Loading
250x250 Free Watch

สมัครสมาชิกเพื่อรับข่าวสารทางอีเมล์:

กรุณาตรวจสอบอีเมล์เพื่อยืนยันหลังจากทำการสมัคร

โพสล่าสุด

แบ่งปัน

‘ถอยหนึ่งก้าว แล้วรุกใหญ่’ รหัสคิดฉบับ พรสิทธิ์ ศรีอรทัยกุล

ftiprovince.or.thเอ่ยชื่อ “พรสิทธิ์ ศรีอรทัยกุล” คนในวงการอัญมณีและแวดวงไฮโซรู้จักเขาดีในฐานะประธานกรรมการกลุ่มบริษัท บิวตี้ เจมส์ จำกัด และบริษัทในเครือ ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างจุดเปลี่ยนให้กับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญและสร้างรายได้ให้กับประเทศเป็นเงินมหาศาล และทำให้ความคิดฝันที่จะสร้างไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับระดับแถวหน้าของโลก เป็นเรื่องที่เกิดได้จริง

นอกจากนี้เขายังมีบทบาทสำคัญและได้รับการยอมรับในฐานะ “นักวางแผนยุทธศาสตร์” ในการก่อตั้งมูลนิธิ สมาคม และสถาบัน เกี่ยวกับอัญมณีและเครื่องประดับ และที่สำคัญการสร้างพิมพ์เขียวหรือการวางรากฐานพัฒนาอุตสาหกรรมอัญมณีไทย กลายเป็นโมเดลต้นแบบที่นำไปพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นๆของไทยให้ก้าวหน้าได้อีกด้วย

จุดเริ่มต้นการเป็นนักวางแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติของพรสิทธิ์ ที่เข้ามาสร้างจุดเปลี่ยนให้กับอุตสาหกรรมอัญมณีไทย น่าจะกล่าวได้ว่า เริ่มต้นมาจากเมื่อกว่า 30 ปีก่อนที่เขาเข้ามาดำเนินธุรกิจ บิวตี้ เจมส์ จนสามารถขยายอาณาจักรสืบทอดมาถึงวันนี้ 3 เจเนอเรชันแล้ว

บิวตี้ เจมส์ มีมาตั้งแต่ปี 2507 พรสิทธิ์ย้อนอดีตให้ฟังและเล่าว่า รากฐานธุรกิจเดิมเริ่มมาตั้งแต่ยุคคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งทำร้านค้าเพชรพลอยและเงินจำหน่ายในประเทศ มาถึงยุคพี่ชายคนโตก็เข้ามาขยายด้านการส่งออก แต่จุดเปลี่ยนที่ชัดเจนเกิดขึ้นเมื่อ 38 ปีก่อน เมื่อพรสิทธิ์เดินทางกลับมาจากสหรัฐฯ หลังจากไปใช้ชีวิตและเรียนหนังสืออยู่ 6 ปี เนื่องจากตอนเด็กค่อนข้างเกเร ชอบหนีเที่ยว เป็นนักเลงตรอกโรงภาษีย่านบางรัก และลูกคนกลาง  ตอนเด็กเรียนหนังสือที่โรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก แต่ไปต่อมัธยมที่โรงเรียนปานะพันธุ์ จึงมีเพื่อนเยอะและเรียกกันว่า “ฮ้อน” พออายุ 15 ก็ไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา เลือกเรียนสาขาบริหารธุรกิจด้าน Merchandising และโฆษณาจากมหาวิทยาลัย Youngstown State ที่มลรัฐโอไฮโอ

ตอนกลับมาอายุประมาณ 21-22 กำลังเป็นหนุ่มไฟแรง หลังจากช่วยงานพี่ชายได้ 2 ปี ก็เกิดแนวคิดอยากวางรากฐานด้านการค้าของครอบครัวใหม่ ด้วยการคิดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าแทนการซื้อมาขายไป ด้วยการเป็นผู้เจียระไนเพชรพลอยเอง

เขายอมรับว่าตอนนั้นใช้เวลาศึกษาและเรียนรู้อยู่หลายปี ทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งพบปัญหาเยอะมาก ทั้งกฎเกณฑ์รัฐ ข้อห้าม แต่สุดท้ายก็เคลียร์ปัญหาได้หมดทั้งในส่วนธุรกิจและปัญหาอุปสรรคของอุตสาหกรรม “คนส่วนใหญ่พูดว่าถ้าจะทำอะไรต้องให้ตัวเองประสบความสำเร็จก่อนแล้วค่อยไปเผื่อแผ่คนอื่น แต่ผมคิดกลับกัน คือ ทำไปพร้อมๆ กันจะได้มีพลังและโอกาสมันเหลือเฟือ”

www.kpnaward.com

บิวตี้ เจมส์ จึงกลายเป็นบริษัทแรกที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ในการตั้งโรงงานและโรงเรียนเจียระไนรวมทั้งริเริ่มตั้งสมาคมผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับ การจัดงานแสดงสินค้า Bangkok Gems & Jewelly “การบุกเบิกธุรกิจและอุตสาหกรรมตอนนั้นก็ได้ตัวแทนภาครัฐจากหลายส่วนที่มีวิสัยทัศน์ช่วยกันผลักดันจนสำเร็จมาได้ และทำให้อาณาจักรธุรกิจบิวตี้ เจมส์ วันนี้ไม่เพียงมียอดขายที่อยู่ระดับแถวหน้าของประเทศจากกระบวนการผลิตที่ควบวงจร แต่ยังสร้างแบรนด์สินค้าเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ ถ้าถามว่าวันนี้ผมแฮปปี้ไหม กับเป้าหมาย โดยส่วนร่วมทั้งหมดแล้วใช่ แต่ว่าดวงดาวไปถึงจริงไหม แบบที่เรามอง ก็ถึงนะแต่ยังเกรงๆ อยู่ว่า ต้องมีคนสานต่อ เพราะถ้าเราหยุดพัฒนาก็จะล้าหลัง แต่ถ้ามีคนใหม่เข้ามาก็จะทำให้เราแข็งแรงขึ้น”

ซึ่งเขาก็โชคดีที่ได้ลูกชายทั้งสองคนเข้ามารับถ่ายโอนการบริหารธุรกิจไปเต็ม 100% แล้ว มีเพียงข้อคิดที่ใช้แนะนำลูกคือ ”ให้รู้ตัวเองเสมอว่ากำลังทำอะไรอยู่ และอย่ากลัว ต้องกล้าทำกล้าลองผิดลองถูก ก็คือเรียนรู้ และมีเราคอยดูอยู่ข้างหลัง ซึ่งผมก็โดนมาอย่างเดียวกันนี้ในตอนแรกๆ” บวกกับประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมาก็ถ่ายทอดให้ลูกๆไปใช้เป็นบทเรียน ข้อคิดในการทำงาน ซึ่งโดยส่วนตัวพรสิทธิ์มักจะยึดหลัก วางแผน ป้องกัน ไว้ก่อนที่จะต้องแก้ “ผมเป็นคนแก้ปัญหาไม่เก่ง ผมก็ไม่อยากให้มีปัญหา จึงพยายามวางแผน คือให้เกิดปัญหาน้อยที่สุดและจัดการได้ง่ายเพื่อจะได้เดินหน้าได้ต่อไป”

หลักอีกสิ่งที่นำมาใช้บ่อยคือ “การยืดหยุ่น หรือ ถอยบ้าง ไม่ใช่ถอยเพื่อถอย แต่ผมถอยเพื่อรุก เพราะเราจะสร้างมิติได้ตลอดเวลา และเผชิญกับความเป็นจริง ใช้เหตุและผลในการทำงาน” และเขาเชื่อว่า “สิ่งที่เราทำไป ผลมันย่อมกลับมาเสมอ พระพุทธศาสนาก็สอนไว้ง่ายๆ ตนเป็นที่ตั้งของตน ทำอะไรไปแล้วมันก็ย้อนกลับมาเสมอ แนวคิดนี้ผมใช้มาตลอด และดูผลข้างเคียงว่า จะเกิดอะไรบ้าง ต่อไปข้างหน้า ต้อง balance”

”ผมไม่ใช่นักบริหาร เพราะผมบริหารไม่เก่ง แต่ผมชอบคิด ชอบขายไอเดีย” ช่วงที่เหลือของชีวิต ตอนนี้แม้จะเคยคิดเกษียณตอนอายุ 45 แต่มาถึงวันนี้ 60 แล้ว เขาก็ยังมุ่งมั่นที่จะทุ่มเทให้กับการทำงานเชิงยุทธศาสตร์ในระดับชาติ รวมทั้งสานงานต่อหลังจากวางพิมพ์เขียวให้กับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไว้ครบวงจร โดยเฉพาะหลักสูตรการศึกษา ตั้งแต่ศึกษาวิจัยวัตถุดิบ การออกแบบ การบริหารจัดการ ผ่านมหาวิทยาลัยต่างเพื่อผลิตบุคลากรป้อนให้กับอุตสาหกรรม ที่จะช่วยต่อยอดสร้างรายได้ให้กับประเทศได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

พรสิทธิ์อธิบายว่า แนวคิดการพัฒนาอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับนั้นอาวุธที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือการขุนคนเก่งที่สุดในโลก แล้วเชื่อมต่อความคิดคนเหล่านี้เข้าด้วยกัน หากแข็งแกร่งทั้งโปรดักชันและการเพิ่มมูลค่า(value) ให้สินค้าได้ จะช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศเพิ่มอย่างมหาศาล แต่เนื่องจากหลังๆ มานี้ ที่น่าเป็นห่วงคือ นอกจากการแข่งขันจากเพื่อนบ้าน เช่น จีน และอินเดีย ที่มีคนเป็นพันล้านสามารถผลิตบุคลากรได้จำนวนมากและราคาถูกแล้ว ยังมีผลจากการเปิดเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ของไทยกับหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น

จุดนี้หากผู้ประกอบการไทยเราไม่แข็งแรง ก็เหมือนเป็นการเปิดประตูให้ต่างชาติเข้ามาเทกโอเวอร์กิจการในไทย เพื่อใช้ไทยเป็นฐานผลิตแต่ไปสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการตลาดเข้ากระเป๋าประเทศตัวเอง “เราจึงจำเป็นต้องร่วมกันวางยุทธศาสตร์ สร้างทีมงานและแข่งขันร่วมกันในระดับชาติ”

อีกเรื่องที่พรสิทธิ์คาดหวังที่จะผลักดันให้เกิดขึ้น คือ แนวคิดพัฒนาอัญมณีเป็นสินค้าแฟชั่นที่ทุกคนสวมใส่ได้ไม่ต่างจากเสื้อผ้าแฟชั่นแต่ราคาไม่แพง เพื่อเป็นการสร้างมิติใหม่ในวงการ ด้วยการทำให้เกิดตลาดใหม่ อาจจะแยกเป็น 2-3 ตลาด คือ กลุ่มตลาดที่นิยมอัญมณีจากธรรมชาติ (nature) กลุ่มตลาดที่นิยมกึ่งธรรมชาติ( half nature) หรือนาโนที่ราคาไม่แพง และกลุ่มตลาดซินเทติก (synthetic - อัญมณีสังเคราะห์) เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมนี้เติบโตอย่างยั่งยืน “ผมอยากเห็นการสร้างตลาดใหม่และพัฒนาต่อยอดอัญมณีไทยให้เป็นเหมือนสินค้าที่คนอยากบินมาซื้อในไทย เหมือนกับที่คนนิยมบินไปซื้อน้ำหอมที่ปารีส

ข้อมูล Experience Business End Zone

1/04/2553 | Posted in , | Read More »

We can't do this alone...Let's SAVE THE WORLD together



ปัญหาโลกร้อน กำลังเป็น talk of the town ในตอนนี้นะคะ ซึ่งมันไม่ได้เป็นเรื่องที่ไกลตัวเราเลย และวิธีการช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนก็ไม่ได้ยากอะไรค่ะ แต่บางอย่างอาจจะทำให้เราลำบากไปบ้าง เพราะพวกสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆล้วนแต่เป็นตัวการของปัญหาทั้งนั้น

วิธีการง่ายๆที่จะแนะนำก็คือ Recycle ค่ะ ซึ่งทำได้หลากหลายรูปแบบ ถ้าศึกษาดีๆแล้วจะพบว่าการรีไซเคิลนั้นทำได้มากมาย บางอย่างหลายๆคนอาจจะคาดไม่ถึง เช่น การนำของที่ไม่ใช้แล้ว (แต่ยังสภาพดีใช้การได้อยู่ และไม่ดูขี้ริ้วขี้เหร่เกินไปนัก) ไปบริจาคให้กับแหล่งรับบริจาคต่างๆ , การนำเฟอร์นิเจอร์เก่า มา remodel เพื่อใช้งาน แทนการซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่มาใช้ หรือ ซื้อเฟอร์นิเจอร์จากร้านขายของเก่า ก็ถือว่าเป็นการรีไซเคิลด้วยค่ะ

นอกจากนี้แล้วสิ่งที่ทุกคนทำได้ง่ายๆในการช่วยลดปริมาณถุงพลาสติก ก็คือ ถ้าเป็นของชิ้นเล็กๆที่ใส่กระเป๋าถือได้ ก็ไม่ต้องให้คนขายใส่ถุงให้ค่ะ , หิ้วถุงไปเองเวลาช้อปปิ้ง (ตอนนี้ถุงผ้ากำลังอิน มีทั้งแจกฟรี, แถมมากับผลิตภัณฑ์ต่างๆ หรือวางขาย เลือกเอาได้ตามใจชอบ) , ถ้าหลีกเลี่ยงการใช้ถุงพลาสติกไม่ได้ ก็พยายามใส่ของรวมๆกันในถุงใบเดียวแทน

แต่วิธีการอื่นๆ อย่างการลดการใช้พลังงาน ก็ควรจะพยายามทำกันด้วยนะคะ ช่วยกันคนละนิดคนละหน่อย เพราะเราไม่ได้ทำเพื่อใครที่ไหน แต่เพื่อตัวเราเองและคนที่เรารักค่ะ :)

ประชาสัมพันธ์อีกซักหน่อยค่ะ สำหรับ DoDeVar Jewery ซึ่งช่วงนี้กำลังเดินสายออกบูธ เพื่อแนะนำร้านและผลิตภัณฑ์ โดยงานแรกที่ไป คือ Season of Love @ Holiday Inn แล้วต่อด้วย ญ...ผู้หญิง ครบเครื่องเรื่องผู้หญิง ตั้งแต่ 10 – 14 ต.ค. 2550 ณ เซ็นทรัลแอร์พอร์ตพลาซ่า ครั้งแรกที่ยิ่งใหญ่กับงานแสดงสินค้าเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะ พร้อมช้อปสนุกเพื่อสุขภาพ และความงาม ที่มากับกิจกรรมมากมาย อาทิ การประกวดสาวสวยสุขภาพดี ชมสาระนารู้กับการดูแลผิวสวยด้วยตัวเอง พร้อมแพ็กเก็จเพื่อความงามจาก สปาชั้นนำ พบกันได้ที่ ชั้น G หน้าลิฟท์แก้ว ...ถ้ามีโอกาสแวะไปก็เชิญนะคะ

10/10/2550 | Posted in | Read More »

5 ทัศนคติดีๆ ที่ควรมีในที่ทำงาน


หลายๆคนเครียดและไม่มีความสุขกับงานที่ทำอยู่ หรือสุขมั่งไม่สุขมั่ง ลองมาปรับทัศนคติกันใหม่ดีกว่าค่ะ ไปเจอเรื่องดีๆมาก็เลยเอามาฝากกัน เพื่อจะยิ้มได้บ้าง :)


(1) ไม่เป็นไร ผิดพลาดกันได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่
ทำงานผิดพลาดแล้วยังจะมานั่งโทษตัวเองให้เหนื่อยทำไม ให้กำลังใจตัวเองเพื่อทำงานชิ้นต่อไปดีกว่า ยิ่งเรามัวจมกับความผิดพลาดเดิม ๆ เราก็จะทำงานอื่นต่อไม่ได้ สู้เอาความผิดพลาดมาทำให้ถูกต้องในงานชิ้นใหม่ดีกว่า สัจธรรมของชีวิตที่ต้องจำไว้อย่างหนึ่งก็คือ ไม่มีใครจำเรื่องของคนอื่นนานหรอก

(2) งานไม่ได้หนักทุกวันสักหน่อย
เดี๋ยวก็ได้พักแล้ว เวลางานล้นมือเราอาจท้อ แต่ท้อไปงานก็ไม่เสร็จ ลุกมาทุ่มเททำให้เสร็จ ๆ ไปดีกว่า เหนื่อยแค่ไหนเดี๋ยวก็ได้พัก และสิ่งที่เราต้องทำเมื่องานเยอะ คือจัดระเบียบเส้นตายของงานแต่ละชิ้น เจรจาต่อรองถ้าคิดว่าจะไม่เสร็จตรงเวลา แล้วก็ค่อย ๆ ทำไปทีละงาน เดี๋ยวดีเอง

(3) ถึงจะไม่เก่งงานนี้ แต่เราก็พยายามเต็มที่แล้ว
บ่อยครั้งที่เราได้รับมอบหมายงานที่ไม่ถนัด ก็คิดเสียว่าไม่เป็นไร ทำให้เต็มที่ แต่ก่อนทำก็บอกคนที่มอบหมายหน่อยว่าไม่ค่อยถนัดนะ แต่จะทำเต็มที่ ผิดพลาดอะไรก็บอกได้ เขาจะได้ไม่คาดหวังมาก แต่ถ้าทำออกมาแล้วดีก็ถือเป็นกำไร อย่าเสียใจที่ทำงานบางประเภทไม่เก่ง เพราะเราก็อาจจะเก่งในงานประเภทอื่นก็ได้ จำไว้ว่าปลาอาจจะว่ายน้ำเก่งกว่าลูกสุนัข แต่ปลาก็วิ่งไม่ได้เหมือนกัน ถ้าปลาตัวหนึ่งจะโดดขึ้นมาบนบกแล้วคืบคลานจนถลอกปอกเปิกก็คงไม่มีใครว่าอะไร เพราะมันเป็นปลา...จริงไหม???

(4) ใครจะว่าอะไรก็ช่าง ถ้าเราไม่ได้เป็นอย่างนั้นก็พอแล้ว
เคยได้ยินคนพูดเรื่องการติดฉลากไหม การติดฉลากก็คือการประทับตราว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร เพื่อให้ง่ายต่อการจัดประเภท ทีนี้ปัญหาอยู่ที่ว่าถ้าติดฉลากถูกก็ดีไป แต่ถ้าเมื่อไหร่ติดฉลากผิด สิ่งนั้นก็จะไม่ใช่สิ่งที่เป็นตามฉลากก็เท่านั้น ในหลักการเดียวกัน ถ้าใครมาว่าคุณสารพัดเรื่อง แต่ถ้าคุณไม่ได้เป็นอย่างเขาบอก ก็ไม่เห็นจะต้องคิดมากกับฉลากที่เขาเอามาติดไว้ ถ้าคุณเป็นน้ำตาลแล้วเขาเอาฉลากน้ำปลามาติดให้ก็ไม่ใช่ปัญหาของคุณ เขาเองต่างหากที่คิดผิด

(5) ให้เกียรติงานที่ทำด้วยการทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่
อย่าบ่นว่าไม่ชอบงาน นึกถึงกระเป๋ารถเมล์ที่ยิ้มแย้มแจ่มใสสิแล้วเปรียบเทียบกับเราที่นั่งบ่นอยู่นั่นแล้วว่าเหนื่อย ไม่สนุก ถามว่างานหรือเปล่าที่ทำให้เราทุกข์ จริง ๆ แล้วเราต่างหากที่ทำให้ตัวเองเป็นทุกข์ เพราะนั่งพร่ำบ่นกับสิ่งที่ไม่ได้ดังใจ ถ้าใครได้ทำงานที่ชอบก็ดีไป แต่อย่าลืมว่างานที่ชอบก็มีด้านที่ทำให้เราเหนื่อยได้เหมือนกัน ใช่ว่าหนทางการทำงานจะปูด้วยกลียกุหลาบเสมอไป สิ่งที่เราควรคิดก็คืองานคือสิ่งที่ทำให้เราใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า อย่าดูถูกงานของตัวเอง ไม่เช่นนั้นเราก็ดูถูกตัวเองด้วยที่เลือกทำงานนั้น

ATTENTION!!!
มีอีกเรื่องที่อยากจะขอความเห็นค่ะ เนื่องจากเวบบอร์ดที่เราใช้อยู่ไม่มีกำหนดแน่นอนว่าจะเปิดให้ใช้บริการอีกเมื่อไหร่ ก็เลยคิดว่าน่าจะหาเวบบอร์ดใหม่ไว้คุยกันแทน ซึ่งอาจจะไม่ดีเท่าของเดิม (แต่ถ้าเวบบอร์ดอันเดิมเปิดบริการแล้ว ค่อยกลับไปใช้ค่ะ) คิดว่าเป็นยังไงคะ?

9/10/2550 | Posted in | Read More »

ความคิดเห็นล่าสุด

บทความล่าสุด