เพียงแต่เรื่องของเครื่องเงินเท่านั้นนะคะ ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารของเครื่องประดับอื่นๆ หรือการจัดกิจกรรมต่างๆ ก็มีการสรุปข่าวและประมวลภาพให้ชมกันด้วย เป็นอีกบลอคหนึ่งที่ไม่ควรพลาดค่ะ


silverhandcraft.com

แหล่งรวมข่าว แฟชั่น เทคนิค ที่มา เรื่องเครื่องเงิน ทั่วไทย ทั่วโลก ที่คุณอยากรู้

ภาพประกอบ Silverhandcraft

10/15/2552 | Posted in , , , , , , | Read More »

ครั้งแรกของการทำเครื่องประดับจาก Iridium

Iridium Ring American Elements บริษัทผู้ผลิตโลหะหายากเพื่อใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูงต่างๆ อาทิเช่น ชิ้นส่วนของยานอวกาศ ได้ทำการจดสิทธิบัตรในการผลิตเครื่องประดับจาก Iridium ซึ่งเป็นผลงานจากการร่วมมือของบริษัทฯและผู้ผลิตเครื่องประดับในนิวยอร์คและลอสแองเจลิส โดยเครื่องประดับทั้งหมดที่ผลิตขึ้นจาก iridium บริสุทธิ์ ได้แก่ แหวน สร้อยข้อมือ ต่างหู สายนาฬิกา และสร้อยคอ

Iridium เป็นโลหะใน platinum group ด้วยคุณสมบัติพิเศษที่มีความวาวมากที่สุดและเกิดความหมองได้น้อยที่สุดในบรรดาโลหะทั้งหมดที่มีการค้นพบในโลกนี้ จึงเป็นไปได้ว่าจะกลายเป็นโลหะที่มีค่ามากที่สุดในอนาคตสำหรับวงการเครื่องประดับก็เป็นได้ แต่เนื่องจาก iridium มีจุดหลอมเหลวที่สูงมากถึง 2,466 องศาเซลเซียส จึงต้องการเทคโนโลยีในการผลิตเครื่องประดับที่เหมาะสม

 

ข้อมูลและภาพประกอบ NationalJeweler

10/08/2552 | Posted in , , | Read More »

บทความสภาวะการณ์ของอัญมณีและเครื่องประดับ โดย GIT

แนะนำบทความใหม่ล่าสุดจากสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ

 

สร้างกระแสใหม่ด้วยเครื่องประดับสั่งทำ
การผลิตเครื่องประดับตามคำสั่งเฉพาะของลูกค้า จะได้รับคุณค่าที่สูงขึ้นและซาบซึ้งในคุณค่าของเครื่องประดับอันเป็นเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น ดังนั้นการผลิตตามสั่งจึงถูกมองว่าเป็นกระแสใหม่ในตลาดโลกและจะพบเห็นได้มากขึ้นในธุรกิจนี้ ซึ่งประธานบริหารของ Van Cleef & Arpels กล่าวว่า “การผลิตสินค้าสั่งทำเป็นกระแสใหม่มาแรงในตลาดโลก เพราะมันช่วยให้ผู้บริโภคสร้างความเป็นเอกลักษณ์และความแตกต่างให้แก่ตัวเลือกของตนได้

 

custom-jewelry_designภาวะเศรษฐกิจส่งผลต่องานออกแบบ
นักออกแบบยังคงสร้างสรรค์ผบงานใหม่ๆ แต่ก็มีผลงานจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ ในบางกรณีนักออกแบบยังคงยึดแนวคิดหลักของแบรนด์ แต่พัฒนาสินค้าที่ราคาต่ำกว่าเดิม เพื่อตอบสนองผู้บริโภคที่ใส่ใจเรื่องงบประมาณมากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงมีสินค้าใหม่น้อยลง และกระแสใหม่บางกระแสก็ลงหลักปักฐานได้อย่างมั่นคงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ากระแสนั้นเข้ากับจิตสำนึกของคนในปัจจุบัน ที่เน้นคุณค่าและไม่ต้องการอวดร่ำอวดรวย

 

 

ความต้องการเครื่องประดับในเฉิงตูพุ่งสูงเกินคาด
ความต้องการนับตั้งแต่ต้นปีเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าที่ผู้ค้าปลีกคาดการณ์ไว้ บางรายถึงขั้นรายงานว่ามีสินค้าบางประเภทไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเครื่องประดับเพชรที่มีความต้องการสูง ได้แก่ เครื่องประดับเพชรเม็ดเดี่ยวขนาด 20 พอยต์ รวมถึงเครื่องประดับที่ใช้เพชรตั้งแต่ 30 พอยต์ขึ้นไป นอกจากนี้เครื่องประดับที่น่าจับตามองในตลาดเฉิงตูยังมี เครื่องประดับหยกที่มีคุณภาพ เครื่องประดับทองคำ แพลตินัม และอัญมณี ตามลำดับ


ติดตามอ่านบทความที่น่าสนใจทั้งหมดได้ที่ GemClub Documents

8/25/2552 | Posted in , , , , , , , , | Read More »

คุณค่าที่มากกว่าความสวยงาม - ทองคำ

ภาพจาก pro.corbis.com ในยุคโบราณ ทองคำได้นำมาใช้เป็นเครื่องตกแต่งในพิธีกรรมทางศาสนา เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความมีอำนาจ ความสว่าง และความรุ่งเรือง นับเป็นเวลานานหลายศตวรรษที่ผ่านมา ทองคำยังคงสามารถใช้เป็นเงินตราที่มีค่าสูงสุด และเป็นโลหะชนิดเดียวที่ได้รับการยอมรับในทุกหนทุกแห่งในการใช้แลกเปลี่ยนต่างๆ

ซึ่งจริงๆแล้วโลหะมีค่านี้มีการนำมาใช้ประโยชน์ในทางอุตสาหกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีที่สำคัญๆต่างๆมากมาย เนื่องจากคุณสมบัติที่โดดเด่นหลายประการ คือ
1. สามารถตีแผ่ได้ (Mellability)
2. มีความเหนียว (Ductility) สูง
3. ทนการกัดกร่อน (Resistance to corrosion)
4. นำความร้อนและไฟฟ้า (Thermal and electrical conductivity)
5. สะท้อนแสงได้สูง (High reflectivity)

ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ จึงมีการนำทองคำมาใช้ในด้านต่างๆ ซึ่งล้วนแต่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษย์ทั้งสิ้น เช่น

ด้านอวกาศ (Aerospace)
ทองคำได้นำมาใช้เป็นชุดนักบินอวกาศและแคปซูล เพื่อป้องกันนักบินอวกาศจากรังสีที่มีพลังงานสูง ในขณะอยู่บนดวงจันทร์หรือในอวกาศ นอกจากนี้ทองบริสุทธิ์ยังใช้เคลือบเครื่องยนต์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ หมวกเหล็ก เกราะบังหน้า โซ่ โดยชั้นทองมีความหนา 0.000006 นิ้ว เพื่อสะท้อนรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นสาเหตุให้การทำงานของอุปกรณ์เหล่านี้เสื่อมประสิทธิภาพ

ด้านทันตกรรม (Dentistry)
ทันตแพทย์ได้ใช้ทองคำเพื่อครอบฟัน (Crown) เชื่อมฟัน (Bridge) เลี่ยมทอง (Gold inlays) และเป็นบางส่วนของฟันปลอม (Partial denture) เนื่องจากทองคำทนต่อการกัดกร่อน ทนต่อการหมองคล้ำ และมีความแข็งแรง ทองคำที่ใช้ในลักษณะนี้ จะอยู่ในรูปทองคำผสมกับธาตุอื่นๆ เช่น ธาตุแพลตตินัม

ด้านอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics)
มีการนำทองคำมาใช้เป็นวัสดุที่ใช้ทำเป็นหน้าสัมผัส (Contact) ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ อาทิ เครื่องคิดเลข ทีวี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอื่นๆ เนื่องจากทองคำมีค่าการนำไฟฟ้าสูงและทนต่อการกัดกร่อน ทำให้อุปกรณ์ดังกล่าวมีประสิทธิภาพ และมีอายุใช้งานได้ยาวนาน

นอกจากทองคำแล้ว ยังมีอัญมณีมีค่าอีกชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งจะนำเสนอในครั้งต่อไป…

ข้อมูล สิริพรรณ นิลไพรัช สถาบันวิจัยโลหะและวัสดุจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ภาพประกอบ Corbis

3/30/2552 | Posted in , , , , | Read More »

All About Gemstones by Khulsey.com

จุดประสงค์ของเวบ All About Gemstones คือ รวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับจิวเวลรี่ดีไซน์เป็นหลัก อาทิเช่น ประวัติศาสตร์ของการออกแบบ การเจียระไน เทคนิคการทำตัวเรือน จิวเวลรี่ดีไซน์เนอร์ เป็นต้น และยังให้ความรู้เกี่ยวกับอัญมณีศาสตร์ด้วย เพราะเป็นพื้นฐานของการออกแบบจิวเวลรี่นั่นเอง มีการแบ่งแยกหัวข้อเป็นหมวดหมู่ชัดเจน ทำให้ง่ายต่อการค้นหาข้อมูล พร้อมภาพประกอบที่สวยงาม ชัดเจน ช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดที่มีจะเหมือนกับได้เรียนวิชา Introduction to Gemology เลยทีเดียว

ขอแนะนำ Glossary ที่รวบรวมคำศัพท์เทคนิคต่างๆไว้ 3 หมวดหมู่ ได้แก่ อัญมณีศาสตร์ โลหะ จิวเวลรี่ดีไซน์และเทคนิค

3/17/2552 | Posted in , , , , , , , , , , , , , , , , , | Read More »

กฎ 10 ข้อก่อนลงสนามลงทุน..โกลด์ ฟิวเจอร์ส

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ภาพจาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
การลงทุนในโกลด์ ฟิวเจอร์ส (Gold Futures) ทั้งซับซ้อนและมีแง่มุมอันหลากหลายให้คุณต้องทำการบ้านอย่างหนัก ก่อนจะตัดสินใจเดินลงสนาม แน่นอนว่า ด้านหนึ่งคือ "โอกาส" ที่แทรกตัวขึ้นกลางวิกฤติ  หากแต่อีกด้านหนึ่งของโกลด์ ฟิวเจอร์ส คือ "ความเสี่ยง" ที่หากไม่รู้จักดีพอก็อาจจะบาดเจ็บได้ 10 ข้อเหล่านี้ คือคำถามที่คุณจำเป็นต้องถามตัวเองก่อนที่จะเข้าไปลงทุนในโกลด์ ฟิวเจอร์ส


1. คุณเป็นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้แค่ไหน
นั่นเป็นคำถามแรกที่ควรถามตัวเอง  เรื่องนี้ “อติ อติกุล” ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารอนุพันธ์ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) บอกว่า นักลงทุนที่ลงทุนในโกลด์ ฟิวเจอร์สต้องตระหนักถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นว่าเมื่อลงทุนในโกลด์ ฟิวเจอร์ส 1 สัญญาเปรียบเสมือนได้ลงทุนในราคาของทองคำแท่งความบริสุทธิ์ 96.5% น้ำหนักจำนวน 50 บาทของทอง  ผู้ลงทุนใน 1 สัญญาต้องสามารถยอมรับความเสี่ยงจากความผันผวนของทองคำมูลค่าน้ำหนัก 50 บาทได้

“กิดาการ สุวรรณธรรมา” ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจอนุพันธ์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ให้ทัศนะว่า การลงทุนในสินค้าจริงกับการลงทุนในอนุพันธ์นั้นไม่เหมือนกัน หากซื้อทองคำจากร้านทอง สามารถนำมาเก็บชื่นชมหรือสวมใส่ได้ และเวลาซื้อมาแล้วเรามักจะไม่ค่อยได้สนใจว่าราคาทองจะไปทางไหน เพราะซื้อเพื่อใส่หรือเพื่อเก็บสะสมไปเรื่อยๆ ราคาทองจะขึ้นจะลง ความผันผวนของราคาทองมากน้อยขนาดไหนก็ไม่รู้สึกเดือดร้อน แต่การซื้อทองคำล่วงหน้านั้นความผันผวนของราคาอาจทำให้เดือดร้อนได้ เนื่องจากหากราคาโกลด์ ฟิวเจอร์สเคลื่อนไหวจนทำให้ขาดทุนเกิน 400 บาท ต่อทองคำน้ำหนัก 1 บาท จะต้องวางหลักประกันเพิ่ม เพราะมีการขาดทุนในหลักประกันของเราไปแล้วไม่น้อยกว่า 19,950 บาท “ก่อนที่จะเข้ามาซื้อขายโกลด์ ฟิวเจอร์สในตลาดอนุพันธ์ฯ นักลงทุนควรรู้จักตัวเองก่อนว่ามีวัตถุประสงค์ในการลงทุนเป็นแบบไหน เช่น ลงทุนเพื่อการเก็งกำไร หรือลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงเป็นหลัก และประการสำคัญคือ ต้องรู้จักตัวเองก่อนว่ายอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน วิธีการง่ายๆ ที่จะรู้จักตนเองว่ายอมรับความเสี่ยงได้แค่ไหน เพียงแค่นักลงทุนยอมเสียเวลาเพียงเล็กน้อยทำแบบทดสอบระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หรือ Risk Profile Questionnaire ที่จัดทำขึ้นโดยโบรกเกอร์ หรืออาจจะเข้าไปทำแบบสอบถาม TSI Risk Profile Questionnaire ที่จัดทำขึ้นโดยเว็บไซต์ของ TSI” ผู้เชี่ยวชาญในตลาดอนุพันธ์อีกรายหนึ่งให้ทัศนะ

2. คุณรู้จักตลาดอนุพันธ์ดีแค่ไหน
กิดาการ บอกว่า สินค้าในตลาดอนุพันธ์ทุกชนิดเป็นสินค้าที่มีลักษณะเฉพาะตัว ผู้ที่จะก้าวเข้ามาลงทุนในตลาดอนุพันธ์ควรมีความรู้เรื่องการลงทุนในสินค้าอ้างอิงจริงๆก่อนระดับหนึ่ง เช่น สนใจซื้อขายอนุพันธ์ในหุ้น ก็ควรจะมีประสบการณ์ลงทุนในหุ้นมาก่อน หรือสนใจซื้อขายอนุพันธ์ในทองคำ ก็ควรจะมีประสบการณ์ลงทุนในทองคำจริงๆ มาก่อน

ส่วนอติเสริมว่า การลงทุนในตราสารอนุพันธ์ ผู้ลงทุนต้องเข้าใจก่อนว่าต้องเปิดบัญชีอนุพันธ์ ซึ่งแยกจากบัญชีหุ้น การลงทุนในอนุพันธ์ของลูกค้าบุคคลต้องมีการวางหลักประกันเป็นเงินสดก่อนส่งคำสั่งซื้อขาย
ผู้เชี่ยวชาญด้านอนุพันธ์รายเดิมบอกว่า นักลงทุนที่ต้องการซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์สในตลาดอนุพันธ์ ต้องเข้าใจด้วยว่าสามารถทำการสั่งซื้อหรือขายโกลด์ฟิวเจอร์สโดยผ่าน โบรกเกอร์ที่เป็นสมาชิกของตลาดอนุพันธ์ เมื่อนักลงทุนส่งคำสั่งซื้อขายผ่านบริษัทโบรกเกอร์แล้ว จะส่งคำสั่งซื้อขายเข้าไปยังระบบการซื้อขายของตลาดอนุพันธ์ โดยตลาดอนุพันธ์จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการจับคู่คำสั่งซื้อขายด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ วิธีการจับคู่คำสั่งซื้อขายจะใช้หลักการของราคาและเวลาที่ดีที่สุด

ภาพจาก บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 3. คุณเป็นนักลงทุนระยะสั้นหรือระยะยาว
จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องถามตัวเองก่อนว่าคุณเป็นนักลงทุนระยะสั้นหรือระยะยาว เพราะการลงทุนสัญญาโกลด์ ฟิวเจอร์ส ในตลาดอนุพันธ์ฯ นักลงทุนมี 2 ทางเลือกคือ
1. ถือสัญญาโกลด์ฟิวเจอร์สไว้จนถึงวันที่สัญญาสิ้นสุดอายุแล้วรับรู้ผลกำไรขาดทุนในวันทำการที่ซื้อขายได้เป็นวันสุดท้ายหรือ last trading day
2. ซื้อขายเก็งกำไรและปิดฐานะก่อนที่สัญญาจะสิ้นสุดอายุ
หากคุณเป็นนักลงทุนในระยะสั้นก็ควรซื้อขายสัญญาและปิดฐานะการลงทุนก่อนที่สัญญาจะสิ้นสุดอายุ แต่หากคุณเป็นนักลงทุนระยะยาวก็สามารถถือสัญญาไว้จนสัญญาสิ้นสุดอายุและรับรู้ผลกำไรขาดทุน หรือหากต้องการถือสัญญาไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยงในระยะยาว นักลงทุนอาจทำการต่ออายุสัญญา (roll over) โดยการปิดฐานะสัญญารุ่นเดือนที่กำลังจะสิ้นสุดอายุ และทำการเปิดฐานะสัญญาในรุ่นเดือนถัดไปก็ได้เช่นกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการลงทุน

กิดาการมองว่า ในความเป็นจริงแล้วอนุพันธ์ไม่ใช่การลงทุน แต่อนุพันธ์มักถูกนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงของการบริหารความเสี่ยงหรือการเก็งกำไรมากกว่า สำหรับโกลด์ ฟิวเจอร์สนั้น สามารถถือสัญญาได้นานที่สุดไม่เกิน 6 เดือน หากในรอบการลงทุนปกติของคุณคุ้นเคยกับการลงทุนแล้วถือเกิน 6 -12 เดือนเสมอ หมายความว่าคุณน่าจะเป็นนักลงทุนระยะยาว  การซื้อขายอนุพันธ์จึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบเนื่องจาก
1.นี่ไม่ใช่การลงทุน และ
2. การที่สามารถถือครองได้ไม่นานย่อมหมายความว่าต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อขายจากถือยาวเป็นถือสั้นลง ซึ่งบางทีอาจไม่ใช่ความถนัดของคุณ

ส่วนอติมองว่าหากผู้ลงทุนต้องการลงทุนในราคาของทองคำแท่งระยะสั้นเพื่อทำกำไรเป็นรอบๆ หรือต้องการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนในทองคำเป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน การลงทุนในโกลด์ ฟิวเจอร์สจะมีความคล่องตัวมากกว่าการซื้อๆ ขายๆ ทองคำแท่งจริง  โดยที่โกลด์ ฟิวเจอร์นั้นเป็นตราสารอนุพันธ์ที่มีอายุจำกัด และในแต่ละช่วงเวลาจะมีโกลด์ ฟิวเจอร์ให้เลือกลงทุนอยู่ 3 สัญญา ซึ่งแต่ละสัญญาจะหมดอายุในเดือนเลขคู่ที่ใกล้สุดนับจากปัจจุบัน เช่น ปัจจุบันเป็นเดือนกุมภาพันธ์ ก็จะมี 3 สัญญาให้เลือกลงทุน คือ ดีลที่สิ้นอายุเดือนกุมภาพันธ์, เมษายน และมิถุนายน ตามลำดับ  ส่วนการลงทุนในทองคำแท่งโดยตรงนั้นเหมาะกับการถือลงทุนระยะยาว

4. คุณรู้หรือไม่ว่าโกลด์ ฟิวเจอร์สเสี่ยงกว่าทองคำ
การลงทุนซื้อขายสัญญาโกลด์ ฟิวเจอร์สนั้น นักลงทุนควรที่จะรู้จักกับความเสี่ยงในการลงทุนเสียก่อนว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนซื้อทองคำ เนื่องจากการลงทุนในสัญญาโกลด์ ฟิวเจอร์ส นักลงทุนเพียงแค่วางเงินหลักประกันเพียงบางส่วนคือประมาณ 10% ของมูลค่าเต็มของสินค้าก็สามารถซื้อทองคำที่มีมูลค่าเต็มสูงถึงประมาณ 750,000 บาทได้
ดังนั้น หากราคาทองคำเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่นักลงทุนคาดการณ์ไว้ นักลงทุนอาจขาดทุนมากกว่าเงินหลักประกันเริ่มต้นก็ได้ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของการซื้อขายสัญญาโกลด์ ฟิวเจอร์สที่สิ้นสุดอายุในเดือนที่ไกลออกไปจะมีสภาพคล่องน้อยกว่าสัญญาที่สิ้นสุดอายุในเดือนที่ใกล้กว่า

กิดาการขยายความว่า ความเสี่ยงของโกลด์ ฟิวเจอร์สในปัจจุบันได้แก่ สภาพคล่องที่ยังน้อยอาจทำให้ต้องซื้อขายในราคาที่ไม่อยากได้จริงๆ สภาพคล่องที่ยังน้อยอาจทำให้ปิดสถานะได้ลำบากกรณีที่มีสถานะมากๆ และราคาของโกลด์ ฟิวเจอร์แกว่งขึ้นลงได้ทั้งวัน ในขณะที่ราคาของสมาคมค้าทองคำประกาศวันละไม่กี่หนและไม่แกว่งมาก  ซึ่งถ้าหากซื้อทองคำจริงไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกเรียกหลักประกันเพิ่มหรือถูกบังคับปิดสถานะ

ฝ่ายอติย้ำว่าการลงทุนในโกลด์ ฟิวเจอร์สมีความเสี่ยงแตกต่างกันกับการลงทุนในทองคำแท่งจริง  โดยสามารถมีผลกำไรมากหรือขาดทุนมากกว่าการลงทุนในทองคำแท่งหลายเท่าตัว   เนื่องจากการลงทุนในโกลด์ ฟิวเจอร์ใช้เงินลงทุนวางเป็นหลักประกันไม่ถึง 10% ของมูลค่าทองคำ ทว่าหากลงทุนในทองคำแท่งต้องใช้เงินเต็มจำนวน 
  
5. คุณรู้หรือไม่ว่ากำไรหรือขาดทุนจากโกลด์ ฟิวเจอร์สเกิดจากอะไร
เนื่องจากการลงทุนในสัญญาโกลด์ ฟิวเจอร์ส นักลงทุนต้องวางเงินหลักประกันก่อนส่งคำสั่งซื้อขาย และทุกสิ้นวันทำการสำนักหักบัญชีจะทำการคำนวณผลกำไรขาดทุนของพอร์ตการลงทุน เพื่อให้สะท้อนกับราคาปัจจุบัน หรือเรียกว่าการ mark-to-market นั่นเอง
ดังนั้น หากนักลงทุนซื้อขายสัญญาโกลด์ ฟิวเจอร์สในระยะยาวนักลงทุนก็จะมีความเสี่ยงจากการแกว่งตัวของราคาตลาดทองคำสูงกว่าการลงทุนในระยะสั้น เนื่องจากราคาตลาดของทองคำเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่นักลงทุนคาดการณ์ไว้ นักลงทุนจะมีความเสี่ยงจากการถูกเรียกเงินประกันเพิ่มหรือเรียกว่า call margin

หากนักลงทุนเป็นนักเก็งกำไรในระยะสั้นๆ ภายในวันทำการนักลงทุนสามารถรับรู้กำไรขาดทุนได้จากส่วนต่างของราคาที่ซื้อ ขาย เช่น ถ้านักลงทุนเปิดฐานะขายสัญญาโกลด์ ฟิวเจอร์สไว้ เนื่องจากคาดการณ์ว่าแนวโน้มราคาทองคำจะลดลง นักลงทุนสามารถปิดฐานะการลงทุนโดยการซื้อสัญญาโกลด์ ฟิวเจอร์สในจำนวนที่เท่ากัน และเดือนที่สิ้นสุดสัญญาเดือนเดียวกันกับที่ขายไว้ หากราคาทองคำลดลงตามที่คาดการณ์ไว้นักลงทุนจะได้รับผลกำไร แต่ถ้าหากราคาทองคำสูงขึ้นนักลงทุนจะขาดทุน นี่คือประเด็นที่คุณจำเป็นต้องรู้ก่อนลงทุน

กิดาการอธิบายเพิ่มเติมว่า กำไรขาดทุนจากโกลด์ ฟิวเจอร์สขึ้นอยู่กับระดับราคาที่เข้าไปเปิดสถานะ และทิศทางความเคลื่อนไหวหลังจากนั้น เวลาซื้อของเราย่อมคาดให้สินค้านั้นราคาขึ้นไปอีก เพื่อให้ได้กำไร ในทางตรงข้ามเวลาตัดสินในขายอะไร เราย่อมคาดว่าสินค้านั้นราคาจะไม่ขึ้นไปอีกแล้ว เพราะถ้าคาดว่าราคาจะขึ้นต่อคงจะถือรอไปก่อน โกลด์ ฟิวเจอร์สก็เช่นกัน ถ้าซื้อแล้วราคาตลาดต้องสูงกว่าต้นทุนของเราจึงจะได้กำไร หรือหากเป็นการขายล่วงหน้า หลังจากนั้นราคาจะต้องลงไปถึงจะได้กำไร แต่ถ้าซื้อแล้วลงหรือขายแล้วขึ้นก็จะกลายเป็นขาดทุน

“ในการซื้อขาย 1 สัญญา หากราคาล่วงหน้าขยับไป ทุก 10 บาท หมายถึงกำไร/ขาดที่เกิดขึ้นจริง 500 บาท จะเป็นกำไรหรือขาดทุนอยู่ที่ เราคาดการณ์ราคาถูกทิศทางหรือไม่”

6. คุณจะใช้โกลด์ ฟิวเจอร์สเพื่อป้องกันความเสี่ยงหรือเก็งกำไร
กิดาการบอกว่าอนุพันธ์มีประโยชน์ที่หลากหลายขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การนำไปใช้ แต่จะใช้เพื่ออะไรก็ควรมีการศึกษาให้ดีก่อน ในขั้นต้นควรทดลองทำการซื้อขายในกระดาษก่อนเพื่อให้ทราบว่า เครื่องมือชนิดนี้เหมาะกับเราหรือไม่ สามารถทำประโยชน์ให้เราได้จริงหรือไม่  หากพบว่าอนุพันธ์ให้ประโยชน์ได้ ควรเริ่มต้นจากใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงก่อน การเริ่มต้นแบบนี้ปลอดภัยกว่า เนื่องจากสถานะในทรัพย์สินจริงกับสถานะในอนุพันธ์จะถัวความเสี่ยงกันไปในตัวเอง โอกาสกำไรขาดทุนมากๆ จะเกิดได้น้อย  หลังจากใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงจนเกิดความชำนาญจึงค่อยเริ่มใช้ในเชิงเก็งกำไร

ขณะที่ อติมองว่าหากเรามีพอร์ตลงทุนในทองคำแท่ง เช่น เป็นร้านค้าทองหรือผู้ที่ผลิตเครื่องประดับที่ต้องใช้ทองคำเป็นวัตถุดิบ สามารถใช้โกลด์ ฟิวเจอร์สในการบริหารความเสี่ยงได้ แต่หากใช้เพื่อเก็งกำไรในราคาทองขาขึ้นหรือขาลง ผู้ลงทุนต้องหมั่นดูสถานะของพอร์ตการลงทุนอย่างสม่ำเสมอหรืออย่างน้อยทุกสิ้นวัน เพราะราคาโกลด์ ฟิวเจอร์สมีความผันผวน

7. คุณรู้หรือไม่ว่าใช้เงินลงทุนเท่าไหร่
กิดาการแจงว่า โกลด์ ฟิวเจอร์ส 1 สัญญา เทียบเท่ากับ ทองคำน้ำหนัก 50 บาท หากราคาทองคำอยู่ที่ 14,800 บาท การซื้อทองคำน้ำหนัก 50 บาทที่ราคานี้ คุณต้องชำระเงิน 740,000 บาท แต่แทนที่จะซื้อทองคำที่เป็นสินค้าจริง เปลี่ยนมาเป็นซื้อทองคำล่วงหน้า 1 สัญญา ซึ่งเท่ากับทำสัญญาซื้อทองล่วงหน้า น้ำหนัก 50 บาท จะต้องวางเงิน 66,500 บาท แต่คุณมีสิทธิรับรู้กำไรขาดทุนเสมือนการถือครองทองคำน้ำหนัก 50 บาท
ผู้เชี่ยวชาญด้านอนุพันธ์บอกว่าหลังจากนักลงทุนเปิดบัญชีซื้อขายโกลด์ ฟิวเจอร์สกับโบรกเกอร์ที่เป็นสมาชิกของตลาดอนุพันธ์ฯแล้ว ก่อนที่นักลงทุนจะส่งคำสั่งซื้อขายนักลงทุนต้องวางเงินหลักประกันเริ่มต้น (Initial Margin) 66,500 บาท ต่อ 1 สัญญาจึงสามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้ แต่เนื่องจากเมื่อราคาเปลี่ยนแปลงไปนักลงทุนอาจเกิดผลขาดทุนจากการลงทุนจนทำให้ถูกเรียกหลักประกันเพิ่มได้ ดังนั้นเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม นักลงทุนจึงควรวางหลักประกันก่อนการซื้อขายเป็น 2 เท่าของเงินหลักประกันเริ่มต้น หรือประมาณ 130,000 บาทต่อ 1 สัญญา และสิ่งสำคัญคือ เงินที่จะนำมาลงทุนในสัญญาโกลด์ ฟิวเจอร์ส ควรเป็นเงินลงทุนที่แบ่งไว้สำหรับการลงทุนที่มีความเสี่ยงโดยเฉพาะ และเมื่อเกิดการขาดทุนจากเงินลงทุนก้อนนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันปกติ

8. คุณรู้หรือไม่ว่ามีปัจจัยอะไรที่มีผลต่อราคาทอง
สิ่ง สำคัญก่อนจะลงทุนในโกลด์ ฟิวเจอร์ คุณควรจะรู้ว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลกระทบกับความเคลื่อนไหวของราคาทองคำ  ซึ่งโดยปกติปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคาทองคำในประเทศไทย อติแจงว่ามี 5 ปัจจัยหลัก คือ
1. ค่าเงินสหรัฐ 
2. ความกลัวเงินเฟ้อ
3. ความไม่มั่นใจในระบบสถาบันการเงินหรือตลาดทุน
4. ความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์การเมืองหรือสงคราม
5. Demand และ Supply ของทองคำในตลาดโลก
นอกจากนี้ราคาทองในเมืองไทยยังมีปัจจัยอีก 2 อย่างเพิ่มเติมนอกเหนือจากปัจจัย 5 ข้อข้างต้น คือ
1. ค่าเงินไทยบาทเทียบกับค่าเงินสหรัฐ  และ
2. ผลของฤดูกาล เช่น ก่อนตรุษจีน หรือก่อนเปิดเทอม

9. คุณรู้หรือยังว่าโกลด์ ฟิวเจอร์สซื้อขายได้ที่ใดบ้าง
อติบอกว่านักลงทุนสามารถซื้อขายโกลด์ ฟิวเจอร์สได้ที่โบรกเกอร์อนุพันธ์ทั้ง 36 ราย และต้นเดือนมีนาคม 2552 จะมีโบรกเกอร์เพิ่มขึ้นมาให้บริการอีก 4 ถึง 5 ราย

กิดาการเสริมว่า กรณีที่คุณมีเงินออมในต่างประเทศ สามารถซื้อขายโกลด์ ฟิวเจอร์สในตลาดอนุพันธ์ในต่างประเทศเช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง และอื่นๆ ได้อีกด้วย

10. ควรจะลงทุนในทองหรือโกลด์ ฟิวเจอร์สกี่เปอร์เซ็นต์ของพอร์ต
จากการวิจัยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พบว่าราคาทองคำในไทยมีการเคลื่อนไหว สัมพันธ์กันกับสินค้าโภคภัณฑ์อื่นได้แต่ราคาทองคำในประเทศไทยแทบจะไม่มีความ สัมพันธ์กับสินทรัพย์การลงทุนอื่น เช่น หุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือเงินฝาก
ดังนั้น หากนักลงทุนเพิ่มทองคำเข้าไปในพอร์ตการลงทุนก็จะได้รับประโยชน์จากการช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนลงได้ และควรกระจายความเสี่ยงไปไว้ในทองคำประมาณ 10%

ข้อนี้ กิดาการแนะว่ากรณีของการบริหารความเสี่ยงขึ้นอยู่กับปริมาณทองคำที่ลงทุนระยะยาว เช่น หากถือทองคำน้ำหนัก 100 บาท ก็ควรลงทุนโกลด์ ฟิวเจอร์ 2 สัญญา สำหรับคนที่ต้องการเก็งกำไร ควรค่อยๆ เริ่มต้นที่ระดับ 6-7% เช่น พอร์ตการลงทุน 1,000,000 บาท เริ่มต้นลงทุนด้วยโกลด์ ฟิวเจอร์ส 1 สัญญา ก็ถือเป็นระดับที่ไม่เสี่ยงจนเกินไป จนกระทั่งท่านมีความชำนาญเพิ่มขึ้นจนค่อยๆ เพิ่มขนาดของสถานะ

ส่วนอติมองว่า การลงทุนในโกลด์ ฟิวเจอร์จำนวนเท่าใดในพอร์ตการลงทุนนั้น ขึ้นอยู่กับการจัดสรรทรัพย์สินในพอร์ตลงทุนซึ่งขึ้นกับ อายุของผู้ลงทุน การกระจายความเสี่ยงของทรัพย์สินหลายประเภท  ความชำนาญในการคาดการณ์ราคาทองคำ ฯลฯ ผู้ลงทุนอาจพิจารณาลงทุนในทองคำ 5-15% ของสินทรัพย์ลงทุน

นี่เป็น 10 ข้อที่คุณจำเป็นต้องถามตัวเอง ก่อนที่จะเข้าไปลงทุนในโกลด์ ฟิวเจอร์  หากมีแม้แต่ข้อเดียวที่ยังไม่กระจ่าง  อย่าเพิ่งลงทุนเด็ดขาด

ภาพจาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ , YLG BULLION INTERNATIONAL

2/27/2552 | Posted in , , , , , | Read More »

ฉายภาพสถานการณ์ตื่นทองปี 52 ราคายิ่งสูง ต้องระวังความผันผวน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

ศูนย์วิจัยกสิกรฯ ฉายภาพการลงทุนทองคำปี 52 ผลตอบแทนยังดี แต่ต้องระวังความผันผวน พร้อมเตือนนักลงทุนรายย่อย ควรระมัดระวังการเก็งกำไรในระยะสั้น และควรศึกษาถึงปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาทองคำ ทั้งภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ทิศทางเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และราคาน้ำมัน

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เผยรายงานการลงทุนเกี่ยวกับทองคำในปีนี้ โดยคาดการณ์ว่ายังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน เนื่องจากคาดการณ์แนวโน้มราคาอาจปรับขึ้นได้อีกในระยะข้างหน้า แต่เตือนให้นักลงทุนต้องระมัดระวังเนื่องจากยังคงเผชิญกับความผันผวน รายงานยังระบุว่า ทองคำเป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่นักลงทุนให้ความสนใจค่อนข้างมากในฐานะเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยและเพื่อสะสมความมั่งคั่ง การลงทุนเกี่ยวกับทองคำให้อัตราผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ โดยพบว่า ในปี 2551 ที่ผ่านมา การลงทุนในทองคำให้อัตราผลตอบแทนประมาณ 5.41% และปี 2550 สร้างอัตราผลตอบแทนสูงถึง 30.94% ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น
      

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2552 วานนี้ ราคาทองคำแท่งในตลาดโลกปรับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 973.85 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากราคาปรับขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบ 2 เดือนของปี 2552 ที่ระดับ 984.00 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งให้อัตราผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปี 2552 อยู่ที่ประมาณ 10.65% ขณะที่ราคาทองคำแท่งของไทยก็ปรับตัวขึ้นไปสูงถึงบาทละ 16,150 บาทเลยทีเดียว
ประชาชนค่อนข้างให้ความสนใจกับการลงทุนในทองคำอย่างเห็นได้ชัด จังหวะที่ราคาทองคำดิ่งลงไปมากก็จะเป็นช่วงที่นักลงทุนรายย่อยมีความต้องการซื้อทองคำในระดับที่สูงมากจนร้านขายทองต้องออกใบจองให้แก่ลูกค้าไว้ก่อน เนื่องจากสตอกทองคำมีไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก และในจังหวะที่ราคาทองคำทะยานขึ้นไปสูงก็จะเป็นช่วงที่ประชาชนแห่ขายทองเพื่อสร้างผลกำไรเป็นจำนวนมาก

ศูนย์วิจัยกสิกรฯ ยังมองว่า การลงทุนในทองคำน่าจะได้รับแรงหนุนต่อไป เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง ซึ่งคาดว่านักลงทุนจะยังให้น้ำหนักการลงทุนกับสินทรัพย์ประเภทนี้กันต่อไป แต่ท่ามกลางความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุนโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง นักลงทุนคงต้องระมัดระวังเพราะการลงทุนมีความเสี่ยง และจะต้องติดตามปัจจัยที่จะมีผลต่อราคาทองคำในระยะต่อไปข้างหน้า สำหรับปัจจัยระยะสั้น ได้แก่ สถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกที่ยังขาดความชัดเจน โดยเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเข้าสู่ภาวะการชะลอตัวลงอย่างรุนแรง ซึ่งคงจะเป็นปัจจัยกดดันต่อความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และส่งผลให้นักลงทุนโยกเงินไปยังแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยกว่า เช่น ทองคำ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ และเงินเยน  ดังนั้น หากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐฯเริ่มมีสัญญาณในเชิงบวกมากขึ้น และตลาดมองว่าภาวะวิกฤตต่างๆ ได้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว ก็อาจจะทำให้นักลงทุนเริ่มหันไปสนใจในสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ที่มองว่าราคาได้ปรับลงมามากแล้ว เช่น หุ้นในตลาดต่างๆ ทั่วโลก
นอกจากนี้ นักลงทุนต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านสภาพคล่องของการซื้อขายทองคำ โดยเฉพาะเมื่อมีผู้มีเงินออมหันมานิยมสะสมเงินออมในรูปทองคำมากขึ้นกว่าอดีตมากจนส่งผลกระทบต่อปริมาณทองคำที่หมุนเวียน ตลอดจนความสามารถในการรับซื้อ-ขายทองคำของร้านค้าทอง โดยเฉพาะช่วงที่ราคาผันผวนค่อนข้างสูงในปัจจุบัน
ส่วนปัจจัยระยะยาวนั้น คงจะเป็นประเด็นเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้ออันเป็นผลจากการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบของรัฐบาลต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อตามมาในอนาคต ดังนั้นนักลงทุนที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากการเกิดภาวะเงินเฟ้อในระดับสูง อาจจะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในทองคำมากขึ้น นอกจากนี้ จากแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ต่อทองคำเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ ในอนาคต แต่อุปทานของทองคำกลับมีอยู่อย่างจำกัดก็น่าจะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ราคาทองคำเติบโตไปในระยะยาวได้

ศูนย์วิจัยกสิกรฯ เตือนว่า การลงทุนในทองคำคงต้องอาศัยความระมัดระวัง เนื่องจากราคาทองคำยังคงเผชิญกับความผันผวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนรายย่อยที่ควรให้ความระมัดระวังกับการเก็งกำไรในระยะสั้น และควรศึกษาถึงปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาทองคำ ไม่ว่าจะเป็น ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ทิศทางเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอดจนราคาน้ำมัน ฯลฯ เพื่อจะสามารถคาดการณ์ทิศทางของราคาทองคำให้เป็นไปอย่างเหมาะสม และได้ผลตอบแทนระยะยาวที่คุ้มค่าในอนาคต

ภาพประกอบ พจนานุกรมท่องเที่ยวไทย

2/21/2552 | Posted in , , , | Read More »

เราจะเลือกซื้อทองคำและทองรูปพรรณอย่างไร

หากคุณเป็นผู้นิยมในการซื้อทองรูปพรรณ คุณจะรู้มันเป็นเรื่องยากในการจ่ายเงินออกไปเพื่อชื้อทองรูปพรรณที่ชื่นชอบ หลายๆท่านอาจจะสงสัยว่าแล้วมีองค์ประกอบใดบ้างที่นำมาใช้ในการพิจารณาในการเลือกซื้อทองรูปพรรณแล้วองค์ประกอบอะไรที่มีผลทำให้ราคาทองรูปพรรณมีความแตกต่างกัน ซึ่งองค์ประกอบเหล่านั้นก็ได้แก่ ขนาดกะรัต  น้ำหนัก การออกแบบ  ความประณีตและคุณภาพของทองรูปพรรณ

ขนาดกะรัตของทองรูปพรรณ

เป็นที่ทราบกันดีว่าทองรูปพรรณจะอยู่ในรูปของทองกะรัตไม่ว่าจะเป็น 10 k , 14 k , 18 k และอื่นๆอีกมากมายซึ่งทั้งหมดก็จะมีคุณสมบัติของสีแตกต่างกันไปและด้านราคาก็จะเพิ่มขึ้นตามขนาดกะรัตของทองรูปพรรณเช่นกัน โดยราคาของทองรูปพรรณ 10 k อยู่ในช่วงประมาณ 14-20 $ ต่อกรัม , ทองรูปพรรณ 14 k อยู่ที่ 20-30 $ ต่อกรัม และทองรูปพรรณ 18 k อยู่ที่ 27-37 $ ต่อกรัม โดยเราสามารถสังเกตกะรัตของทองรูปพรรณนั้นได้จากตราประทับบนตัวทองรูปพรรณชิ้นนั้นได้เลย

ภาพจาก Gold Fellow น้ำหนักของทองรูปพรรณ

คุณรู้บ้างไหมทำไมน้ำหนักจึงเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณาเลือกทองรูปพรรณนั้นก็เพาระว่าน้ำหนักนี้และจะเป็นตัวบอกถึงปริมาณของทองคำที่ใส่ลงไปในทองกะรัตต่างๆ ซึ่งน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นทำให้ราคาและความแข็งแรงของทองรูปพรรณสูงตามไปด้วยเช่นกันนั้นก็เพราะว่าน้ำหนักทองที่เพิ่มขึ้นจะไปช่วยลดการโค้งงอและการหักได้

 

ลักษณะการออกแบบ

การออกแบบทองรูปพรรณนั้นจะเน้นถึงความพิเศษ  ความประณีต  การสลักลวดลายและความเรียบร้อยอีกทั้งยังมีการเพิ่มลักษณะของพื้นผิวเข้าไปอีกไม่ว่าจะเป็นแบบผิวเงา  แบบผิวด้านและแบบผิวซาติน ซึ่งจากลักษณะการออกแบบที่แตกต่างกันออกไปทำให้ท่านต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นตามการออกแบบ  ตามสีต่างๆ ของทอง และรูปแบบใหม่ๆ ที่ผู้ผลิตใส่เข้าไป โดยเฉพาะงานฝีมือจะมีราคาที่สูงกว่างานทั่วๆไป

ภาพจาก Chainz & Pendantz ความประณีตและคุณภาพ

ปัจจุบันการผลิตทองรูปพรรณส่วนใหญ่จะผลิตด้วยเครื่องจักรเพราะจะได้ทองรูปพรรณที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานแต่ก็มีการฝีมือที่ผลิตออกมาให้เราได้เลือกซื้อกันอย่างมากมายเช่นกันเนื่องจากงานฝีมือเป็นที่นิยมของท้องตลาดเพราะมีลวดลายที่สวยงามกว่าทองรูปพรรณที่ผลิตโดยใช้เครื่องจักร ดังนั้นเราควรสังเกตให้ดีเวลาเลือกซื้อทองรูปพรรณจุดแรกที่ควรสังเกตคือบริเวณจุดเชื้อมต่อ  ข้อต่อ และตัวสลักเพราะว่าทั้งสามจุดนี้มักจะแตกหักได้ง่ายดังนั้นควรตรวจสอบดูให้แน่ใจว่ามีความแข็งแรงทนทานรวมทั้งตรวจสอบแหล่งที่มาของทองที่นำมาผลิตทองรูปพรรณซึ่งอาจมีการประทับตราบนตัวทองรูปพรรณซึ่งแหล่งที่มาต่างกันราคาก็จะต่างกันไปด้วย

ข้อมูล GIT
ภาพประกอบ
Chainz & Pendantz, GoldFellow

2/20/2552 | Posted in , , , , , | Read More »

ทองขาว กับ ทองคำขาว (White gold vs. Platinum)

ทองขาว ใช่ ทองคำขาว หรือเปล่า? คำตอบคือ ไม่
ทองคำขาว มีชื่อภาษาอังกฤษว่า แพลทินัม (Platinum) ส่วนทองขาว มีชื่อภาษาอังกฤษว่า ไวท์โกลด์ (White gold)ผู้ซื้อส่วนมากมักจะโดนร้านค้าสอนให้เรียกแบบผิดๆ ซึ่งทำให้สินค้าของตัวเองดูมีราคามากขึ้น แต่จริงๆแล้วทองคำขาวมีราคาสูงกว่าทองคำบริสุทธิ์ (Gold) ประมาณ 2 เท่า ซึ่งทองขาวจะถูกว่าทองคำบริสุทธ์ เนื่องจากมีส่วนผสมที่ไม่ครบ 100% นั่นเอง

ภาพจาก Ann jewelry ทองขาว (White gold)

ทองขาว คือโลหะผสม ของทองคำและโลหะสีขาว เช่น เงิน และ แพลเลเดียม ซึ่งเราอาจจะเห็นทองขาวมีตัวเลข 90% , 75% หรือ % อื่นๆ ก็ตาม ดูจากตัวอย่าง เช่น
ทองคำ (Yellow gold) มีตัวเลข 90% หมายถึง ทองคำ 90% + ทองแดงและสังกะสี อีก 10%
ทองขาว (White gold) มีตัวเลข 90% หมายถึง ทองคำ 90% + เงินและแพลเลเดียม อีก 10%
จึงเห็นได้ว่ามีทองคำเป็นโลหะหลักเหมือนกัน แต่มีส่วนผสมอื่นต่างกัน เมื่อก่อนจะใช้ นิกเกิล (Nickel) มาเป็นส่วนผสมในการทำทองขาว แต่ต่อมาก็ไม่ได้นำมาใช้ เพราะว่าเกิดปฏิกิริยาทางเคมีกับผิวหนังของบางคน โดยมีการระคายเคืองเล็กน้อยและอาจจะเป็นผื่นคัน

แหวนทองขาวระยะหลังจะมีการเคลือบผิวด้วยโลหะสีขาวที่เรียกว่า โรเดียม (Rhodium) ซึ่งดูคล้ายกับทองคำขาวมาก การเคลือบผิว(ชุบ)ด้วยโรเดียม จะทำให้ทองขาวดูขาวมากขึ้นอีก โดยธรรมชาติแล้วสีของทองขาวจะเป็นสีออกขาวอมเทา แต่โรเดียมจะขาวมากและแข็งมากอีกด้วย ในการเก็บรักษาแหวนทองขาวให้ดูดีตลอด จะต้องนำไปชุบด้วยโรเดียมทุกๆ 12-18 เดือน

ทองคำกับทองขาว อย่างไหนแพงกว่ากัน?
ขึ้นอยู่ส่วนผสม หรือเปอร์เซ็นต์ (%) ของทองคำที่นำไปใช้ แต่ถ้ามีส่วนผสมหรือเปอร์เซ็นต์ (%) ที่เท่ากันแล้ว ทองขาว 75% จะแพงกว่าทองคำ 75% เพราะว่าเงินและแพลเลเดียม ที่ใช้เป็นส่วนผสมของทองขาว มีราคาสูงกว่า ทองแดงและสังกะสีที่ใช้เป็นส่วนผสมของทองคำ

ทองคำขาว (Platinum)ภาพจาก Safe Jewelry

ทองคำขาวคือโลหะสีขาวบริสุทธิ์ (อยู่ที่ประมาณ 95%) มาจากรากศัพท์ว่า แพลทินา ซึ่งแปลว่าเงินเล็กๆ ทองคำขาวมักพบเป็นเม็ดเล็กๆ หรือก้อนขนาดเล็กที่อยู่ในตะกอบทับถมของแร่ แหล่งทับถมแหล่งใหญ่คือ รัสเซีย แคนาดา และแอฟริกาใต้ ด้วยความแข็งที่ไม่มาก จึงไม่ค่อยเป็นผลึกที่เป็นเหลี่ยมคมมาก มักถูกใช้เป็นตัวโลหะสำคัญในเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่นเครื่องมือผ่าตัด เพราะไม่เป็นสนิม และที่นิยมมาทำเครื่องประดับ เพราะจะมีความขาวที่ยาวนานมาก (ไม่ลอกไม่ดำ) ดังนั้นจึงไม่ต้องนำไปชุบด้วย โรเดียมเหมือนทองขาว ทองคำขาวจะมีความหนักกว่าทองคำเมื่อเทียบในปริมาณเท่ากัน เมื่อสวมใส่จะสามารถรู้สึกได้ทันที และทองคำขาวจะแพงกว่าทองคำ ราวๆ 2 เท่า แต่เวลาขายราคาจะลดลงอย่างน่าใจหาย อาจต่ำกว่าทองคำด้วยซ้ำไป

สีของทองขาว แตกต่างจาก ทองคำขาว อย่างไร
ถ้าเป็นเครื่องประดับทองขาวแท้ๆ จะมีสีขาวอมเทา แต่ถ้าถูกชุบด้วยโรเดียมมาใหม่ๆ สีจะขาวกว่าซึ่งดูคล้ายทองคำขาวมาก แทบแยกไม่ออก

ข้อมูล นครอัญมณี
ภาพประกอบ Ann Jewelry, Safe Jewelry

 

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

Why Platinum?
Platinum History
ทำอย่างไร...เมื่อแพ้เครื่องประดับโลหะ

2/18/2552 | Posted in , , , , , | Read More »

นับถอยหลังร้านทองรายย่อย

Gold Futures ทางเลือกใหม่การลงทุน...นับถอยหลังร้านทองรายย่อย ในยุคโลกาภิวัฒน์

Gold Futures ถือเป็นอีกทางเลือกใหม่ในการลงทุนทองคำผ่านตลาดอนุพันธ์ (TFEX) และในวันนี้ 2 ก.พ. ถือเป็นวันแรกในการเทรด Gold Futures

คงมีคำถามมากมายหลังการเปิดให้มีการซื้อขาย Gold Futures ซึ่งถือเป็นทางเลือกใหม่ในการลงทุนสำหรับตลาดอนุพันธ์ หรือ TFEX ว่ามีความแตกต่างอย่างไรกับการซื้อขายทองคำตามร้านทองคำทั่วไป หรือการลงทุนผ่านกองทุนรวม ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามี 2 บลจ.ที่เปิดให้มีการซื้อขายหน่วยลงทุนกองทุนทองคำ

วิน อุดมรัชตวนิชต์ ผู้จัดการกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด ให้ความเห็นว่า ตลาดซื้อขายทองคำที่แบ่งออกเป็น 3 ตลาด หรือ 3 ทางเลือกในการลงทุนสำหรับผู้ลงทุน

ทางเลือกแรก การลงทุนผ่านร้านทองคำทั่วไป ซึ่งมีทั้งทองคำแท่ง ทองคำรูปพรรณ ซึ่งมีการส่งมอบสินค้าจริง ความเสี่ยงอยู่กับการขึ้น-ลง ของราคาทองคำในตลาดโลก โดยราคาทองคำจะเป็นไปตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ที่อ้างอิงราคาในตลาดโลก หักกลบกับค่ากำเหน็จ  ซึ่งสามารถซื้อขายได้ที่ร้านทองคำทั่วไป อย่างไรก็ตาม ปัญหาของราคารับซื้อทองคำและมาตรฐานทองคำที่มาตรฐานทองคำมีความแตกต่างกัน แม้จะยึดปริมาณทอง 96.5% แต่ถ้าหากขายทองคำแท่งหรือรูปพรรณกับร้านอื่น ซึ่งไม่ใช่ร้านที่ซื้อมาในช่วงก่อนหน้า จะมีปัญหาราคารับซื้อคืนต่ำกว่าการขายคืนให้กับร้านที่นักลงทุนซื้อในครั้งแรก ทำให้นักลงทุนเสียเปรียบ

ทางเลือกที่สอง ลงทุนในกองทุนทองคำ ซึ่งมี 2 บลจ.ที่เปิดขายหน่วยลงทุนกองทุนรวมต่างประเทศ (FIF) ที่มีนโยบายลงทุนในกองทุนทองคำในต่างประเทศ รูปแบบการลงทุนไม่แตกต่างจากร้านทอง เพียงแต่ไม่มีการส่งมอบทองคำ โค้ทราคาในลักษณะเดียวกัน แต่ต้นทุนการซื้อหน่วยลงทุนจะถูกกว่าร้านทอง โดยบลจ.กสิกรไทย มีกองทุน K-GOLD ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 เดือน 18.88% ย้อนหลัง 6 เดือน -6.20% ซึ่งมีการปิดความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด ส่วนกองทุน TMB GOLD FUND ของบลจ.ทหารไทย ผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน 3 เดือนอยู่ที่ 18.06% ย้อนหลัง 6 เดือน -0.81% ย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 0.08% ผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุนอยู่ที่ 44.69%

ทางเลือกที่สาม ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันนี้คือ Gold Futures ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการลงทุนสำหรับนักลงทุนที่มีความรู้การลงทุน และรู้ถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความผันผวนของราคาทองคำ และสามารถซื้อขายมาร์จิ้นได้ ในวงเงินสูงสุดถึง 10 เท่า ต้นทุนถูกกว่าการลงทุนผ่านร้านทองคำทั่วไป ถ้ามองถึงแง่ความปลอดภัย Gold Futures ย่อมดีกว่าการซื้อทองคำทั่วไป เพราะเป็นการซื้อขาย Paper ไม่มีความเสี่ยงในการถูกลักโขมย และเป็นการปิดความเสี่ยงการส่งมอบสินค้าหรือรับซื้อคืน อย่างกรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดถึงปัญหาการส่งมอบหรือขายคืนทองคำ ในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา ซึ่งร้านค้าทองคำปิดการซื้อขาย เนื่องจากตลาดทองคำมีความผันผวน ทำให้นักลงทุนไม่สามารถขายคืนทองคำได้

“การเกิดขึ้นของ Gold Futures ในอนาคตอาจส่งผลกระทบกับธุรกิจร้านค้าทองคำ โดยเฉพาะร้านทองรายย่อย ซึ่งอาจเห็นการปิดกิจการ เพราะนักลงทุนจะหันมาลงทุนผ่าน Gold Futures เพราะไม่มีความเสี่ยงในการส่งมอบ หรือการชำระราคา ขณะที่ต้นทุนต่ำกว่า”

ประภาส ตันพิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนอยุธยา จำกัด มองว่า แนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและสินทรัพย์หลายประเภทมีความเสี่ยงในการลงทุน โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงในปีที่ผ่านมา และแนวโน้มตลาดที่ผันผวนในปัจจุบัน ขณะที่การลงทุนในตราสารหนี้ผลตอบแทนการลงทุนปรับตัวลดลงตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ซึ่งคาดว่าดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางทั่วโลก มีแนวโน้มอยู่ในช่วงขาลง โดยคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 0-1% เท่านั้น ทำให้นักลงทุนหันมาลงทุน ทองคำ ซึ่งในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ บลจ.อยุธยา เตรียมออกกองทุนทองคำ เพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุน

จิตติ ตั้งสิทธิภักดี เจ้าของร้านทองจินฮั้วเฮง ในฐานะสมาคมค้าทองคำยอมรับว่า การเกิดขึ้นของ Gold Futures กระทบกับตลาดทองคำในประเทศแน่นอน เพราะพฤติกรรมการลงทุนทองคำของคนไทยเปลี่ยนไปมากเมื่อเทียบในอดีต การลงทุนในทองคำเป็นการเก็งกำไรมากขึ้น และร้านทองจินฮั้วเฮงเอง ก็อยู่ระหว่างการสมัครเป็นสมาชิกของ TFEX  เพื่อส่งออร์เดอร์ลูกค้าที่ต้องการลงทุนผ่าน Gold Futures

ในปีที่ผ่านมามีการลงทุนผ่านทองคำแท่งในสัดส่วนสูงถึง 80% ขณะที่ทองคำรูปพรรณอยู่ที่ 20% เมื่อเทียบกับในอดีตมีการซื้อทองคำรูปพรรณ 95% ทองคำแท่ง 5%

นายกสมาคมค้าทองคำ ยอมรับว่า การเกิดขึ้นของ Gold Futures จะช่วยลดความเสี่ยงการส่งมอบทองคำ เพราะที่ผ่านมามีการซื้อขายทองคำผ่านการรับจองซื้อจากลูกค้า ซึ่งอาจมีปัญหาสำหรับร้านค้าทองคำขนาดเล็กที่ไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาทองคำ

“ร้านทองรายย่อยบางแห่งอาจต้องลดน้อยถอยลงตามภาวะตลาดที่เปลี่ยนไป” นายกสมาคมค้าทองคำให้ความเห็น

ขณะที่ เกศรา มัญชุศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (TFEX) กล่าวว่า ตลาดอนุพันธ์พร้อมที่จะเปิดซื้อขายในวันที่ 2 ก.พ. โดยได้มีการจัดเตรียมและทดสอบ ระบบงานกับสำนักหักบัญชี และสมาชิกตลาดอนุพันธ์เรียบร้อยแล้ว และในปัจุบันตลาดอนุพันธ์อยู่ระหว่างเจรจา  กับโบรกเกอร์อนุพันธ์เพื่อให้เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลสภาพคล่องหรือ Market Maker สำหรับการซื้อขายโกลด์  ฟิวเจอร์ส ซึ่ขณะนี้ได้รับการตอบรับแล้ว 1 ราย คือ บริษัทหลักทรัพย์ทรีนีตี้ จำกัด ส่วนอีก 2 ราย อยู่ระหว่างการ  เจรจาและคาดว่าจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ผู้ดูแลสภาพคล่องได้ในเร็ว ๆ นี้

ส่วนเรื่องค่าคอมมิชชั่นในการซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์สนั้น ตลาดอนุพันธ์ไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับอัตราค่าคอมมิชชั่นแต่อย่างใด  ซึ่งจะเป็นแนวปฏิบัติเหมือนสินค้าทุกประเภทที่ซื้อขายในตลาดอนุพันธ์  โดยชมรมผู้ ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures Industry Club หรือ FI Club) นั้นจะตกลงกันเอง

สำหรับโกลด์ฟิวเจอร์สนั้น ชมรมฯ ได้กำหนดอัตราเป็นแบบขั้นบันได (Sliding Scale) ถ้าลูกค้าซื้อขายไม่เกิน 5  สัญญาต่อวัน ลูกค้าต้องจ่ายค่าธรรมเนียมทั้งหมดในอัตรา 500 บาทต่อสัญญา หากลูกค้าซื้อขายมากกว่า 5 สัญญาต่อวัน สัญญาที่ 6-20 คิดค่าธรรมเนียมในอัตรา 400 บาทต่อสัญญา

ส่วนสัญญาที่ 21 ขึ้นไป คิดค่าธรรมเนียมในอัตรา 300 บาทต่อสัญญา  สำหรับเงินประกันที่ลูกค้าทั่วไปต้องนำมาวางไว้ที่โบรกเกอร์ก่อนซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์สนั้น ทางชมรมฯ  ได้มีการประกาศอัตราเงินประกันที่จะเรียกเก็บจากลูกค้าโดยกำหนดเพิ่มเติมจากอัตราขั้นต่ำที่ตลาดอนุพันธ์กำหนดกล่าวคือ ลูกค้าต้องวางหลักประกันขั้นต้นหรือ Initial Margin ในอัตรา 66,500 บาทต่อสัญญา และหลักประกันรักษาสภาพ หรือ Maintenance Margin ในอัตรา 46,550  บาทต่อสัญญา

นอกจากนี้ในเดือนมี.ค.ยังเตรียมเปิดโอกาสให้ผู้ค้าทองเข้ามาทำธุรกิจโดยเป็นตัวแทนสนับสนุนการซื้อขายหรือ Selling Agentให้กับสมาชิกตลาดอนุพันธ์นั้น

Gold Futures ที่จะเทรดในวันนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งกับการลงทุนทองคำในตลาดซื้อขายล่วงหน้า และเป็นการนับถอยหลังสำหรับผู้ประกอบการร้านทองรายย่อย...หากไม่มีการปรับตัว เพราะพฤติกรรมการลงทุนในทองคำของคนไทยทุกวันนี้เริ่มเปลี่ยนไป...ลูกค้าบางกลุ่มเริ่มมองการลงทุนผ่านทองคำเป็นการเก็งกำไร เมื่อเทียบกับภาพในอดีตเป็นการลงทุนเพื่อการออม อนาคตเราคงเห็นร้านทองรายย่อยค่อยๆปิดฉากไป...ท่ามกลางกระแสโลกกาภิวัฒน์...ที่นับวันนวัตกรรมการเงินเริ่มเข้ามามีบทบาทกับการออม การลงทุนมากขึ้น...อย่างไรก็ตาม นักลงทุนพึงระลึกเสมอว่า การลงทุนมีความเสี่ยง โอกาสผลตอบแทนสูง ย่อมแลกมาด้วยความเสี่ยงจากการลงทุนย่อมสูงด้วยเช่นกัน!!!!!

ข้อมูล BangkokBizNews

ภาพประกอบ people.com.cn

2/02/2552 | Posted in , , , | Read More »

Titanium

titanium_jewelry ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เครื่องประดับถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของความเลอค่า ความสวยงาม ความร่ำรวย หลายชนชาติหลากวัฒนธรรมนิยมใช้เครื่องประดับในพิธีต่างๆ อย่างแพร่หลาย เช่น ประเทศฝั่งตะวันตกใช้ในพิธีแต่งงาน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความผูกพันระหว่างคนสองคน จึงนับได้ว่าเครื่องประดับเปรียบเสมือนชิ้นงานที่สามารถบันทึกวัฒนธรรมของคนในสังคมนั้นๆ ได้ จากวัสดุ ลวดลาย การออกแบบ และกรรมวิธีการผลิต หรือเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่าศิลปะการทำเครื่องประดับ เป็นสิ่งที่สามารถบันทึกวัฒนธรรม และความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้

ศิลปะการทำเครื่องประดับเงินและทองคำนั้น มีวิธีการในการสร้างชิ้นงานออกมาได้หลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีนั้นผู้สร้างจำเป็นต้องมีความชำนาญ และความเชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก แต่ด้วยวิทยาการและเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถเพิ่มวิธีและเครื่องมือการทำเครื่องประดับออกมา เพื่อให้เป็นทางเลือกแก่นักออกแบบและช่างฝีมือได้สร้างสรรค์ผลงานให้มีคุณค่าและมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่วิธีการสร้างลวดลายบนพื้นผิวเท่านั้นที่เป็นที่นิยมในการสร้างสรรค์เครื่องประดับ เมื่อเวลาผ่านไปการผลิตศิลปะชิ้นเอกอย่างเครื่องประดับได้มีการปรับเปลี่ยนการออกแบบ การผลิตและวัสดุที่ใช้ไปตามสมัย จนกลายเป็นแฟชั่นที่ได้รับความนิยม ถึงแม้อัญมณี เงิน และทองคำจะได้รับความนิยมตลอดมา แต่ด้วยภาวะทางเศรษฐกิจที่ส่งผลให้อัญมณี เงิน และทองคำมีราคาสูงขึ้น นักออกแบบต่างๆ จึงได้ค้นหาวัสดุต่างๆ และประโยชน์จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีมาสร้างสรรค์ผลิตชิ้นงานเครื่องประดับต่างๆ ออกมาเป็นทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคอย่างการใช้วัสดุจาก ไทเทเนียม (Titanium)

ไทเทเนียมเป็นธาตุชนิดหนึ่งในธรรมชาติที่พบได้ทั่วไป ซึ่งมักจะเกิดอยู่พร้อมกับเพื่อนแร่ต่างๆ ถูกค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า William Gregor ซึ่งค้นพบธาตุนี้อยู่รวมกับธาตุเหล็กในปี 1791 และ 3 ปี หลังจากนั้น นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันที่ชื่อว่า Martin Heinrich Klaproth ก็ได้ทำการทดลองและพบธาตุนี้อยู่ร่วมกับแร่รูไทล์ และนักวิทยาศาสตร์ท่านนี้นี่เอง เป็นคนให้ชื่อกับแร่ที่ค้นพบว่า “ไทเทเนียม” และหลังจากนั้น 36 ปี จึงมีการนำไทเทเนียมเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ มากขึ้น

ในระยะเริ่มแรกนั้น การนำไทเทเนียมมาใช้นั้นนิยมใช้ในวงการยาและการประดิษฐ์นวัตกรรมเทคโนโยลีใหม่ๆ มากกว่าเนื่องจากคุณสมบัติของธาตุที่มีความพิเศษกว่าแร่ตัวอื่นๆ แต่ระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการนำไทเทเนียมมาใช้ในแวดวงอุตสาหกรรมอัญมณีมากขึ้น เนื่องจากภาวะของเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และความคิดการดีไซน์ที่แหวกแนว ดึงเอาคุณสมบัติที่โดดเด่นของไทเทเนียมที่มีความแวววาว สวยงาม ไม่ต่างจากอะลูมิเนียม เงิน และโลหะมีค่าอื่นๆ ที่มีสีสันคล้ายกัน แต่คุณสมบัติที่พิเศษของมันคือการที่ไม่ทำให้ผู้ใส่ระคายเคืองและไม่เกิดอาการแพ้ (ผู้ที่มีอาการแพ้จากไทเทเนียมมีค่อนข้างน้อยมาก)

 
การนำไทเทเนียมมาเป็นเครื่องประดับในช่วงแรกนั้น นิยมนำมาประดิษฐ์ใช้เป็นเครื่องประดับสำหรับคุณผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกา กระดุม เข็มกลัดเนกไท และด้วยการดีไซน์ที่กล้าหาญของดีไซเนอร์ชาวอเมริกัน ท่านหนึ่งที่ลองนำไทเทเนียมมาดีไซน์เครื่องประดับสำหรับสุภาพสตรี จึงทำให้ไทเทเนียมเริ่มเตะตาสาวกผู้รักแฟชั่นมากขึ้นในฐานะน้องใหม่ในวงการ แต่เนื่องจากไทเทเนียมที่นำมาใช้ในช่วงแรกนั้น มีสีที่ใกล้เคียงกับเงินและอะลูมิเนียม จึงมีช่างทำจิวเวลรีชาวอเมริกันท่านหนึ่งลองนำไทเทเนียมมาผ่านกระบวนการ Oxidite และทำให้พบว่าไทเทเนียมสามารถเปลี่ยนสีได้ตามที่ต้องการ ซึ่งวิธีที่เปลี่ยนสีผิวของโลหะนี้มีชื่อว่า กระบวนการ Anodizing


ส่วนไทเทเนียมที่ผ่านกระบวนการ Anodizing ได้รับความนิยมในการทำเครื่องประดับมากในปัจจุบัน เนื่องจากไทเทเนียมมีความแข็งแรงทนต่อการกัดกร่อนและมีน้ำหนักเบา และเมื่อโลหะไทเทเนียมผ่านกระบวนการ Anodizing ก็จะได้ผลที่แตกต่างกันออกไป คือ สามารถเกิดสีบนโลหะได้หลายสี ซึ่งการเกิดสีดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการย้อมสีหรือเติมเม็ดสีลงไปแต่อย่างใด แต่เกิดจากการทำปฏิกิริยาทางเคมีในกระบวนการ Anodizing

 
Anodized Titanium จึงเป็นเครื่องประดับรูปแบบใหม่ที่ได้รับความนิยมมากในฝั่งทวีปยุโรป เพราะมีความสวยงามและน้ำหนักเบา แต่สำหรับในประเทศไทยนั้นเครื่องประดับประเภทนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก เพราะประเทศไทยยังไม่มีโรงงานที่สามารถผลิตไทเทเนียมให้บริสุทธิ์ อีกทั้งช่างฝีมือในประเทศเองไม่มีความชำนาญในการทำเครื่องประดับด้วยไทเทเนียม แต่อย่างไรก็ตามในหลายๆ ประเทศอย่าง ฮ่องกง หรือมาเก๊า ก็มีแบรนด์ดังๆ เริ่มนำไทเทเนียมเข้ามาใช้ในจิวเวลรีของตนเองมากขึ้น ดังนั้นสำหรับผู้ที่ต้องการทางเลือกใหม่ของเครื่องประดับที่แตกต่าง ไทเทเนียมก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

 
ศิลปะในการทำเครื่องประดับนั้น นับวันยิ่งพัฒนาและปรับปรุงวิธีการ และวัสดุในการสร้างสรรค์ชิ้นงานออกมาให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ถึงแม้วัสดุที่ใช้อาจไม่ได้เป็นโลหะมีค่า หรืออัญมณี แต่คุณค่าของเครื่องประดับนั้นก็ไม่ได้ลดน้อยลงไป มีแต่จะเพิ่มคุณค่ามากยิ่งขึ้น


ข้อมูลจาก สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ภาพประกอบ uniqe aksesoris, All About Titanium

1/19/2552 | Posted in , , , , | Read More »

ทองคำเผชิญความผันผวนหนักตามวิกฤตเงินโลก

610x สถานการณ์ราคาทองคำตลอดทั้งปี 2551 ต้องเผชิญกับการ "แกว่งตัว" ทั้งขาขึ้นและขาลงอย่างรุนแรง  สาเหตุมาจากการเก็งกำไรของกองทุนต่างประเทศและความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก ที่มีผลจากวิกฤตสถาบันการเงินในสหรัฐฯ ที่มีผลลุกลามไปสู่การถดถอยของเศรษฐกิจโลก นับแต่ช่วงต้นปีถึงกลางเดือนมี.ค.2551 ถือว่าเป็นช่วง "ขาขึ้น" ของราคาทองคำ  เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์ฯ ที่ร่วงลงและราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น ประกอบกับความกังวลเรื่องความเสี่ยงเงินเฟ้อที่สูง จนทำให้บรรดากองทุนเก็งกำไร (Hedge Funds) ต่างเทขายสินทรัพย์ที่เป็นเงินดอลลาร์ฯ ออกมา รวมถึงออกจากตลาดหุ้น และหันเข้าซื้อสัญญาและลงทุนในทองคำมากขึ้น เหล่านี้เป็นปัจจัยหนุนทำให้ราคาทองคำพุ่งขึ้น จนกระทั่งทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,032.70 ดอลลาร์/ออนซ์เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2551


แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา ราคาทองคำเกิดความผันผวนและปรับทิศเป็นขาลง เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์ฟื้นตัวขึ้น ราคาน้ำมันดิบร่วงลง และวิกฤตการณ์การเงินได้ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยในช่วงเดือนเม.ย - ก.ค. 2551  เกิดภาวะความผันผวนขึ้นลงของราคาทองคำค่อนข้างแรง หลังจากเศรษฐกิจสหรัฐฯเผชิญกับความผันผวนค่อนข้างมาก ทำให้นักลงทุนโยกเงินไปมาระหว่างสินทรัพย์เงินสกุลดอลลาร์ฯ กับทองคำ  จนส่งผลให้ราคาทองคำ "แกว่งตัว" รุนแรง จากนั้นตั้งแต่กลางเดือนก.ค.2551 จนถึงต้นเดือนก.ย.2551  ราคาทองคำต้องเผชิญกับทิศทาง "ขาลง" จนกระทั่งมาสู่จุด "ต่ำสุด" ในเดือนต.ค.2551 ที่ระดับ 700 ดอลลาร์/ออนซ์  ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2551

ปัจจัยที่ทำให้ราคาทองคำปรับลงไปนั้น เป็นผลจากแรงกดดันเงินเฟ้อที่ลดลงตามการดิ่งลงของราคาน้ำมัน การฟื้นตัวของเงินดอลลาร์ฯ การเก็งกำไรของกองทุนต่างประเทศ และการเทขายทองคำของธนาคารกลาง ผลของการดิ่งตัวของราคาทองคำ ได้ทำให้คนไทยมีความต้องการเข้ามา "เก็งกำไร" ในทองคำมากขึ้นมากขึ้นกว่าในอดีต จนกระทั่งร้านค้าทองคำ "ขาดสต๊อก" หรือไม่มีทองคำจำหน่ายให้แก่ลูกค้าเพียงพอ จังหวะที่ราคาทองคำลงมามากๆ  ร้านทองต้องออก "ใบจอง" ให้แก่ลูกค้า  เนื่องจากทองคำในสต๊อกมีไม่เพียงพอ และต้องใช้ระยะเวลาในการนำเข้าเพิ่ม ขณะเดียวกันสมาคมค้าทองคำได้ออกหนังสือ "ปิดทำการ" ซื้อขายทองคำแท่งในวันหยุดเสาร์และอาทิตย์ เริ่มวันแรกเมื่อ 25 ต.ค.2551 ไปจนกว่าราคาทองคำจะเป็นปกติ  เพื่อต้องการให้ความเป็นธรรมทั้งการซื้อและขายที่จะได้มีราคาอ้างอิงที่ถูกต้องในวันทำการปกติ  เพราะขณะนี้ทั่วโลกไม่มีการซื้อขายทองแท่งในวันเสาร์และอาทิตย์ ซึ่งจะทำให้ลูกค้าเสียเปรียบได้

อย่างไรก็ตาม แม้ทั่วโลกทองคำได้ขาดตลาด แต่ราคาทองคำยังคงปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ผิดปกติ เนื่องจากเกิดการเก็งกำไรทองในตลาดลอนดอนและตลาดนิวยอร์ก สำหรับแนวโน้มของราคาทองคำในอนาคตนั้น ได้มีการคาดการณ์ว่าแม้ราคาทองคำอาจจะมีปัจจัยหนุน แต่ก็จะยังคงต้องเผชิญกับความผันผวนสูง

47130-gold1 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ปัจจัยที่ยังคงต้องติดตามต่อไป ได้แก่ ปัญหาวิกฤตสถาบันการเงินสหรัฐฯ จากการขาดสภาพคล่อง ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามเสนอแผนกู้วิกฤตภาคการเงินมูลค่า 7 แสนล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งเพิ่งผ่านการพิจารณาของรัฐสภาสหรัฐฯ ในวันที่ 3 ต.ค.2551 และจากผลของปัญหาวิกฤตการเงินในครั้งนี้ ได้ขยายวงกว้างออกไป จึงทำให้อาจต้องใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน หรือ 1 ปี จนกว่าปัญหาดังกล่าวจะลงไปสู่จุดที่เลวร้ายที่สุด ประกอบกับข่าวร้ายของตลาดการเงินสหรัฐฯที่อาจจะมีตามมาอีก อาจทำให้ค่าเงินดอลลาร์ได้รับแรงกดดันและหนุนให้ราคาทองคำทะยานตัวขึ้นมาได้อีก
นอกจากนี้ความต้องการทองคำที่เพิ่มขึ้นของผู้ซื้อทองรายใหญ่ที่สุดในโลก(อินเดีย) ในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองในช่วงเดือน ก.ย.-ธ.ค. ของทุกปี น่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันราคาทองคำให้สูงขึ้นไปได้ โดยใน ช่วงท้ายปี 2551 เริ่มมีความวิตกกังวลกันว่า โลกกำลังตกอยู่ใน "ภาวะเงินฝืด" ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ มากกว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์จำพวกการเกษตร ซึ่งมักจะได้รับผลกระทบน้อยสุดเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวลง เทียบกับสินค้าโภคภัณฑ์จำพวกโลหะอุตสาหกรรมและพลังงาน

อย่างไรก็ตาม ผลจากการ "ปรับลด" อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2551ประกาศลดดอกเบี้ยระยะสั้นลงอีก 0.75-1.0% สู่ระดับ 0-0.25% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบกว่า 50 ปี ส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง  ทำให้นักลงทุนกลับเข้ามาเก็งกำไรทองคำ จนดันราคาทองคำปรับตัว "เพิ่มขึ้น" อีกครั้ง
ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2551 ราคาทองคำตลาดนิวยอร์กอยู่ที่ 869.25ดอลลาร์/ออนซ์  ส่วนราคาทองคำแท่งในไทย เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2551 ราคาขายอยู่ที่บาทละ 13,800 บาท


ในด้านการลงทุนในทองคำ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเตือนว่า  การเข้าไปลงทุนในลักษณะการเก็งกำไรยังคงมีความเสี่ยงสูง โดยผู้ลงทุนรายย่อยต้องพึงระมัดระวังความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาทองคำ เนื่องจากถ้าเข้าไปซื้อขายผิดจังหวะก็อาจจะมีโอกาสขาดทุนได้ กอปรกับตลาดซื้อขายทองคำมีสภาพคล่องค่อนข้างจำกัด ดังนั้นการลงทุนในทองคำเพื่อที่จะได้ผลกำไร ควรที่จะเป็นการลงทุนในระยะยาวมากกว่าการเข้าไปเก็งกำไรในระยะสั้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยย้ำว่า ผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนในทองคำ ควรจะศึกษาถึงผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินดอลลาร์ฯ ราคาน้ำมัน หรือภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ฯลฯ เพื่อจะสามารถคาดการณ์ทิศทางของราคาทองคำให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและได้ผลตอบแทนระยะยาวที่คุ้มค่า

12/25/2551 | Posted in , , , , | Read More »

ความคิดเห็นล่าสุด

บทความล่าสุด